บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 205 เมื่อลู่เยี่ยทะลวงขอบเขต ทุกย่างก้าวบังเกิดดอกบัว
- Home
- บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน
- บทที่ 205 เมื่อลู่เยี่ยทะลวงขอบเขต ทุกย่างก้าวบังเกิดดอกบัว
บทที่ 205 เมื่อลู่เยี่ยทะลวงขอบเขต ทุกย่างก้าวบังเกิดดอกบัว
บนลานประลอง
อวิ๋นเป่ยเฉินยืนรออยู่อย่างสงบนิ่ง
ในใจกำลังคิดว่า แม้คราวนี้ข้าจะลงมือสังหารคู่ต่อสู้ แต่เมื่อเทียบกับการแสดงฝีมือของลู่เยี่ย อย่างมากก็อาจเรียกได้ว่าเสมอกันเท่านั้น
ต่อจากนี้ ข้าจำต้องแสดงฝีมืออย่างเต็มที่เสียหน่อย!
บรรยากาศในลานประลองตกอยู่ในความเงียบงัน
ทุกคนต่างมองไปทางฝั่งสำนักเต๋าหลิงซู
หลายคนเริ่มแสดงสีหน้าเวทนาออกมา
การประลองขอบเขตตำหนักวิญญาณ สำนักเต๋าหลิงซูพ่ายแพ้ไปแล้ว
ดูเหมือนการประลองของขอบเขตแท่นทองคำในตอนนี้ก็คงจะพ่ายแพ้อีกแล้ว!
อวิ๋นเป่ยเฉินนั้นยอดเยี่ยมเกินไป พลังการต่อสู้ระดับนั้นสามารถสังหารปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในที่นี้ได้มากมาย
แล้วจะสู้กันอย่างไร?
ต้วนชิงเฟิง เจ้าสำนักแห่งสำนักเต๋าหลิงซูมีสีหน้าแปรปรวนไม่แน่นอน ในใจรู้สึกอึดอัดจนแทบจะระเบิด
หรือจำต้องปล่อยให้ศิษย์ขอบเขตแท่นทองคำเหล่านั้นขึ้นไปรนหาที่ตายจริง ๆ?
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็พลันดังขึ้น
“ท่านเจ้าสำนัก ข้าจะไปเอง”
ชายชุดเทาผู้หนึ่งก็ก้าวออกมา
ต้วนชิงเฟิงและทุกคนรอบข้างต่างรู้สึกสงสัย รู้สึกว่าไม่คุ้นหน้าเลย
ผู้อาวุโสพานอวิ๋นจ้งเอ่ยปากขึ้นทันที “ดี! กู่เหยา เช่นนั้นเจ้าจงออกไปสู้!”
สิ้นเสียง เขารีบส่งเสียงกระแสจิตไปถึงเจ้าสำนักและผู้อาวุโสคนอื่น ๆ “คนผู้นี้คือผู้ช่วยที่ข้าหามาได้ พลังของเขาลึกล้ำเกินหยั่งถึง จะต้องเอาชนะอวิ๋นเป่ยเฉินให้ได้แน่นอน!”
ต้วนชิงเฟิงและคนอื่น ๆ พลันฮึกเหิมขึ้นมา หัวใจพวกเขาจุดประกายความหวังขึ้นใหม่อีกครั้ง
“ขอรับ!”
ชายชุดเทาที่ถูกเรียกว่ากู่เหยาหันตัวเดินขึ้นไปบนลานประลอง
สายตาทุกคู่ถูกดึงดูดไปที่นั่น
“คนผู้นี้คือใคร?”
“หรือจะเป็นคนที่สำนักเต๋าหลิงซูรับเป็นศิษย์ใหม่เร็ว ๆ นี้หรือ?”
“หึ ๆ การประลองเดิมพันชีวิตในครั้งนี้ช่างน่าสนใจจริง ๆ”
เสียงพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นในลานประลอง
หากมองเพียงรูปลักษณ์ภายนอกและพลังลมปราณแล้ว กู่เหยาผู้นี้ต้องใช้คำว่าธรรมดาสามัญเท่านั้น ดูไม่มีอันใดโดดเด่น
เมื่อเปรียบเทียบกับอวิ๋นเป่ยเฉินผู้มีท่วงท่าอันเปี่ยมด้วยรัศมี เขายิ่งดูมืดมนไร้รัศมี
แม้แต่อวิ๋นเป่ยเฉินเองก็ยังชะงักไป เข้าขมวดคิ้วกล่าวว่า “ไปแสวงหาขยะที่ไหนมาเป็นเบี้ยล่างรนหาที่ตายแทนสำนักเต๋าหลิงซูของพวกเจ้ากันรึ?”
เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นรอบ ๆ ลานประลาน
ความเป็นไปได้เช่นนั้นย่อมมีอยู่จริง!
แต่ในชั่วขณะนั้น ข้างหูอวิ๋นเป่ยเฉินกลับได้ยินเสียงของลู่เยี่ย
“จงปฏิเสธการประลองกับเขา แล้วถอยลงมาเดี๋ยวนี้! ห้ามลงมือเด็ดขาด มิเช่นนั้น เจ้าจะต้องรักษาชีวิตไว้ไม่ได้แน่!”
ดวงตาของอวิ๋นเป่ยเฉินเคร่งขรึม ส่งเสียงกระแสจิตถามว่า “คนผู้นี้มีปัญหาอะไรหรือ?”
“มี และเป็นปัญหาใหญ่มาก!”
น้ำเสียงของลู่เยี่ยเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม “จงเชื่อข้าสักครั้งเถิด”
อวิ๋นเป่ยเฉินรู้สึกต่อต้านอยู่ในใจ
เขาน่ะหรือจะไม่เคยผ่านคลื่นลมแรงมาก่อน?
ยิ่งไปกว่านั้น ในการฝึกฝนขอบเขตแท่นทองคำ แม้แต่ในดินแดนหลิงชางเขาก็ยืนอยู่ในแถวหน้าของผู้แข็งแกร่งที่สุด!
หากตอนนี้ต้องถอยโดยไม่ได้สู้ หน้าตาเขาจะเอาไปไว้ที่ใด?
ผู้คนจะมองว่าเขาเป็นเช่นไร?
ทว่าคำเตือนของลู่เยี่ย กลับทำให้เขาจำต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
“ข้าจะเชื่อเจ้าสักครั้ง หากเจ้ากล้าบังอาจหลอกข้า ต่อไปข้าจะไม่ยอมรับเจ้าเป็นน้องเขยของข้าอีก!”
อวิ๋นเป่ยเฉินกัดฟันพูด
ฟังออกว่าเขารู้สึกไม่ยินยอมจริง ๆ
ลู่เยี่ยไม่สนใจ
เขาเพียงจ้องมองชายหนุ่มชุดเทาที่ชื่อกู่เหยานั้นเขม็ง ในดวงตาลึกล้ำของเขาเต็มไปด้วยเจตนาสังหาร
“แต่หากข้าถอนตัว ใครจะออกไปสู้?”
อวิ๋นเป่ยเฉินถามขึ้นอย่างกะทันหัน
ลู่เยี่ยส่งเสียงกระแสจิตว่า “เจ้าจงถอยไปก่อน จะมีคนไปจัดการกับเขาเอง”
อวิ๋นเป่ยเฉินไม่ลังเลอีกต่อไป ประกาศทันที “ขออภัย ข้าหมดอารมณ์เสียแล้ว การต่อสู้ครั้งนี้ ข้าขอถอนตัว”
กล่าวจบ เขาก็หันหลังเดินออกจากลานประลอง
ทั่งทั้งลานประลองตะลึงงัน
เป็นเพราะเขาสงสัยว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงขยะมาตายแทน จนอวิ๋นเป่ยเฉินคร้านจะลงมืออย่างนั้นรึ?
เจ้าสำนักเวินซิ่วเจวี๋ยและคนอื่น ๆ ต่างก็ชะงักไปชั่วขณะ
ตามกฎแล้ว อวิ๋นเป่ยเฉินที่ชนะไปแล้วหนึ่งรอบ ก็สามารถเลือกที่จะถอนตัวได้จริง
เพียงแต่ เหตุใดอวิ๋นเป่ยเฉินจึงถอนตัวในเวลานี้ เป็นเพราะหมดอารมณ์จริง ๆ กระนั้นหรือ?
“ผู้อาวุโสพาน นั่นหมายความว่าคนผู้นี้มองออกว่ากู่เหยาเก่งกาจใช่หรือไม่?”
ต้วนชิงเฟิงแววตาไหววูบ ส่งเสียงกระแสจิตสอบถาม
“น่าจะเป็นอย่างนั้น”
พานอวิ๋นจ้งขมวดคิ้ว หรืออวิ๋นเป่ยเฉินมองออกถึงพื้นเพของกู่เหยาหรือ?
เป็นไปไม่ได้!
แม้แต่บรรพชนขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ก็ยังมองไม่ออก คนผู้นั้นจะทำได้อย่างไร?
และในขณะนั้น มู่เทียนเย่ผู้ดำเนินการประลองก็ถามขึ้นว่า “ต่อไป ทางสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ ผู้ใดจะออกมา?”
“ข้าเอง”
ลู่เยี่ยเอ่ยปาก
“เจ้าหรือ?”
ทุกคนต่างตกตะลึง
เกิดอันใดขึ้น เหตุใดลู่เยี่ยจึงก้าวออกมาในยามนี้?
แม้แต่ทางฝั่งสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ก็ไม่มีใครคาดคิดว่า จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น
“คนผู้นี้ให้ข้าลงมา ก็เพียงเพราะอยากจะออกหน้ารับมือเองหรือ?”
อวิ๋นเป่ยเฉินรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง สงสัยว่าลู่เยี่ยจงใจแย่งชิงความโดดเด่นของตน
เวินซิ่วเจวี๋ยและคนอื่น ๆ ตระหนักได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล จึงรีบสั่งให้พวกศิษย์ขอบเขตแท่นทองคำที่ควรจะเข้าร่วมการประลอง อย่าได้ทำอะไรอย่างรีบร้อนและไร้เหตุผล
“ลู่เยี่ย เจ้าเป็นขอบเขตตำหนักวิญญาณ เจ้าไม่อาจเข้าร่วมการประลองในขอบเขตแท่นทองคำได้”
มู่เทียนเย่กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ยามนี้ ข้าสามารถเป็นได้”
ลู่เยี่ยกล่าว พลางก้าวเดินขึ้นไปบนลานประลอง
ยามที่เขาก้าวเท้าออกไป กลิ่นอายพลังทั่วร่างพลันเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าตกใจทันที
พลังบำเพ็ญทั้งร่าง เหมือนเตาหลอมที่ถูกสะกดข่มมานานแสนนานถูกจุดไฟขึ้น พลุ่งพล่านออกมาอย่างรุนแรง
กลิ่นอายรอบกายเหมือนสายฟ้าฟาด พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในสายตาของคนภายนอก เมื่อลู่เยี่ยก้าวเดิน พลังบำเพ็ญทั้งร่างของเขาพุ่งทะยานขึ้นอย่างฉับพลัน ประหนึ่งทะลุกำแพงขวางกั้น พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก้าวกระโดดเข้าสู่ขอบเขตแท่นทองคำในทันที
ร่างสูงสง่านั้น อาบไปด้วยแสงสีทองอันเจิดจ้างวิจิตรงดงาม
ในร่างกายของลู่เยี่ย คล้ายจะมีเสียงแห่งมหาวิถีอันยิ่งใหญ่ดังกึกก้องประดุจสายฟ้าฟาดแว่วออกมา!
“นี่…เขาทะลวงขอบเขตแล้วหรือ?”
มู่เทียนเย่เบิกตากว้าง อีกทั้งไม่รู้ว่ามีผู้แข็งแกร่งมากมายเพียงใดที่ต่างตื่นตะลึง ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลนออกมา
ภาพที่เห็นนั้นช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก ลู่เยี่ยที่กำลังก้าวย่างประดุจดั่งเทพเซียนจำแลงกายมา
“คนผู้นี้ถึงกลับไม่จำเป็นต้องปิดด่านฝึกฝร ก็สามารถทะลวงขอบเขตได้เลยหรือ?”
“สวรรค์เอ๋ย นี่มันปีศาจอะไรกัน?”
เสียงฮือฮาดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วลานประลอง ประดุจหม้อน้ำที่เดือดพล่านจนระเบิดออก
ใครบ้างไม่รู้ว่า เวลาทะลวงขอบเขตคือช่วงเวลาที่เสี่ยงอันตรายที่สุด จำต้องรวบรวมสมาธิจดจ่อเตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่ ยามคับขันยังต้องมีผู้อาวุโสคอยคุ้มกันอีกด้วย
แต่ทว่าลู่เยี่ยกลับไม่เหมือนกัน ต่อหน้าฝูงชนทั้งหลาย ขณะที่กำลังเดินไปยังลานประลอง พลังบำเพ็ญของเขาก็ทะลวงขีดจำกัดในทันที!
ช่างเป็นเรื่องอัศจรรย์ใจโดยแท้
“ถึงกับบีบให้ลู่เยี่ยยอมทะลวงขอบเขตในเวลานี้เพียงเพื่อขึ้นไปประลอง หรือว่าชายที่นามว่ากู่เหยาผู้นั้นจะมีปัญหาจริง ๆ?”
เวินซิ่วเจวี๋ย ว่านกุยหยวน และคนอื่น ๆ รู้สึกใจหายวาบ ตระหนักได้ว่าปัญหานี้ร้ายแรงยิ่งนัก
พวกเขาทราบดีว่า ลู่เยี่ยหาใช่คนที่ชอบแสดงโอ้อวดตนเอง
ทว่าเขากลับยินยอมทำถึงเพียงนี้
นั่นย่อมหมายความว่าเขาต้องล่วงรู้ความลับบางอย่าง จึงได้ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวเช่นนี้
เมื่อรวมกับเหตุการณ์ที่อวิ๋นเป่ยเฉินลงจากลานประลองไปอย่างไร้สาเหตุ ยิ่งทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่า กู่เหยาผู้นี้จะต้องมีปัญหาแน่นอน!
ตูม!
บนยอดเขาส่องจันทร์ เสียงของมหาวิถีดังกึกก้อง แสงทองเจิดจ้าส่องสว่างไปทั่วท้องฟ้า
หมู่เมฆาถูกย้อมจนกลายเป็นสีทองวิจิตรตระการตา
ส่วนลู่เยี่ยที่กำลังทะลวงขอบเขตนั้นดูราวกับทุกย่างก้าวมีดอกบัวผุดขึ้นมา
พลังบำเพ็ญทั่วร่างของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลในทุก ๆ ก้าวที่ย่างออกไป
และในชั่วขณะที่ลู่เยี่ยทะลวงขอบเขตนี้ ผังดาบเก้าคุมขังในฝ่ามือของเขาพลันร้อนระอุขึ้นมา ก่อให้เกิดคลื่นพลังลึกลับและยากจะหยั่งถึง
สิ่งที่ไม่มีใครล่วงรู้คือ
ในส่วนลึกของท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลของดินแดนหลิงชาง ปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นจากการทะลวงขอบเขตของลู่เยี่ยกลับถูกพลังลึกลับบางอย่างปกปิดไว้ก่อนที่มันจะปรากฏชัด
แต่ถึงกระนั้น มันก็ยังสร้างความตื่นตระหนกให้กับกลุ่มเล็ก ๆ ของผู้ที่ยืนอยู่ในระดับสุดยอดของดินแดนหลิงชางซึ่งเป็นผู้มีพลังอันน่าสะพรึงกลัว
“แปลกจริง ๆ เพียงแค่ครึ่งปีที่ผ่านไป เหตุใดในกฎของวิถีสวรรค์แห่งดินแดนหลิงชางถึงปรากฏความผิดปกติลึกลับขึ้นอีกครั้ง?”
ชายชราจากสำนักเต๋าคนหนึ่งขี่เมฆสีฟ้าทะยานขึ้นสู่ท้องนภายามราตรี ใบหน้าเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์
เขาจำได้อย่างชัดเจนว่า เมื่อครึ่งปีก่อน ดินแดนหลิงชางเคยเกิดปรากฏการณ์ประหลาดที่ส่งผลกระทบไปทั่วใต้หล้า
ในเวลานั้น ณ ส่วนลึกของราตรีอันมืดมิดดุจน้ำหมึก พร้อมกับเสียงฟ้าร้องต้องห้ามที่ดังก้องกัมปนาท พลันปรากฏเงาร่างราง ๆ ของ ‘วังสวรรค์’ ที่ลึกลับแห่งหนึ่ง!
วังสวรรค์นั้นมีความลึกลับเลือนราง ตั้งตระหง่านอยู่บนที่สูงอันไกลโพ้นเกินเอื้อม รอบด้านห้อมล้อมด้วยดวงดาราสีม่วงอันเจิดจรัสนับไม่ถ้วน
มองไปแวบเดียวก็ราวกับเห็น ‘วังเซียนเก้าสวรรค์’ ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้ายามราตรี
ในตอนนั้น ชายชราจากสำนักเต๋าคนนี้ได้พยายามหยั่งรู้ ‘ความลับสวรรค์’ ที่แฝงอยู่ในปรากฏการณ์ประหลาดนี้
ทว่าผลลัพธ์กลับทำให้เขาต้องสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว เพราะพลังบำเพ็ญที่ล้ำลึกถึงของเขากลับไม่สามารถหยั่งรู้ความลับลึกลับใด ๆ ได้เลย
และในตอนนี้ ชายชราจากสำนักเต๋าท่านนี้กลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในกฎเกณฑ์วิถีสวรรค์อีกครั้ง
เหมือนกับครั้งที่แล้วไม่มีผิด
แต่เมื่อเขากำลังจะรับรู้ถึงมัน กลับพบว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
ราวกับว่าเป็นเพียงภาพหลอนที่ตนเองคิดไปเองเท่านั้น
“เกิดอะไรขึ้น? เป็นเพราะข้าคิดไปเองหรือ?”
ชายชราจากสำนักเต๋านิ่งอึ้งไร้คำพูด
และเหตุการณ์คล้ายกันนี้ได้เกิดขึ้น ณ ชายฝั่งทะเลใต้ที่ไกลโพ้นที่สุดของดินแดนหลิงชาง…
สถานที่ต้องห้ามอันรกร้างที่แทบไม่มีมนุษย์เดินทางไปถึง
บนท้องฟ้าเหนือดินแดนศักดิ์สิทธิ์สูงสุด
รวมไปถึง ‘ยมโลก’ ที่อยู่ลึกใต้พิภพประดุจขุมนรก...
ผู้แข็งแกร่งจากสำนักเต๋าและเหล่าผู้แข็งแกร่งที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกต่างล้วนรับรู้ถึงความผิดปกติ และต่างพากันตกอยู่ในความสับสน
ในกฎเกณฑ์ของวิถีสวรรค์นั้นแท้จริงแล้วเกิดเหตุแปรปรวนอันใดขึ้นกันแน่ ทว่าสุดท้ายเหตุใดจึงมิปรากฏร่องรอยใดๆ ออกมาเลย?