บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 18 แสดงฝีมือ
บทที่ 18 แสดงฝีมือ
เซี่ยหลิงชิวรู้สึกตื่นเต้นและเสียอาการไปบ้าง
ถึงกระนั้น ลู่เยี่ยก็ยังอดไม่ได้ที่จะชื่นชม
แม่ทัพอาภรณ์สีแดงผู้เป็นตำนานคนนี้ มีใบหน้างดงามดั่งภาพวาด การแต่งกายงดงามหมดจด ผิวพรรณเนียนละเอียดราวไขมันแพะ
แม้แต่ตอนเสียอาการก็ยังงดงามถึงเพียงนี้…
“จะแก้ไขได้อย่างไร?”
หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ เซี่ยหลิงชิวจึงได้สติกลับคืนมา
ลู่เยี่ยต้องควบคุมลมหายใจและสติอย่างแน่วแน่ภายใต้สายตาที่สว่างไสวและร้อนแรงของนาง เพื่อไม่ให้เกิดปฏิกิริยาใด ๆ
เขาพิจารณาคำพูดอย่างรอบคอบว่า “สำหรับข้าแล้ว การแก้ไขอาการบาดเจ็บของท่านแม่ทัพนั้น กล่าวว่ายากก็ไม่ยาก กล่าวว่าง่ายก็ไม่ง่าย”
เซี่ยหลิงชิว “…”
ฟังคำพูดของเจ้าหนึ่งประโยคแล้ว ก็เหมือนไม่ได้ฟังอะไรเลย!
“ข้ารู้สึกว่าเจ้ากำลังพยายามรีดไถข้าอยู่ใช่หรือไม่?”
เซี่ยหลิงชิวขมวดคิ้วเรียวงาม แล้วมองดูลู่เยี่ยด้วยความสงสัย
ความรู้สึกของท่านถูกต้องแล้ว!
แต่ลู่เยี่ยยังคงปฏิเสธอย่างหนักแน่น แล้วกล่าวว่า “ท่านแม่ทัพโปรดฟังข้าให้จบก่อน การแก้ไขคำสาปปีศาจกู่พิษเผาใจ จำเป็นต้องให้ข้าเป็นผู้ร่ายเคล็ดวิชาด้วยตนเอง แต่พลังบำเพ็ญของข้ายังอ่อนแอเกินไป ไม่สามารถกำจัดได้ในครั้งเดียว จำต้องค่อย ๆ ดำเนินการไปทีละขั้น”
“ต้องใช้เวลานานเท่าใด?”
เซี่ยหลิงชิวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก นึกว่าเรื่องยากอะไร ที่แท้ก็แค่ใช้เวลามากขึ้นเท่านั้นเอง
ลู่เยี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม “สามเดือนหรือ?”
เซี่ยหลิงชิวส่ายหน้า “ช้าเกินไป จะทำให้เร็วกว่านั้นหน่อยได้หรือไม่?”
ลู่เยี่ยตอบอย่างลำบากใจ “ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ว่า…”
เซี่ยหลิงชิวแค่นเสียงขัดจังหวะ “เจ้าเพียงแค่บอกเงื่อนไขมา ตราบใดที่สามารถช่วยข้าแก้ไขอาการบาดเจ็บได้ภายในหนึ่งเดือน ข้าจะยอมรับทั้งหมด!”
ลู่เยี่ยรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นมาทันที นี่เป็นคำที่เขารอคอยอยู่พอดี!
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยถึงเงื่อนไข เซี่ยหลิงชิวก็กล่าวขึ้นมาก่อนว่า “ขอบอกเอาไว้ก่อน ข้าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวของตระกูลลู่ของพวกเจ้า! กฎของกรมปราบปีศาจเจ้าควรจะรู้ดี”
ลู่เยี่ยยิ้ม “ข้าย่อมไม่ทำให้ท่านแม่ทัพลำบากใจอย่างแน่นอน”
กรมปราบปีศาจ กรมโหรหลวง และกรมตรวจการเสวียนจิ้งแห่งต้าเฉียนต่างมีกฎที่เข้มงวดมาก
หนึ่งในกฎเหล่านั้นระบุไว้ว่า ผู้ที่อยู่ในกรมปราบปีศาจมีหน้าที่รับผิดชอบเพียงการปราบปีศาจและสังหารมารเท่านั้น ห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งของโลกมนุษย์ตามอำเภอใจ
เซี่ยหลิงชิวมาจากกรมปราบปีศาจ และยังเป็นแม่ทัพอาภรณ์สีแดง ในราชสำนักมีดวงตามากมายจับจ้องความเคลื่อนไหวของนางอยู่
หากนางฝ่าฝืนกฎ ย่อมต้องเผชิญกับการกล่าวโทษมากมายอย่างแน่นอน!
เรื่องเหล่านี้ ลู่เยี่ยย่อมเข้าใจดี
อันที่จริง เขาไม่เคยคิดที่จะพึ่งพาคนนอกเพื่อแก้ไขวิกฤตของตระกูลลู่เลย
มิเช่นนั้น เขาจะปฏิเสธความช่วยเหลือจากพ่อตาในอนาคตไปทำไมกัน?
ลู่เยี่ยกล่าว “เงื่อนไขของข้านั้นง่ายมาก เพียงแค่ท่านแม่ทัพไปรักษาแผลที่ตระกูลลู่ของข้าก็พอ”
เซี่ยหลิงชิวตกตะลึง “แค่นี้เองหรือ? ไม่มีอย่างอื่นอีกแล้วหรือ?”
ลู่เยี่ยตอบอย่างจริงจัง “ที่สำนักศึกษาเทียนเหอ ท่านแม่ทัพได้ช่วยเหลือข้าไว้มากแล้ว ข้ายังไม่ทันได้แสดงความขอบคุณเลย จะกล้ามีความคิดอื่นได้อย่างไร”
เซี่ยหลิงชิวรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก ‘คนที่ไม่สมควรเป็นคน ลู่เหล่าเอ้อร์’ ที่ทุกคนในเมืองหลวงรู้จักดี กลับไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมายอย่างนั้นหรือ?
ทันใดนั้น เซี่ยหลิงชิวก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ทันที นางจึงกล่าวด้วยใบหน้าที่ดูคล้ายจะมีรอยยิ้มว่า “ตราบใดที่ข้าอยู่ในตระกูลลู่ของพวกเจ้า ก็จะไม่มีใครกล้ามาก่อเรื่องที่เมืองเทียนเหอแห่งนี้สินะ”
“และเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ ข้าย่อมไม่อาจมองดูเจ้าเกิดเรื่องได้ เจ้าเด็กคนนี้ช่างรอบคอบเสียจริง!”
เมื่อกล่าวจบ นางก็จ้องมองลู่เยี่ยเขม็ง แต่มุมปากสีแดงอิ่มกลับปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ
เห็นได้ชัดว่านางไม่ได้โกรธเลย
ลู่เยี่ยยิ้ม “นี่เรียกว่าเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างได้!”
“ข้าตกลง”
เซี่ยหลิงชิวครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยว่า “แต่ว่า เจ้าต้องตกลงทำเรื่องหนึ่งให้ข้า”
ลู่เยี่ยพูดอย่างขึงขังว่า “ท่านแม่ทัพโปรดกล่าวมาได้เลย”
เซี่ยหลิงชิวจึงกล่าวว่า “หาเวลาไปเข้าร่วมการทดสอบของกรมปราบปีศาจสักหน่อย แล้วเป็นสมาชิกคนหนึ่งในนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะสามารถใช้ชื่อของกรมปราบปีศาจดึงตัวเจ้ามาทำงานข้างกายข้าได้อย่างชอบธรรม”
ช่างยอดเยี่ยมเสียจริง!
ลู่เยี่ยอึ้งไปชั่วขณะ จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะปรบมือชื่นชม
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ตนเองก็จะเป็นคนข้างกายของเซี่ยหลิงชิว!
ตราบใดที่นางยังพักรักษาตัวอยู่ในตระกูลลู่ ดูสิว่าใครกล้าแตะต้องเขา?
“ข้าจะไปพรุ่งนี้เลย!”
ลู่เยี่ยรีบรับปากอย่างรวดเร็ว
สามกรมใหญ่แห่งต้าเฉียนเป็นหน่วยงานของราชสำนัก และภายในต้าเฉียนนั้น หัวเมืองใหญ่ ๆ ทุกแห่งต่างก็มีจวนที่ว่าการจัดตั้งอยู่
เมืองเทียนเหอก็ย่อมมีเช่นกัน
หลังจากพูดคุยเรื่องเงื่อนไขเสร็จ เซี่ยหลิงชิวก็ยิ่งรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น นางจึงอดไม่ได้ที่จะถามว่า “ข้ารู้สึกสงสัยมาก เจ้าจะใช้วิธีอะไรมารักษาอาการบาดเจ็บของข้ากันแน่ เจ้าจะเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่?”
ลู่เยี่ยจึงเอ่ยถามว่า “ท่านแม่ทัพมีเข็มเงินติดตัวหรือไม่?”
เซี่ยหลิงชิวถามกลับอย่างสงสัย “มี เจ้าต้องการทำอะไร?”
‘เป็นธรรมดาที่จะแสดงฝีมือให้ท่านดู เพื่อให้ท่านหมดความกังวลและเชื่อมั่นในตัวข้า!’
ลู่เยี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ข้ามีเคล็ดวิชาลับเฉพาะตัวอยู่อย่างหนึ่ง สามารถใช้เข็มเงินเป็นตัวนำเพื่อดึงพลังคำสาปของปีศาจกู่พิษเผาใจออกมาจากเส้นชีพจรหัวใจได้!”
เซี่ยหลิงชิวพลิกฝ่ามือ เข็มเงินหนึ่งเล่มก็ถูกส่งให้ลู่เยี่ย “ลองดูเดี๋ยวนี้เลย!”
ว่าแล้วนางก็ตระหนักถึงบางสิ่งขึ้นมาทันที “เอ่อ เจ้าจะแทงที่ใด?”
การฝังเข็มย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสัมผัสผิวหนัง
และต้องรู้ว่า คำสาปของปีศาจกู่พิษเผาใจเข้าสู่เส้นชีพจรหัวใจ และตำแหน่งของเส้นชีพจรหัวใจอยู่ที่บริเวณหน้าอก หากกรณีที่ลู่เยี่ยต้องแทงตรงนั้น…
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ แม้แต่แม่ทัพอาภรณ์สีแดงเซี่ยหลิงชิวผู้ที่ตัดสินใจสังหารได้อย่างเด็ดขาด ก็ยังรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย
แทงที่ใด?
แววตาของลู่เยี่ยดูแปลกไปเล็กน้อย
เขาไม่ได้อยากรนหาที่ตาย จะกล้าแทงท่านผู้เป็นปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์ที่สังหารปีศาจมามากมายได้อย่างไร?
“ท่านแม่ทัพวางใจ ขอเพียงแค่ยื่นมือขวาให้ข้าก็พอ”
ลู่เยี่ยรับเข็มเงินมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เซี่ยหลิงชิวแอบถอนหายใจ ก่อนจะยื่นมือหยกออกมา
จิ๊!
ช่างงดงามจริง ๆ!
มืออันบอบบางขาวเนียนดั่งหิมะ นิ้วเรียวยาวงดงาม ผิวละเอียดเกลี้ยงเกลา ยามจับไว้ในมือราวกับกำลังจับหยกเนื้อไขมันแพะ
แต่เมื่อนึกถึงว่ามือหยกนี้เคยเปื้อนเลือดของเหล่าปีศาจมาแล้วนับไม่ถ้วน ลู่เยี่ยก็รู้สึกสงบลงได้มาก
เขาหยิบเข็มเงินขึ้นมา แล้วเริ่มทำการร่ายเคล็ดวิชา
ในช่วงสามปีที่อยู่ในสนามรบนอกอาณาเขต เขาได้พบกับเผ่าเทพมารมานับไม่ถ้วน และได้เรียนรู้เคล็ดวิชาลับหลากหลายประเภทจากบรรดาบรรพจารย์เหล่านั้น
เคล็ดวิชาลับเหล่านี้ล้วนแต่มีไว้รับมือกับเทพมารที่แตกต่างกันไป
นับว่าโชคดีที่ปีศาจกู่พิษเผาใจแบบนี้ยังห่างไกลจากการเป็นเทพมารระดับสูงสุด จึงทำให้ลู่เยี่ยกล้าที่จะรับรองว่าสามารถรักษาบาดแผลให้เซี่ยหลิงชิวได้
หากเปลี่ยนเป็นคำสาปที่ถูกทิ้งไว้โดยเทพมารระดับสูงสุด ด้วยพลังบำเพ็ญในปัจจุบันของลู่เยี่ย เขาคงไม่มีทางต่อกรได้เลย
เข็มเงินแทงเข้าไปที่ปลายนิ้วของเซี่ยหลิงชิวอย่างช้า ๆ ปลายเข็มนำเอาพลังส่วนหนึ่งของลู่เยี่ยแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของเซี่ยหลิงชิว…
ร่างอรชรอันน่าหลงใหลของเซี่ยหลิงชิวก็สั่นระริกขึ้นมาทันที ใบหน้าหยกที่งดงามเย้ายวนระเรื่อก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ริมฝีปากแดงหอบหายใจถี่ ทำให้อกของนางกระเพื่อมขึ้นลง
แม้นางจะพยายามควบคุมตัวเองอย่างเต็มที่ แต่ก็เปล่าประโยชน์
พลังเพียงเล็กน้อยสายนั้นได้แทรกซึมเข้าสู่เส้นชีพจรหัวใจของนาง ประหนึ่งมีกรงเล็บนับร้อยมาข่วนหัวใจ แต่มันไม่ได้เจ็บปวด กลับกันกลับรู้สึกตึงอึดอัดจนทนแทบไม่ได้ ผสมกับความคันซ่าเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นความรู้สึกที่ประหลาดยิ่งนัก
เวลาค่อย ๆ ผ่านไปอย่างช้า ๆ
หลังผ่านไปครึ่งเค่อ ลู่เยี่ยก็ดึงเข็มเงินออกอย่างรวดเร็ว
เกือบจะในเวลาเดียวกัน เซี่ยหลิงชิวก็ร้องครวญครางออกมาด้วยความเจ็บปวด เปิดปากกระอักเลือดแดงฉานออกมา
เลือดผสมกับควันดำสกปรกสายหนึ่ง ราวกับหลอมละลายเหมือนลาวาที่กำลังเผาไหม้ เมื่อเลือดกระเซ็นลงบนพื้นห้องรถม้า ก็ส่งเสียงซี่ซี่ของการเผาไหม้ที่ไหม้เกรียม
กลิ่นคาวเหม็นก็แผ่กระจายออกมาพร้อมกัน
ลู่เยี่ยมองภาพนี้ทั้งหมดด้วยตาตัวเอง เขาสูดจมูกเบา ๆ แล้วลองวิเคราะห์กลิ่นออกมา
ปีศาจกู่พิษเผาใจที่เคยต่อสู้กับเซี่ยหลิงชิว หากอยู่ในสนามรบนอกอาณาเขต พลังของมันจะไม่มีอะไรโดดเด่นเลย!
แน่นอน หากอยู่ในต้าเฉียน มันก็สมควรได้ชื่อว่าเป็นปีศาจร้ายอย่างแท้จริง
จึงไม่แปลกที่แม้แต่เซี่ยหลิงชิวผู้เป็นปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์ยังถูกทำให้บาดเจ็บได้
“ท่านแม่ทัพรู้สึกอย่างไรบ้าง?”
ลู่เยี่ยสังเกตเห็นว่าผมยาวที่มวยของเซี่ยหลิงชิวกระจายออก ร่างอันอ่อนระทวยของนางกำลังสั่นเล็กน้อย ใบหน้าที่งดงามเย้าเย้ายวนใจซีดขาว ราวกับว่ากำลังจะหมดแรง
แต่ไม่นาน เซี่ยหลิงชิวก็นั่งตัวตรง เช็ดคราบเลือดที่มุมปาก ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านพลังชีวิตที่น่าทึ่งและดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา
“สบาย…”
เซี่ยหลิงชิวถอนหายใจยาว ดวงตาคู่งามเปล่งประกายแวววาว ใบหน้าเปล่งปลั่งดูมีชีวิตชีวา
“เจ้าเด็กคนนี้ทำให้ข้าต้องมองเจ้าใหม่จริง ๆ!”
นางมองไปยังลู่เยี่ยด้วยสายตาที่อ่อนโยนราวกับน้ำ ยากจะปิดบังความชื่นชมและความยินดี
ลู่เยี่ยจึงกล่าวอย่างถ่อมตัว “ท่านแม่ทัพกล่าวชมข้าเกินไปแล้ว!”
เขามองออกว่า การที่ตัวเองแสดงฝีมือในครั้งนี้ ทำให้เซี่ยหลิงชิวแม่ทัพหญิงอาภรณ์สีแดงผู้นี้ยอมรับและได้รับความไว้วางใจจากนางแล้ว!
“หากเจ้าถ่อมตัวเช่นนี้ก็ดูเสแสร้งเกินไป เมื่อสามปีที่แล้ว ตอนที่อยู่ในเมืองหลวง ข้าก็เห็นแล้วว่าเจ้าเด็กคนนี้ไม่ได้เป็นคนถ่อมตัวเลยแม้แต่น้อย”
เซี่ยหลิงชิวอารมณ์ดีอย่างมาก ถึงขั้นหาโอกาสหยอกล้อเขาสักประโยค
นางยังจำได้ราง ๆ ว่า ในเมืองหลวงเมื่อครั้งนั้น บัณฑิตจอมอัจฉริยะเพียงสิบสี่ปีลู่เยี่ยมีอุปนิสัยที่เย่อหยิ่งและเปิดเผย ความมั่นใจเช่นนั้นไม่จำเป็นต้องปกปิดเลย
ลู่เยี่ยถอนหายใจ และเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ผ่านโลกมามากว่า “เรื่องเหล่านั้นเป็นอดีตไปแล้ว ข้าในตอนนี้ เป็นเพียงคนซื่อ ๆ ที่ถูกโลกขัดเกลาจนมุมที่เคยแหลมคมทู่ลงไปหมดแล้ว”
“จริงหรือ?”
เซี่ยหลิงชิวหัวเราะเยาะ “ถ้าอย่างนั้น เจ้าช่วยปล่อยมือก่อนข้าได้หรือไม่?”
“ฮ่า ๆ ๆ เป็นเพราะข้าตั้งใจรักษาอาการบาดเจ็บให้ท่านแม่ทัพมากเกินไป จนกระทั่งลืมเรื่องนี้ไปเลย”
ลู่เยี่ยไม่ได้รู้สึกเขินอายเลยแม้แต่น้อย เขาปล่อยมือหยกของเซี่ยหลิงชิวอย่างเปิดเผย
เซี่ยหลิงชิวชำเลืองมองไปที่ลู่เยี่ยเพียงแวบหนึ่ง โดยไม่ได้ถือสาอะไร
“นี่คือกลิ่นอายของปีศาจกู่พิษเผาใจใช่หรือไม่?”
เซี่ยหลิงชิวสังเกตเห็นคราบเลือดที่ยังคงส่งกลิ่นคาวบนอาภรณ์ นางจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ถูกต้อง”
ลู่เยี่ยนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงกล่าวว่า “ท่านแม่ทัพควรเก็บคราบเลือดบนเสื้อผ้าไว้ให้ดี มันจะมีประโยชน์อย่างยิ่งในภายหลัง!”
เซี่ยหลิงชิวชะงักไป ยังไม่ทันได้ถามอะไร ก็มีเสียงใสกังวานของหญิงสาวน่ารักดังมาจากด้านนอกรถม้า
“ท่านอาจารย์ ถึงจวนเจ้าเมืองแล้วเจ้าค่ะ”
จวนเจ้าเมือง?
ดวงตาของลู่เยี่ยเป็นประกายขึ้นมา เซี่ยหลิงชิวมาจวนเจ้าเมืองทำไมกัน?
ในห้วงความคิดนั้น เขาก็นึกถึงเจ้าเมืองเทียนป๋อฉงเฒ่าชั่วช้าผู้ไร้ซึ่งความเป็นคนผู้นี้!