บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 188 ภาพวาดของผู้อาวุโสอาภรณ์สีดำ
ห่างจากทิวเขาจิ๋วหลิงเพียงหนึ่งร้อยลี้ มีภูเขาลูกหนึ่งตั้งตระหง่าน บนยอดเขานั้นมีตำหนักสร้างอยู่ เจ้าของตำหนักคือปีศาจเฒ่าตนหนึ่ง
แต่ในตอนนี้ ตำหนักได้ถูกเติงเทียน ‘ยืม’ ไปแล้ว เพื่อใช้ในการจัดงานเลี้ยงต้อนรับลู่เยี่ยและคณะ
ปีศาจเฒ่าตนนันไม่เพียงไม่โกรธเคือง แต่ยังรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง จัดเตรียมงานเลี้ยงด้วยตนเองและจัดให้สาวใช้ที่งดงามคอยรินชา
“มา! ข้าขอคารวะท่านใต้เท้าลู่หนึ่งจอก!”
ในงานเลี้ยง เติงเทียนได้แปลงกายเป็นชายหนุ่มรูปงามสง่าราวหยก ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ขณะที่ชูจอกสุราให้ลู่เยี่ย
ลู่เยี่ยยิ้มรับและดื่มตอบ
ไม่เพียงแต่เติงเทียนเท่านั้น วัวไฟก็ได้แปลงกายเป็นชายหนุ่มอาภรณ์สีเงินที่มีเส้นผมยาวสีแดงเพลิงเต็มศีรษะ
หมีแปลงกายเป็นชายร่างใหญ่กำยำผิวคล้ำราวเหล็กกล้า
ที่น่าตะลึงที่สุดคือเพียงพอนสีม่วง นางแปลงกายเป็นหญิงสาวชุดสีม่วงที่ทั้งสวยงามและมีชีวิตชีวา ผิวขาวยิ่งกว่าหิมะ ดวงตาและคิ้วโค้งได้งาม
หลังจากแนะนำตัวกันแล้ว ทุกคนก็ได้รู้จักกันว่า หมีชื่อว่า ‘จิ๋วคุน’ วัวไฟชื่อว่า ‘ฮั่วเปยเฟิง’ เพียงพอนสีม่วงชื่อ ‘อาชื่อ’
“บัดซบ! ทำไมพวกเจ้าไม่แปลงกายเป็นมนุษย์ตั้งแต่แรก แต่ตอนนี้กลับเผยโฉมนี้ออกมา?”
อีกาหัวขาวบ่นอุบอิบ ในที่แห่งนี้มีเพียงมันเท่านั้นที่ยังไม่ได้แปลงกาย
เติงเทียนหัวเราะ “ข้าเห็นพี่อาจูชอบคงรูปลักษณ์เดิมไว้ ข้าก็ต้องร่วมมือด้วยสักหน่อย”
จิ๋วคุน ฮั่วเปยเฟิง และอาชื่อต่างก็หัวเราะ พวกเขาก็เช่นกัน
อีกาหัวขาวถอนหายใจ “ตัวข้าอาจูคิดว่าตัวเองมีความสามารถอยู่ไม่น้อย ในเรื่องการประจบสอพลอ แต่พอมาพบกับพวกเจ้าถึงได้รู้ว่าอะไรคือเหนือฟ้ายังมีฟ้า”
ทุกคนหัวเราะเสียงดังอย่างอดไม่ได้ บรรยากาศยิ่งคึกคักขึ้น
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณสังเกตการณ์พฤติกรรมของทุกคนในงานเลี้ยงอย่างเงียบๆ
อาจูเป็นผู้ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย บรรดาทายาทปีศาจเหล่านั้นล้วนรุมล้อมสนทนากับอาจู
เหล่าผู้แข็งแกร่งจากสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ล้วนปลดปล่อยตัวเองไม่ออก ดูเกร็งอยู่บ้าง แม้แต่ฉือเชียวผู้เป็นปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ก็ยังเงียบขรึมมาก
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณก็เข้าใจเรื่องนี้ดี ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย หลังผ่านวิกฤตชีวิตและความตาย ได้เห็นเหตุการณ์สั่นสะเทือนโลกมากมายเช่นนั้น ใครเล่าจะสามารถปล่อยวางได้อย่างแท้จริง?
อย่างไรก็ตาม เติงเทียนไม่ได้ละเลยผู้คนจากสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ เขาจะร่วมดื่มกับพวกเขาเป็นครั้งคราว อย่างน้อยในด้านมารยาทก็ได้ให้เกียรติสำนักกระบี่เก้าสวรรค์อย่างเต็มที่
สิ่งที่เกินความคาดหมายของราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณมากที่สุดกลับกลายเป็นลู่เยี่ย เขาสงบเยือกเย็นตั้งแต่ต้นจนจบ ผ่อนคลายอย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อเผชิญหน้ากับพวก ‘ทายาทปีศาจ’ เขาก็ไม่แสดงอาการเคอะเขินแม้แต่น้อย แม้แต่ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณก็ต้องยอมรับว่า บุคลิกของลู่เยี่ยนั้นโดดเด่นเหนือคนธรรมดาทั่วไปอย่างแท้จริง
หากไม่ได้เห็นกับตาตนเอง ใครเล่าจะกล้าเชื่อว่านี่คือเด็กหนุ่มที่มาจากเมืองเล็กๆ อันห่างไกล?
น่าเสียดายที่พลังบำเพ็ญของเขานั้นอ่อนแอเกินไป ฐานะและภูมิหลังก็ต่ำต้อยเกินไปด้วย
ถึงแม้อาจูจะไม่ได้ใส่ใจ แต่ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณก็ยังสังเกตเห็นอย่างรวดเร็วว่า ความเคารพที่พวกทายาทปีศาจมีต่อลู่เยี่ยนั้น เป็นเพียงความเคารพตามมารยาทเท่านั้น ส่วนในใจลึกๆ พวกเขาคิดอย่างไรก็ไม่อาจล่วงรู้ได้
ท้ายที่สุดแล้วในวงการฝึกฝน ทุกสิ่งล้วนต้องอาศัยพละกำลังเป็นเครื่องตัดสิน และภูมิหลังทางสถานะก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถ
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณรู้ดี ไม่ว่าจะเป็นตัวเองหรือลู่เยี่ย ล้วนเป็นเพียง ‘ตัวประกอบ’ ในงานเลี้ยงครั้งนี้ หากไม่มีอาจู พวกทายาทปีศาจเหล่านี้ก็คงไม่มีแม้แต่จะเหลือบมองพวกเขาสองสักแวบ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการมาร่วมโต๊ะด้วยซ้ำ
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณอดรู้สึกเย้ยหยันตัวเองไม่ได้ มีเพียงผู้ที่มีสถานะและตำแหน่งต่ำต้อยเท่านั้นที่จะใส่ใจเรื่องเหล่านี้มากที่สุดใช่หรือไม่?
“ศิษย์น้องลู่ ทำไมอาจูคนนั้นถึงเรียกท่านว่าท่านใต้เท้าล่ะ?”
“ใช่แล้ว มันช่างอัศจรรย์มาก เจ้ามีเรื่องอะไรปิดบังพวกเราอีกมากแค่ไหนกัน?”
เมื่อลู่เยี่ยถือเหยือกสุรามาดื่มกับศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนัก เขาก็ถูกรุมล้อมสอบถามเรื่องเหล่านี้ทันที
อย่างไรก็ตาม พวกเขาลล้วนใช้การส่งเสียงกระแสจิต
ลู่เยี่ยตอบตามตรงว่า “ข้าไม่รู้จริงๆ ไม่นึกว่าในเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่นี้ อาจูจะมีหน้ามีตาถึงเพียงนี้”
ในช่วงเวลานี้ ลู่เยี่ยก็เล่าเรื่องที่ชิวเซิงถูกมารวิญญาณพันลักษณ์แย่งชิงร่างให้ทุกคนฟังอย่างละเอียด
ทุกคนฟังแล้วทั้งตกใจและโกรธแค้น รู้สึกเศร้าเสียใจกับการจากไปของชิวเซิง
ผู้อาวุโสห้าฉือเชียวยกจอกขึ้นทันที “ลู่เยี่ย ข้าขอดื่มให้เจ้า!”
ลู่เยี่ยตกตะลึงไปชั่วขณะ แล้วจึงเข้าใจในทันทีว่า ผู้อาวุโสฉือเชียวกำลังแสดงความขอบคุณเขา และก็เป็นการยอมรับในตัวเขาอย่างหนึ่งด้วยเช่นกัน ลู่เยี่ยยกจอกขึ้นทันที ดื่มรวดเดียวหมด
ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องพูดออกมา หลังจากดื่มไปหลายจอก ลู่เยี่ยก็เริ่มถามถึงเรื่องของแดนรัตติกาลลึกลับ และในที่สุดก็ยืนยันได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าแดนรัตติกาลลึกลับนั้นก็คือโลกประหลาดที่มีพระจันทร์สีแดงฉานลอยเคว้งอยู่บนท้องฟ้านั่นเอง
ในโลกแห่งนั้นมีเผ่าพันธุ์โบราณมากมายอาศัยอยู่ ถูกเรียกรวมกันว่า ‘เผ่าโบราณแห่งแดนรัตติกาลลึกลับ!’
ตามการวิเคราะห์ของเติงเทียนและคนอื่นๆ ชายหนุ่มอาภรณ์สีดำผู้นั้นน่าจะเป็นคนจากเผ่าโบราณ ‘เชียงหลิว’ ซึ่งเป็นหนึ่งในเผ่าโบราณแห่งแดนรัตติกาลลึกลับ
เผ่าโบราณนี้ใช้เชียงหลิวเป็นแซ่ บรรพบุรุษของพวกเขาคืออสรพิษเก้าหัวในตำนาน ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงใช้อสรพิษเก้าหัวเป็นสัญลักษณ์ประจำเผ่า
ในแดนรัตติกาลลึกลับ เผ่าโบราณเชียงหลิวนับว่าเป็นหนึ่งในอำนาจระดับสูงสุด มีรากฐานที่น่าสะพรึงกลัว ส่วนลาสีดำตัวนั้นย่อมเป็นผู้พิทักษ์ของชายหนุ่มอาภรณ์สีดำอย่างแน่นอน
จากการสนทนา ลู่เยี่ยมีความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ในเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ด้วย
ในส่วนลึกของเขตหวงห้ามแห่งนี้ มีหลายกลุ่มอำนาจกระจายอยู่ ถูกเรียกว่า ‘เผ่าปีศาจราตรีพิศวง’
เผ่าปีศาจราตรีพิศวงเหล่านี้แทบทั้งหมดประกอบด้วยเผ่าปีศาจต่างๆ เติงเทียน จิ๋วคุน อาชื่อ และทายาทปีศาจอื่นๆ ก็ล้วนมาจากเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกัน
เมื่อพูดถึงเรื่องเหล่านี้ เติงเทียนและคณะได้ทำการแบ่งแยกอย่างชัดเจน โดยพวกเขาบอกว่าตนเองเป็นเผ่าปีศาจที่มีการสืบทอดมหาวิถี แตกต่างจากสัตว์อสูรในโลกมนุษย์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกันได้เลย
ฟังออกได้ว่า ในก้นบึ้งจิตใจของเติงเทียนและคนอื่นๆ ล้วนภาคภูมิใจในเผ่าพันธุ์ของตนเอง และไม่ต้องการที่จะมีความเกี่ยวข้องกับสัตว์อสูรในโลกมนุษย์
เรื่องนี้เข้าใจได้ไม่ยาก ผู้ฝึกตนจากสำนักใหญ่ยังเรียกรวมผู้ฝึกตนอิสระทั้งหมดในใต้หล้าที่ไม่มีสายการสืบทอดและไม่มีรากเหง้าว่าเป็นพวกผู้ฝึกตนนอกรีต โดยมองว่าผู้ฝึกตนอิสระเหล่านี้ล้วนอยู่ในกลุ่มต่ำต้อยที่เดินผิดทาง ไม่อาจเทียบชั้นได้
โดยสรุปแล้ว ในงานเลี้ยงครั้งนี้ทำให้ลู่เยี่ยได้เปิดหูเปิดตา และมีความเข้าใจเกี่ยวกับเขตหวงห้ามลึกลับที่แตกต่างไปจากเดิม
อย่างไรก็ตาม ลู่เยี่ยก็เข้าใจดีว่า สภาพการณ์ของแต่ละเขตหวงห้ามลึกลับนั้นแตกต่างกันไป ไม่สามารถสรุปรวมได้ทั้งหมด
เช่น เขตหวงห้ามลึกลับที่หกที่เทือกเขาเฉียนเฟิงตั้งอยู่ ก็เห็นได้ชัดว่าแตกต่างจากเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่
จนกระทั่งสุดท้าย ลู่เยี่ยก็ได้เอ่ยคำถามสุดท้ายที่ต้องการถาม
“ท่านทั้งหลาย เคยได้ยินเกี่ยวกับดาบพิชิตมารหรือไม่?”
ผู้คนจากสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ต่างพากันใจหายวาบ ความมึนเมาพลันจางหายไปไม่น้อย
พวกเขาลล้วนรู้ดีว่าบรรพชนหลินชวนได้มอบดาบเล่มนี้ให้แก่ลู่เยี่ย แต่เพราะเหตุใดลู่เยี่ยจึงถามถึงดาบเล่มนี้ในยามนี้? หรือว่าจะมีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น?
“แน่นอน” อาชื่อที่มีใบหน้างดงามน่ารักเอ่ยว่า “ในเขตหวงห้ามลึกลับแห่งนี้ เจ้าของดาบพิชิตมารเคยเป็นผู้ฝึกดาบที่โด่งดังที่สุด ไม่มีใครเทียบได้!”
เมื่อกล่าวจบ หญิงสาวก็เริ่มเล่าเรื่องราวความเป็นมาต่างๆ ของเจ้าของดาบพิชิตมารอย่างละเอียด
ในเวลาเดียวกัน ณ ส่วนลึกของเขตหวงห้ามลึกลับ
“ข้าไม่ยอมกลืนความแค้นนี้เด็ดขาด!”
ชายหนุ่มอาภรณ์สีดำที่บาดเจ็บไปทั้งตัว มีสายตาเย็นเยียบแค้นเคืองยิ่งนัก “เฒ่ารับใช้ เจ้าช่วยข้าติดต่อคนสิ พวกเราจะได้บุกกลับไปสังหารพวกมันให้หมด!”
ความพ่ายแพ้อันน่าอัปยศครั้งนี้ทำให้เขารู้สึกอับอายอย่างมาก
ลาสีดำที่อยู่ข้างๆ ก็เต็มไปด้วยความโกรธเช่นกัน แต่ก็ยังคงเตือนสติว่า “ประมุขน้อย เรื่องสำคัญต้องมาก่อน ตามที่ข้ารู้มา มีคนจากเผ่าโบราณหลายเผ่าแห่งแดนรัตติกาลลึกลับ ต่างก็จับตามองผลทองคำโลหิตหงส์อยู่นะ!”
ชายหนุ่มอาภรณ์สีดำมีสีหน้าไม่สู้ดี กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ก็พลันรับรู้บางสิ่ง จึงหยิบยันต์ลับที่ทำจากกระดูกสัตว์อสูรลึกลับออกมา
ยันต์ลับกำลังเปล่งแสง ชายหนุ่มอาภรณ์สีดำใช้จิตสัมผัส
“ลูกเอ๋ย อย่าเพิ่งไปตามหาผลทองคำโลหิตหงส์ จะต้องตามหาผู้อาวุโสที่สวมอาภรณ์สีดำท่านนี้ให้เจอก่อน!”
“มหาบุโรหิตได้สัญญาไว้ว่า หากผู้ใดสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อาวุโสอาภรณ์สีดำท่านนั้นได้ จะมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะอยู่เคียงข้างมหาบุโรหิตเป็นผู้ติดตามวิถี!”
“หากผู้ใดสามารถเชิญผู้อาวุโสอาภรณ์สีดำไปเยือนแดนรัตติกาลลึกลับได้ มหาบุโรหิตจะยกเว้นกฎเกณฑ์รับเขาเป็นศิษย์ และอนุญาตให้ฝึกฝนที่สระสวรรค์จันทราโลหิต!”
“ลูกเอ๋ย เจ้าควรเข้าใจว่านี่หมายความว่าอะไร”
“บัดนี้เผ่าโบราณทั้งหลายในแดนรัตติกาลลึกลับของพวกเราต่างคลุ้มคลั่งไปหมดแล้ว ทุกคนกำลังทุ่มเทพลละกำลังเคลื่อนไหวอย่างเต็มที่”
“เจ้าจำไว้ให้ดี เมื่อเจอกับอีกฝ่ายแล้ว ต้องให้ความเคารพเสมือนเทพเซียน ต้องเอาใจใส่ดูแลดั่งปรนนิบัติบรรพบุรุษของตน!”
ท้ายจดหมาย ยังมีภาพวาดอยู่หนึ่งภาพ
บนภาพวาดนั้น เป็นชายหนุ่มสวมอาภรณ์สีดำ รูปร่างสูงโปร่ง…