บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 204 สำแดงแสนยานุภาพครั้งใหญ่!
คนผู้นี้เป็นใคร?
ทุกคนต่างพากันอึ้งงัน การประลองเดิมพันชีวิตในวันนี้ช่างผิดแผกเหนือความคาดหมายนัก
ไม่เพียงแต่สำนักเต๋าหลิงซูส่งตัวหวงเหลียนถังซึ่งเป็นศิษย์ที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาออกมา แม้กระทั่งสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ก็ยังจัดการส่งตัวในลักษณะคล้ายกันมาอีก!
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับหวงเหลียนถัง ชายในอาภรณ์ขาวที่ปรากฏตรงหน้านี้เห็นได้ชัดว่าโดดเด่นสงางามกว่ามากนัก รูปโฉมหล่อเหลาเหนือสามัญ ท่วงท่าองอาจสูงส่งหลุดพ้นโลกีย์ ผู้ใดพบเห็นล้วนต้องรู้สึกตาเป็นประกาย เหล่าหญิงสาวน้อยใหญ่ต่างพากันใจสั่นหวั่นไหว หลงใหลในเสน่ห์ของชายหนุ่มผู้นี้โดยมิอาจหักห้ามใจ
ลู่เยี่ยยิ้มออกมา หากจะกล่าวถึงเรื่อง ‘การวางท่า’ ยังต้องยกให้อวิ่นเปยเฉินเป็นอันดับหนึ่ง
เมื่อไม่กี่วันก่อน ลู่เยี่ยได้เขียนจดหมายถึงอวิ่นเปยเฉินเพียงประโยคเดียวว่า “มีโอกาสให้เจ้าได้สำแดงแสนยานุภาพต่อหน้าเจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียน เจ้าจะมาหรือไม่?” จากนั้นอวิ่นเปยเฉินที่กำลังท่องเที่ยวอย่างสำราญใจในโลกมนุษย์ก็รุดมาถึงในทันที
ชอบดื่มสุราก็มอบสุราดีให้ ชอบวางท่าก็สร้างเวทีให้เขาได้อวดศักดาอย่างเต็มที่ นี่คือการเข้าหาผู้คนด้วยสิ่งที่เขาพึงใจ
“คนผู้นั้นนั่นเอง!”
ทางด้านสำนักเต๋าหลิงซู ต้วนชิงเฟิงผู้เป็นเจ้าสำนักและพวกผู้อาวุโสทั้งหลายต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น ดวงตาของพวกเขามีเจตนาสังหาร
ชายในอาภรณ์ขาวผู้นี้เคยสังหารผู้อาวุโสนอกสำนักหยางซงของสำนักเต๋าหลิงซูของพวกเขา ที่น่าแค้นใจยิ่งกว่านั้นคือ ชายในอาภรณ์ขาวยังใช้หยกบันทึกภาพการต่อสู้ในครั้งนั้นไว้ และยังส่งคนนำหยกบันทึกภาพมาให้พวกเขาถึงที่ ช่างเป็นการหยามเกียรติอย่างถึงที่สุด!
“ท่านเจ้าสำนัก คนผู้นี้มีกำลังที่สามารถสังหารปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ จะเกิดเหตุพลิกผันขึ้นหรือไม่?” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
ต้วนชิงเฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อย “จงเชื่อมั่นในตัวเนี่ยเหวินชวนเถิด!”
“ท่านเจ้าสำนักเวิน ผู้นี้คือผู้ใดกันแน่ มีชื่ออยู่ในรายชื่อหรือไม่?” มูเทียนเย่เอ่ยถาม
ทุกคนต่างเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เวินชิวเจวียแนะนำว่า “อวิ่นเปยเฉิน ขอบเขตแท่นทองคำ เป็นศิษย์ที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ของข้ารับเข้ามาเมื่อไม่กี่วันก่อน”
สายตาของผู้คนต่างดูแปลกประหลาด หวงเหลียนถังเป็นศิษย์ที่สำนักเต๋าหลิงซูเพิ่งรับเข้ามา บัดนี้กลับกลายเป็นว่า สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ก็เพิ่งรับศิษย์ที่มีขอบเขตแท่นทองคำเข้ามาเช่นกัน! ที่สำคัญกว่านั้นคือ ชื่อของพวกเขาล้วนไม่เคยได้ยินมาก่อน
“ลู่เยี่ย เมื่อครู่เจ้าสำแดงอานุภาพเสียใหญ่โต ประดุจหยกงามที่ส่องประกายนำหน้าไปก่อน ทำให้ข้ารู้สึกกดดันไม่น้อยเลยนะ”
ลู่เยี่ยได้ยินเสียงถอนหายใจของอวิ่นเปยเฉินดังขึ้นข้างหู ลู่เยี่ยมีสีหน้าแปลกพิกล พลางส่งเสียงกระแสจิตว่า “ถ่อมตัวเกินไปแล้วกระมัง ข้าจะไปเทียบกับเจ้าได้อย่างไร?”
อวิ่นเปยเฉินพยักหน้าเล็กน้อย “ช่างเถิด เจ้าจงคอยดูให้ดีก็แล้วกัน”
เขาเคลื่อนร่างอย่างเบาหวิวมาบนลานประลอง อาภรณ์สีขาวพลิ้วไหวดังเมฆลอย ดูสงางามและอิสระเสรี สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เขาด้วยความคาดหวังอย่างถึงที่สุด
การประลองในขอบเขตแท่นทองคำ เป็นการวัดความแข็งแกร่งของเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีของแต่ละคน ยิ่งเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีแข็งแกร่งเพียงใด ก็ยิ่งแสดงว่าพลังบำเพ็ญเต๋าของผู้นั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงนั้น
เมื่อการต่อสู้ครั้งนี้เริ่มขึ้น เนี่ยเหวินชวนได้แสดงพลังการต่อสู้ที่สั่นสะเทือนทั่วทั้งลานประลอง เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีของเขาแปรเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์สัตว์เทพหงส์แดงที่กำลังกระพือปีกท่ามกลางเปลวเพลิง ปีกนั้นราวกับเมฆที่บดบังผืนฟ้า แผดเผาดวงดาวนับไม่ถ้วนให้กลายเป็นเปลวเพลิง ทำให้ท้องฟ้าเต็มไปด้วยสีแดงเพลิง แม้จะอยู่นอกลานประลองก็ยังสัมผัสได้ถึงกระแสความร้อนแผดเผาที่พุ่งเข้าใส่หน้า
หงส์แดงเป็นสัตว์เทพที่ยิ่งใหญ่ในตำนาน เมื่อหลอมรวมเข้ากับเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถี ความน่าเกรงขามนั้นประดุจจะแผดเผาทั่วทั้งเก้าชั้นฟ้าสิบดินแดนให้เป็นจุณ
เหล่าผู้อาวุโสจำนวนมากต่างพากันตกตะลึง เวินชิวเจวีย วานกุยหยวน และบรรดาผู้อาวุโสทั้งหลายจากสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ต่างมีสีหน้าดำคล้ำดั่งน้ำหมึก เพราะว่านี่ไม่ใช่เคล็ดวิชาสืบทอดของสำนักเต๋าหลิงซูอย่างแน่นอน! และไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อนว่า สำนักเต๋าหลิงซูเคยครอบครองเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีที่เกี่ยวข้องกับหงส์แดงตั้งแต่เมื่อใด
แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เนี่ยเหวินชวนกำลังใช้พลังบำเพ็ญขอบเขตแท่นทองคำอยู่ ดังนั้นจึงไม่ถือว่าเป็นการผิดกฎกติกาแต่อย่างใด
“สมกับเป็น ‘พลังภายนอก’ จริงๆ พลังบำเพ็ญของตัวเนี่ยเหวินชวนเองถูกทำลายไปนานแล้ว ยามนี้กลับถูกแทนที่ด้วยพลังลึกลับอันพิกลนี้” ลู่เยี่ยคิดในใจ
กล่าวง่ายๆ คือตอนนี้เนี่ยเหวินชวนแม้จะไม่ได้ถูกแย่งชิงร่าง แต่ก็ไม่ต่างอะไรจากหุ่นกระบอกที่ถูกชักใย!
หงส์แดงกระพือปีก คลื่นเปลวเพลิงซัดถาโถมท้องฟ้า สร้างความโกลาหลไปทั่วลานประลอง บรรดาผู้ที่อยู่ในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายต่างเปลี่ยนสีหน้า พลังทำลายล้างเช่นนี้มีอานุภาพมากพอที่จะคุกคามชีวิตของพวกเขาได้แล้ว!
ชายในอาภรณ์ขาวที่มีนามว่าอวิ่นเปยเฉินผู้นั้นจะรับมือเช่นไร?
“เพียงกลเม็ดเล็กน้อยเท่านั้น”
อวิ่นเปยเฉินแสดงความดูแคลน ใบหน้าอันงดงามเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงและความมั่นใจในตัวเอง เขายกนิ้วขึ้นชี้เพียงหนึ่งครา เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีทั้งสี่ชนิดแทบจะปรากฏขึ้นพร้อมกัน
วิหคทมิฬกลืนกินตะวัน! อัคคีสนธยาใต้สมุทร! แสงทมิฬฉีกนภา! พญาคชสารปราบภูเขา!
เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีทั้งสี่ชนิดประสานเข้าเป็นค่ายกลรูปสี่สัตว์ ปลดปล่อยปราณดาบที่สั่นสะเทือนฟ้าดิน ต้านทานการโจมตีของจิตวิญญาณหงส์แดงไว้ได้อย่างมั่นคง
ทุกคนในที่นั้นหันมามองด้วยความตกตะลึงและประหลาดใจ ต้วนชิงเฟิงจากสำนักเต๋าหลิงซูและคนอื่นๆ มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ครั้งก่อนนั้นอวิ่นเปยเฉินอาศัยการโจมตีเดียวกันนี้สังหารผู้อาวุโสหยางซงของสำนักพวกเขา!
เนี่ยเหวินชวนนั้นน่ากลัวมาก เขาใช้เคล็ดวิชาลับทำให้นกหงส์แดงราวกับมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ กระพือปีกอย่างบ้าคลั่ง ปีกที่กระพือโหมพัดพายุเพลิงเทพให้ออกมาอย่างรุนแรง ลานประลองสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พลังของค่ายกลป้องกันม้วนตัวอย่างหนัก
ทว่ากลับเห็นอวิ่นเปยเฉินหัวเราะเยาะออกมาพลางสะบัดแขนเสื้อกว้าง สัญลักษณ์เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีอีกภาพหนึ่งปรากฏขึ้น
สายธารนับหมื่นทะยานเข้าใส่! คลื่นเกรี้ยวกราดถาโถมเข้าสู่ท้องฟ้า! หมื่นสายธารไหลคืนสู่สมุทร!
แต่นั่นยังไม่จบ ในเวลาต่อมาอวิ่นเปยเฉินได้ใช้เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีที่แตกต่างกันออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ละชนิดล้วนงดงามล้ำเลิศและน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าจะจินตนาการได้
บงกชเพลิงสยบโลกันตร์! รัศมีทองทะลวงเวหา! วานรศักดิ์สิทธิ์โอบจันทรา! แสงหลากธาราสวรรค์!
เมื่อเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีมหัศจรรย์ปรากฏขึ้นทีละอย่าง พลังอันยิ่งใหญ่ของหงส์แดงก็ถูกกดดันไม่หยุด ในที่สุดเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีทั้งสิบชนิดก็แผ่ขยายเต็มพื้นที่ลานประลอง และเจตจำนงของหงส์แดงก็ถูกกดทับจนหมดสิ้น ไมอาจขยับเขยื้อนได้อีก
แม้เนี่ยเหวินชวนจะใช้ความพยายามอย่างถึงกำลัง ก็ไม่สามารถดิ้นรนหลุดพ้นได้ ทั่วทั้งลานประลองตกอยู่ในความโกลาหล ทุกคนต่างพากันสั่นสะท้านกับภาพที่เห็น ในโลกใบนี้กลับมีคนที่สามารถสร้างเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีได้ถึงสิบชนิดในขั้นขอบเขตแท่นทองคำงั้นหรือ? อีกทั้งแต่ละชนิดก็น่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน!
“คนผู้นี้ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากผู้อาวุโสอวิ่นมาจริงๆ ถึงขั้นฝึกฝนคัมภีร์วิถีหมื่นวิญญาณมาถึงระดับนี้ได้ตั้งแต่อยู่ในขอบเขตแท่นทองคำ…” ลู่เยี่ยรำพึงในใจ
ผู้อาวุโสอวิ่นมีนามว่าอวิ่นเจิ้นเทียน เป็นหนึ่งในบรรพจารย์สิบเก้าท่านที่อยู่ในทะเลแห่งจิตสำนึกของลู่เยี่ย และอวิ่นเจิ้นเทียนมาจากตระกูลอวิ่นแห่งเวยซาน หนึ่งในตระกูลโบราณชั้นสูงของดินแดนหลิงชาง และเป็นบรรพบุรุษของอวิ่นเปยเฉิน!
ในสายตาของลู่เยี่ย อวิ่นเปยเฉินได้รับการถ่ายทอดวิชาแท้จริงมาแล้ว พลังบำเพ็ญขอบเขตแท่นทองคำของเขาช่างล้ำลึกยิ่งนัก ต้องรู้ไว้ว่าครั้งก่อนที่อวิ่นเปยเฉินสังหารผู้อาวุโสหยางซง ผู้อยู่ในขั้นขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ของสำนักเต๋าหลิงซู เขาใช้เพียงเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีเพียงสี่ชนิดเท่านั้น และในตอนนี้เขาได้แสดงออกมาถึงสิบชนิด!
“พลังที่เจ้าใช้อยู่นั้นไม่ได้เป็นของเจ้าแต่อย่างใด สุดท้ายก็เป็นเพียงสิ่งที่เหมือนหุ่นกระบอก ไม่มีค่าให้ข้าชายตามองแม้แต่น้อย”
บนลานประลอง เสียงของอวิ่นเปยเฉินดังขึ้น พร้อมกับที่เขายกมือขึ้นอย่างกะทันหันแล้วฟาดลงมากลางอากาศ
เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีทั้งสิบชนิดระเบิดพลังเทพอันน่าสะพรึงกลัวออกมา ฉีกทำลายเจตจำนงหงส์แดงให้ขาดสะบั้น ส่วนเนี่ยเหวินชวนก็ถูกสังหารในทันที! ร่างกายของเขาระเบิดออกเป็นเศษโลหิตสาดกระจายไปทั่วท้องนภา
ท่ามกลางฝุ่นละอองและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง อวิ่นเปยเฉินส่ายหน้าเบาๆ ริมฝีปากเอ่ยคำเบาๆ สองคำ “ช่างน่าสงสาร”
บนลานประลอง เขาอยู่ในอาภรณ์ขาวดั่งหิมะปราศจากธุลีแม้แต่น้อย ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้นประดุจเทพไร้พ่าย ผู้คนด้านนอกลานประลองต่างพากันตกอยู่ในภวังค์ด้วยความตะลึงลาน
ทางฝั่งของสำนักเต๋าหลิงซู ต้วนชิงเฟิงและผู้อาวุโสคนอื่นๆ ต่างมีสีหน้าเขียวคล้ำ อึดอัดคับข้องใจจนแทบกระอักเลือดออกมา พ่ายแพ้อีกแล้ว!
แม้ว่าการต่อสู้ในขอบเขตแท่นทองคำเพิ่งจะเริ่มต้น แต่หากไม่มีใครสามารถเอาชนะอวิ่นเปยเฉินได้ แม้จะไม่จำเป็นต้องมีการต่อสู้ในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ การประลองเดิมพันชีวิตครั้งนี้สำนักเต๋าหลิงซูก็จะพ่ายแพ้อย่างแน่นอน!
เวินชิวเจวีย วานกุยหยวน และคนอื่นๆ ต่างพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก จิตใจเริ่มมั่นคงขึ้นมาทันที พวกเขาเข้าใจอย่างชัดเจนว่า เพียงแค่ชนะการต่อสู้ในขอบเขตตำหนักวิญญาณและขอบเขตแท่นทองคำ สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ของพวกเขาก็จะชนะแล้ว
“ยังมีผู้ใดอีกหรือไม่?”
บนลานประลอง อวิ่นเปยเฉินไพล่มือไว้ด้านหลัง สายตากวาดมองไปยังฝั่งสำนักเต๋าหลิงซู “ข้ากำลังรีบ หากยังมีคู่ต่อสู้เหลืออยู่ ก็จงขึ้นมาพร้อมกันทั้งหมดเสียเถิด!”
เมื่อได้ยินวาจานี้ แม้แต่ลู่เยี่ยก็ต้องยอมรับว่า ขอเพียงมีโอกาส อวิ่นเปยเฉินคนผู้นี้ย่อมสามารถวางท่าใหญ่โตได้อย่างแน่นอน ผู้อาวุโสอวิ่นมีผู้สืบทอดเสียแล้ว
ในชั่วขณะนี้ ลู่เยี่ยเองก็วางใจได้เช่นกัน ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าในครานี้เขายังเตรียมแผนสำรองไว้อีกทางหนึ่ง ทว่าเมื่อดูจากสถานการณ์ยามนี้ เมื่อมีอวิ่นเปยเฉินอยู่ เห็นทีเคล็ดวิชาลับอีกประการนั้นคงไม่จำเป็นต้องถูกนำมาใช้อีกต่อไป