บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 180 เสียดายที่ไมอาจได้จักรพรรดินีเป็นภรรยา!
ลู่เยี่ยครุ่นคิดชั่วครู่แล้วเอ่ยว่า “สังหารเขาเถิด”
ผู้แข็งแกร่งจากสายมารวิญญาณพันลักษณ์เป็นมือสังหารโดยกำเนิด และเป็นผู้ที่ไม่กลัวความตายที่สุด
ทุกคนต่างรู้ดีว่าที่สนามรบนอกอาณาเขต อย่าหวังจะได้รับข้อมูลที่มีค่าจากปากของมารวิญญาณพันลักษณ์
แน่นอนว่าบรรดาบรรพจารย์ระดับสูงย่อมสามารถหลอมร่างพวกมันได้ และทำการค้นวิญญาณเพื่อให้ได้สิ่งที่ตนต้องการทราบ แต่ลู่เยี่ยไม่อยากให้หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวทำเช่นนั้น
หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวถอนหายใจพลางเอ่ย “น้องชายตัวน้อยของข้านั้นช่างเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นเหลือเกิน”
ลู่เยี่ยยิ้ม “คนประเภทนี้ไม่คู่ควรให้พี่สาวต้องสิ้นเปลืองพลัง”
หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวไม่ได้ปฏิเสธ ใช้นิ้วเรียวเล็กขาวผ่องของนางขยี้เบาๆ ก้อนแสงสีเลือดสลายหายไปอย่างเงียบงัน ไม่ทิ้งร่องรอยแม้แต่น้อย
ลู่เยี่ยเดินขึ้นไปด้านหน้า ร่างของศิษย์พี่ชิวเซิงถูกทิ้งอยู่ที่นั่นอย่างโดดเดี่ยว เหลือเพียงแค่ร่างไร้วิญญาณเท่านั้น
ลู่เยี่ยไม่จำเป็นต้องคิดก็รู้วาบรรพชนหลินชวนก็คงตกเป็นเหยื่อของมารวิญญาณพันลักษณ์เช่นกัน!
นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของมารวิญญาณพันลักษณ์ พวกเขาเหมือนวิญญาณร้าย ชำนาญในการซุ่มซ่อน ลอบสังหาร และปกปิดร่องรอย
ผู้ใดก็ตามที่ถูกพวกเขาแย่งชิงร่าง ทั้งจิตเทวะและเนื้อหนังจะถูกหลอมละลายไปหมด
ด้วยเหตุนี้ มารวิญญาณพันลักษณ์เพียงแค่สวมเปลือกนอกหนึ่งชั้น ก็สามารถปลอมตัวเป็นเจ้าของร่างเดิมได้อย่างแนบเนียน นอกเสียจากมีขั้นที่สูงกว่าพวกเขา มิเช่นนั้นจะไม่เผยจุดบกพร่องแม้แต่น้อย!
นั่นหมายความว่าจิตเทวะและเนื้อหนังของบรรพชนหลินชวนและศิษย์พี่ชิวเซิง ล้วนถูกมารวิญญาณพันลักษณ์ที่เพิ่งปรากฏเมื่อครู่กลืนกินไปแล้ว ไม่มีโอกาสฟื้นคืนชีพอีก
ลู่เยี่ยประสานมือร่ายคาถา ใช้เคล็ดวิชาการนำทางสู่ฝั่งแห่งนิพพาน เปลวเพลิงสีทองสายหนึ่งลอยลงมาเผาร่างของชิวเซิงให้กลายเป็นเถ้าถ่าน
หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวมองดูทุกสิ่งอย่างเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่รู้สึกสงสารน้องชายที่ดีคนนี้ของนางเล็กน้อย
“พี่สาว ท่านพอจะมองออกหรือไม่ว่าดาบเล่มนี้มีที่มาอย่างไร?”
ลู่เยี่ยเดินเข้ามายื่นดาบพิชิตมารในมือให้หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวดู
หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวจ้องมองอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ดาบเล่มนี้เสียหายหนักมาก ข้าเห็นเพียงแต่อาจจะเป็นดาบเล่มนี้ถูกกัดกร่อนด้วยพลังภัยพิบัติที่แปลกประหลาด ทำให้มีกลิ่นอายที่ชั่วร้ายอย่างยิ่ง หากไม่ระวังจะถูกมันย้อนกลับมาทำร้าย!”
หลังจากเว้นจังหวะเล็กน้อย นางเอ่ยเตือนว่า “เจ้าไม่ควรหยิบดาบเล่มนี้มาใช้โดยง่าย”
ลู่เยี่ยพยักหน้า เก็บดาบพิชิตมารเข้ากล่องดาบและผนึกมันไว้อีกครั้ง
“ที่นี่คือที่ใด เหตุใดถึงมีกลิ่นอายที่แปลกประหลาดและชั่วร้ายมากมายเช่นนี้?” หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวกวาดสายตามองไปรอบๆ
ลู่เยี่ยรีบเตือนว่า “พี่สาวรีบกลับไปเถิด อย่าได้สูญเสียพลังไปมากกว่านี้อีกเลย”
หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวยิ้มอย่างอ่อนหวาน นางมองออกว่าลู่เยี่ยให้ความสำคัญกับพลังจากรอยประทับของตนเองมากเกินไป จนไม่อยากให้นางสูญเสียพลังแม้เพียงนิดเดียว
“หลังจากนี้เจ้าจงเปิดโอกาสให้ข้าได้ออกมาสูดอากาศบ่อยๆ” หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวกล่าว “และอย่าลืมมาหาข้าในอนาคตด้วย”
กล่าวจบ ร่างของหญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวก็หายวับไปในอากาศ
ลู่เยี่ยถอนหายใจยาว พึมพำว่า “ข้าจะทำ”
ในห้วงความคิด เขานึกถึงเรื่องราวในอดีตอย่างอดไม่ได้
ในการรบครั้งสุดท้ายที่สนามรบนอกอาณาเขต เหล่าบรรพจารย์ต่างได้ทยอยกันสิ้นชีพในสนามรบ และได้ทิ้งคำสั่งเสียไว้กับลู่เยี่ย
เขายังจำได้ไม่ลืมถึงคำพูดที่หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวที่ตัดสินใจพลีชีพในตอนนั้นได้
“เจ้าเด็กน้อยเยี่ย แก่นแท้แห่งชีวิตส่วนหนึ่งของข้าซ่อนอยู่ในตำหนักสวรรค์เสวียนอี้ที่ดินแดนหลิงชาง ขอเพียงเจ้ายังมีชีวิตอยู่ เมื่อข้ากลับมาเกิดใหม่ วันหนึ่งพวกเราจะได้พบกันอีกอย่างแน่นอน”
“เมื่อถึงเวลานั้น ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะให้โอกาสเจ้าได้เป็นคู่บำเพ็ญเพียรกับข้า!”
หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวในตอนนั้นผมยาวสะบัดพลิว ดวงตาเปี่ยมรอยยิ้ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งรอยประทับดอกบัวสีทองกลางหน้าผากที่เพิ่มความลึกลับและสงางามให้กับนาง
งดงามหาใดเปรียบ ปรมาจารย์แห่งตำหนักสวรรค์เสวียนอี้ในดินแดนหลิงชาง ยิ่งไปกว่านั้น นางยังเป็นที่รู้จักทั่วใต้หล้าในนาม ‘จักรพรรดินีหลิงอวี่’
ส่วนเรื่อง ‘การเป็นคู่บำเพ็ญเพียร’ นั้น เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในอดีตที่น่าอับอายอีกเรื่องหนึ่ง
ในปีที่สองหลังจากที่เข้าสู่สนามรบนอกอาณาเขต ลู่เยี่ยได้รับบาดเจ็บสาหัสในสนามรบ คิดว่าตนเองคงต้องตายแน่ มีคนถามเขาว่ามีคำสั่งเสียอะไรหรือไม่ เขาโพล่งออกมาว่า “น่าเสียดายที่ไม่อาจได้จักรพรรดินีมาเป็นภรรยา!”
สุดท้ายเขากลับไม่ตาย และเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องขบขันที่ทุกคนต่างรู้กัน ไม่ว่าใครก็ตามเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ก็จะชูนิ้วหัวแม่มือชื่นชมลู่เยี่ย ว่าสมแล้วที่เป็นชายฉกรรจ์ที่กล้าหาญที่สุดในสนามรบนอกอาณาเขต!
และก่อนที่จักรพรรดินีหลิงอวี่จะสิ้นชีพในสนามรบ เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ก็มีความหมายเชิงหยอกล้อและให้กำลังใจอยู่แล้ว แต่ลู่เยี่ยกลับคิดว่าเป็นเรื่องจริง
เพราะในเวลานั้นจักรพรรดินีหลิงอวี่ยังได้แกล้งเย้าแหย่ลู่เยี่ย ถามว่าลู่เยี่ยกลัวแล้วหรือไม่ ไม่กล้าบังอาจคิดล่วงเกินตัวเองกระนั้นหรือ?
ลู่เยี่ยจะมีทางกลัวได้อย่างไร เขาตอบกลับไปทันทีว่า “ข้ายอมเสี่ยงเอาชีวิตเข้าแลก ก็กล้าที่จะสมรสกับจักรพรรดินีกลับบ้าน!”
ตอนนี้เมื่อนึกถึงเรื่องเหล่านี้ ลู่เยี่ยก็รู้สึกใจลอยไปบ้าง พี่สาวหลิงอวี่ได้ทิ้งแก่นแท้แห่งชีวิตเอาไว้จริงๆ หรือ? หากเป็นเช่นนั้น ในอนาคตตนเองคงมีโอกาสได้พบกับนางอีกครั้ง
หลังจากผ่านไปนาน ลู่เยี่ยรวบรวมความคิดและเก็บหยกสีดำที่ตกค้างอยู่บนพื้นขึ้นมา
นี่คือแกนวิญญาณสายฟ้าพิฆาตที่ราชาอินทรีวิญญาณกระดูกขาวทิ้งไว้ ซึ่งมันมีค่ามากกว่าไข่มุกพิฆาตสายฟ้าเสียอีก แน่นอนว่าต้องเก็บมันไว้
จากนั้นลู่เยี่ยก็มาถึงหน้าถ้ำสายฟ้านั้น
ตอนนี้ลู่เยี่ยสามารถคาดเดาความจริงบางอย่างได้แล้ว ความเปลี่ยนแปลงที่บรรพชนหลินชวนประสบนั้นแทบไม่มีความเกี่ยวข้องกับกล่องดาบเจ็ดชุน
ที่จริงแล้วเขาได้ครอบครองกล่องดาบเจ็ดชุนตั้งแต่อายุยังน้อย เวลาผ่านไปหลายปีแต่ก็ไม่เคยถูกดาบเล่มนี้ทำร้ายเลย
แต่ความตายของบรรพชนหลินชวนจะต้องเกี่ยวข้องกับกล่องดาบเจ็ดชุนอย่างแน่นอน ดังคำกล่าวที่ว่ามีสมบัติย่อมมีภัย สมบัติล้ำค่าชิ้นนี้ถูกมารวิญญาณพันลักษณ์จับตามองเห็นได้ชัด จึงทำให้บรรพชนหลินชวนถูกทำร้าย
ส่วนความตายของศิษย์พี่ชิวเซิงนั้นเกี่ยวข้องกับภารกิจในครั้งนี้ มารวิญญาณพันลักษณ์ก็เข้าใจดี เมื่อมีเจ้าสำนักเวินชิวเจวียและผู้อาวุโสใหญ่จับตาดูอยู่ เขาไม่มีทางที่จะออกเดินทางในฐานะบรรพชนหลินชวนได้ ดังนั้นเขาจึงมุ่งเป้าไปที่ศิษย์พี่ชิวเซิงแล้วยึดร่างของเขาเพื่อเข้าร่วมในภารกิจครั้งนี้
จุดประสงค์คือการโจมตีตัวเองอย่างไม่คาดคิด!
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ลู่เยี่ยคาดเดาไม่ได้ เหตุใดมารวิญญาณพันลักษณ์นี้ต้องการมอบกล่องดาบเจ็ดชุนให้ตัวเองด้วยกัน? ก่อนหน้านี้มารวิญญาณพันลักษณ์ตัวนั้นก็บอกไว้แล้วว่า นอกจากต้องการเข้าแย่งชิงร่างของเขาแล้ว ยังมีเหตุผลอื่นอีกด้วย
น่าเสียดายที่ในท้ายที่สุด ลู่เยี่ยก็ไม่สามารถค้นพบเหตุผลนั้นได้
“เหตุเภทภัยทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับกล่องดาบเจ็ดชุน”
“และกล่องดาบนี้มาจากถ้ำสายฟ้า นั่นหมายความว่าภายในถ้ำนี้อาจจะพบเบาะแสบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับกล่องดาบใช่หรือไม่?”
ลู่เยี่ยรู้สึกลังเลอยู่บ้าง เมื่อมาถึงเขาได้ยินเจ้าสำนักกล่าวว่า ถ้ำสายฟ้านี้เป็นสถานที่อันตรายที่สุดบนทิวเขาจิ๋วหลิง
เมื่อครั้งที่บรรพชนหลินชวนเดินทางมาที่นี่ก็เคยพบกับหายนะใหญ่หลวงเกือบเอาชีวิตไม่รอด แม้สุดท้ายจะรอดชีวิตมาได้แต่ก็ต้องจ่ายราคาอย่างแสนสาหัส
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ทุกครั้งที่มาแสวงหาโอกาส ล้วนมีคำสั่งห้ามอย่างเคร่งครัด ไม่อนุญาตให้ศิษย์เข้าใกล้สถานที่นี้
แต่หลังจากครุ่นคิดเป็นเวลานาน ลู่เยี่ยก็ตัดสินใจว่าจะลองดู อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้กระทำการโดยประมาท แต่กำลังรอคอยเวลาผ่านไปทีละน้อย
หลังจากผ่านไปครึ่งเค่อ เมฆสายฟาสีม่วงในท้องฟ้าได้ฟาดสายฟ้าลงมาที่ถ้ำสายฟ้านี้
ลู่เยี่ยก็นำกล่องดาบเจ็ดชุนออกมาและโยนมันไปยังตำแหน่งนั้น ฉากที่เหลือเชื่อก็เกิดขึ้น
เมื่อสายฟ้านั้นฟาดลงบนกล่องดาบเจ็ดชุน มันกลับมีเพียงประกายแสงสายฟ้ากระเด็นออกมาเท่านั้น ไม่สามารถทำอันตรายต่อกล่องดาบแม้แต่นิดเดียว!
“เป็นไปตามคาด ในเมื่อสมบัตินี้มาจากถ้ำสายฟ้า ย่อมไม่กลัวการโจมตีของสายฟ้าเป็นธรรมดา”
ลู่เยี่ยทะยานออกไปเก็บกล่องดาบเจ็ดชุน หลังจากนั้นก็รอต่อไป
ไม่นานสายฟ้าอีกสายก็ฟาดลงมา คราวนี้ลู่เยี่ยโยนสมบัติล้ำค่าชิ้นที่สองออกไปโดยตรง นั่นคือแผนภาพหมุนเวียนเก้าความตายที่อยู่ในรูปของม้วนกระดาษ
เหตุการณ์ที่น่าตกใจยิ่งกว่าเกิดขึ้น เมื่อสายฟ้าฟาดลงมา กลับถูกแผนภาพหมุนเวียนเก้าความตายกลืนเข้าไป
ลู่เยี่ยชะงักไป “นี่ยังทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ?”
ม้วนกระดาษบินกลับมาในมือของลู่เยี่ยเอง ไม่เพียงแต่ไม่แสดงความโกรธที่ลู่เยี่ยโยนมันเข้าไปในสายฟ้า แต่กลับถูฝ่ามือของเขาอย่างสนิทสนมราวกับกำลังแสดงความขอบคุณ
ลู่เยี่ยตบไปที่ต้นขาครั้งหนึ่ง “วิธีนั้นมีแล้วมิใช่หรือ?”
เขาไม่ได้ลังเลอีกต่อไป มือหนึ่งถือกล่องดาบ อีกมือถือม้วนกระดาษ จากนั้นก็ทะยานตรงเข้าไปในถ้ำสายฟ้า