บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 209 ลู่เยี่ยมีดีอันใดกัน?
เสียงอันไพเราะและเลือนลอยนั้นไม่ได้ดังมาก แต่กลับเหมือนดังมาจากสวรรค์ สะท้อนก้องอยู่บนยอดเขาสองจันทรา ผู้คนจำนวนมากต่างพากันสงสัย นี่เป็นใครกัน?
ทางฝั่งสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ แววตาของทุกคนพลันเจิดจ้าขึ้นมา หัวใจเริ่มเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น ลู่เยี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง เสียงนี้ช่างคุ้นเคยเหลือเกิน มันปรากฏขึ้นในความทรงจำของเขามานับครั้งไม่ถ้วน
จากนั้นภายใต้สายตาของผู้คนนับไม่ถ้วน ในส่วนลึกของท้องฟ้าพลันปรากฏภาพมหาวิถีอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่หาได้ยากยิ่งในรอบร้อยปี เมฆมงคลที่เจิดจ้าดังเปลวเพลิงแผ่ปกคลุมทั่วท้องฟ้า ทอดยาวเหนือภูเขาและแม่น้ำไกลถึงเก้าพันจั้ง!
ภาพนิมิตอันวิจิตรพิสดารนานาประการปรากฏขึ้นท่ามกลางเมฆมงคลเปลวเพลิงนั้น เงาร่างนักปราชญ์สวดมนต์ วิหคเทพสยายปีกโบยบิน ในความพร่ามัวประหนึ่งมีเสียงสรรเสริญของเหล่าทวยเทพดังก้องไปทั่ว เส้นสายแห่งฟ้าดินถักทอไขว่ประสาน หมู่ดารานับหมื่นหมุนวนโคจร
กระทั่งหม้อหลอมหยกสีแดงเพลิงปรากฏขึ้น แสดงให้เห็นถึงกระแสอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่กดทับไปทั่วทั้งเก้าชั้นฟ้าสิบดินแดน ภาพเหตุการณ์เหล่านั้นที่ฉายชัดอยู่ในเมฆมงคลเพลิงช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ทุกคนต่างแหงนหน้ามองฟ้า ตกอยู่ในความตะลึงลานถึงขีดสุด
นี่คือปรากฏการณ์ประหลาดแห่งมหาวิถีอันใดกัน? หรือว่า…
เวินชิวเจวีย วานกุยหยวน และคนอื่นๆ จากสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ต่างแสดงสีหน้าตกตะลึง “นี่เหมือนจะเป็น… การทะลวงขอบเขต?”
แต่ผู้คนจำได้อย่างชัดเจนว่า เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ฉินชิงหลีเพิ่งก้าวเข้าสู่ขอบเขตแท่นทองคำเท่านั้น และได้กลายเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตแท่นทองคำที่อายุน้อยที่สุดในรอบแปดร้อยปีของต้าเฉียน! แต่ใครเลยจะคาดคิดว่าหลังจากการปิดด่านครั้งนี้ ฉินชิงหลีจะทะลวงขอบเขตใหญ่อีกหนึ่งขอบเขตไปได้แล้ว? ความเร็วในการทะลวงขอบเขตนี้ช่างน่าตกใจอย่างยิ่ง!
ปรากฏการณ์แปลกประหลาดปรากฏบนท้องฟ้า เสียงแห่งวิถีดังกึกก้อง บรรดาผู้อาวุโสจากสำนักใหญ่น้อยทั่วต้าเฉียนต่างเดาได้ถึงสาเหตุ แต่ละคนมีสีหน้าซับซ้อน
ในสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ หากจะกล่าวว่ามีผู้ใดที่สามารถก่อให้เกิดปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่เช่นนี้ในยามที่ทะลวงขอบเขต ก็คงมีเพียงฉินชิงหลีเท่านั้น และมีเพียงนางเท่านั้นที่สามารถทำสิ่งทั้งหมดนี้ได้!
เป็นดังคาด ในท่ามกลางมหาวิถีอันแปลกประหลาดนี้ เขตหลังเขาของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ในพื้นที่เขตต้องห้าม ทันใดนั้นก็มีรัศมีทองสว่างพุ่งทะยานออกมา แหวกผ่านท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ มุ่งสู่ยอดเขาสองจันทรา ร่างอรชรงดงามราวกับเทพธิดาปรากฏขึ้นบนรัศมีสีทองนั้น พุ่งทะยานมาอย่างรวดเร็ว
ฉินชิงหลี!
หญิงสาวสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวที่เรียบง่าย เส้นผมดำยาวเรียบลื่นรวบไว้อย่างไม่พิถีพิถันด้วยเชือกแดงเส้นหนึ่ง ทั่วทั้งร่างของนางไม่ได้แต่งแต้มสิ่งใด ใบหน้าไร้เครื่องประทินแต่ทว่ายังคงงดงามหมดจดและสูงส่งอย่างไร้ที่เปรียบ
รัศมีสีทองพุ่งทะยานมาบนท้องฟ้า ปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์บนแผ่นฟ้า หญิงสาวอาภรณ์ขาวลอยเหินมาราวกับเทพเซียน ภาพนี้สร้างความตื่นตะลึงให้กับทุกคนที่อยู่ในที่นั้นอย่างรุนแรง
“ช่างสมกับเป็นเทพธิดาชิงหลีที่พวกเรานับถือยกย่อง ช่างงดงามเหลือเกิน…”
“เจ้าช่างตื้นเขินนัก เทพธิดาชิงหลีนั้นมีพลังบำเพ็ญเต๋าที่ทำให้พวกเราต้องสยบยอม เมื่อเปรียบเทียบกับนาง สตรีงามทั้งหลายในโลกนี้ล้วนเป็นเพียงหญิงธรรมดาสามัญเท่านั้น”
ศิษย์สำนักใหญ่ทั้งหลาย หลายคนมีสีหน้าเหม่อลอย ไม่อาจข่มความหลงใหลในใจได้ ฉินชิงหลีไม่เพียงแต่เป็นศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ ยิ่งไปกว่านั้นนางยังเป็นบุคคลระดับ ‘เทพธิดา’ ที่ได้รับการยอมรับจากเจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียน มีผู้ชื่นชมนับไม่ถ้วน
“ข้าได้ยินมาว่าลู่เยี่ยเป็นคู่หมั้นของเทพธิดาชิงหลี… บัดซบ! ข้าปวดใจเหลือเกิน”
พึมพำคำพูดนี้ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในที่นั้น สายตาที่มองไปยังลู่เยี่ยจำนวนมากเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความอิจฉาริษยา หากเป็นเมื่อก่อนคงมีผู้คนจำนวนมากกระโดดออกมาตำหนิและโจมตีลู่เยี่ย บีบคั้นให้เขาจากไปเสียเพื่อไม่ให้ขัดขวางเส้นทางมหาวิถีของเทพธิดาชิงหลี
แต่ตอนนี้… กลับไม่มีใครกล้าทำเช่นนั้นอีกต่อไป แม้ในใจยังคงต่อต้านการแต่งงานครั้งนี้ ก็ได้แต่เก็บงำความรู้สึกไว้ในใจ
สาเหตุนั้นชัดเจนโดยไม่ต้องอธิบาย วันนี้ลู่เยี่ยได้พิสูจน์ด้วยความสามารถแล้วว่า เมื่อเทียบกับฉินชิงหลี เขาไม่ได้ด้อยกว่าแต่อย่างใด! กระทั่งหากนับเรื่องการสร้างชื่อเสียงและคุณูปการให้แก่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ ยามนี้เขายังดูจะเหนือกว่าฉินชิงหลีเสียด้วยซ้ำ
“หลุมศพของบรรพจารย์แห่งสำนักกระบี่เก้าสวรรค์มีควันเขียวลอยขึ้นมาแล้วกระมัง?”
“สวรรค์ไร้ตาแท้ๆ เหตุใดอัจฉริยะที่ท้าทายสวรรค์อย่างเช่นฉินชิงหลีและลู่เยี่ย ถึงได้ปรากฏตัวที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์พร้อมกันหมดเช่นนี้?”
“อนิจจา… ช่างทำให้ผู้คนอดอิจฉาไม่ได้จริงๆ…”
พวกผู้อาวุโสที่อยู่ในที่นั้นล้วนมีสีหน้าซับซ้อน มีฉินชิงหลีอยู่เพียงคนเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนอิจฉาตาร้อน แล้วตอนนี้ยังมีลู่เยี่ยเพิ่มขึ้นมาอีกคน โชคชะตาของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์เช่นนี้ ใครบ้างไม่อิจฉา?
“หญิงสาวคนนี้งดงามขึ้นมากทีเดียว” ลู่เยี่ยคลี่ยิ้มออกมา
เขายังจำได้ว่าเมื่อครั้งที่เขาอยู่ในเมืองหลวง เขาและฉินชิงหลีเคยมีช่วงเวลาสั้นๆ ทว่ายากจะลืมเลือนร่วมกัน ในตอนนั้นเขาอายุเพียงสิบสี่ปี ขณะที่ฉินชิงหลีอายุเพียงสิบสามปี แม้ไม่อาจเรียกว่าเป็นรักแรกพบที่ไร้เดียงสา ทว่าก็เป็นช่วงวัยที่ความรักเริ่มผลิบานและก่อตัวขึ้นในใจ
“ดูเจ้าสิ ยิ้มจนหุบไม่ลงเชียว แต่อย่าเพิ่งดีใจไปเร็วเกินนัก หากเจ้าไม่อาจผ่านด่านตระกูลอวิ่นแห่งเวยซานของข้าไปได้ เจ้าก็ไม่มีวันได้เป็นน้องเขยของข้าหรอก” อวิ่นเปยเฉินส่งเสียงกระแสจิตหยอกเย้า ในใจของเขาก็รู้สึกตื่นตะลึง กลิ่นอายและรูปโฉมของญาติผู้น้องผู้นี้ช่างงดงามสุดพรรณนา ต่อให้ต้องนำไปเปรียบกับเทพธิดาผู้เลอโฉมในดินแดนหลิงชางก็มิได้ด้อยกว่ากันเลย!
“ตระกูลอวิ่นแห่งเวยซาน?” แววตาของลู่เยี่ยเป็นประกายแฝงเลศนัย “ผู้อาวุโสอวิ่นเป็นบรรพบุรุษของนาง ข้าเกรงว่าพวกเขาคงไม่อาจปฏิเสธการที่ข้าจะแต่งงานกับฉินชิงหลีได้”
ในที่นั้น ผู้คนจากสำนักเต๋าหลิงซูรู้สึกอึดอัดมากขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าของเจ้าสำนักต้วนชิงเฟิงยิ่งแดงก่ำด้วยความอับอาย เขาเพิ่งจะเยาะเย้ยลู่เยี่ยว่าไม่สามารถเข้าร่วมการประลองในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ได้ ฉินชิงหลีก็ปรากฏตัวขึ้น และยังทะลวงขอบเขตจนก่อให้เกิดปรากฏการณ์ผิดปกติในฟ้าดิน นี่มันเหมือนการตบหน้าต่อหน้าชัดๆ!
“ท่านเจ้าสำนัก พวกเรายังจะทำการประลองขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์อีกหรือไม่?” ใครบางคนถามขึ้นด้วยน้ำหนักใจอันหนักอึ้ง
ต้วนชิงเฟิงกัดฟันและส่งเสียงกระแสจิตด่าว่า “แค่ฉินชิงหลีที่เพิ่งทะลวงขอบเขตเท่านั้น พวกเจ้าจมจ่อมอยู่ในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์มาตั้งหลายปี หรือว่าความกล้าหาญของพวกเจ้าถูกสุนัขกินไปหมดแล้วรึ?”
จากนั้นต้วนชิงเฟิงจึงสูดลมหายใจเข้าลึก เอ่ยเน้นทีละคำว่า “พวกเจ้าไม่คิดหรือว่า หากอาศัยโอกาสนี้สังหารฉินชิงหลีได้ ย่อมเป็นการบั่นทอนขวัญกำลังใจของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ได้อย่างมาก?”
ทุกคนนิ่งเงียบ พวกเขาลล้วนมองออกว่าเจ้าสำนักจะไม่ยอมล้มเลิก “ถ้าอย่างนั้นก็สู้!”
“ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะรับมือกับหญิงสาวอายุสิบกว่าปีไม่ได้”
“เพื่อสำนัก ต่อให้ต้องแลกด้วยสิ่งใด ข้าก็ต้องกำจัดฉินชิงหลีให้ได้” เหล่าผู้อาวุโสที่เข้าร่วมการประลองเดิมพันชีวิตต่างพากันประกาศกร้าวด้วยความบ้าคลั่ง
ท่ามกลางบรรยากาศอึกทึกวุ่นวายนี้ ฉินชิงหลีก็บินมาถึงยอดเขาสองจันทราอย่างเบาหวิว เวินชิวเจวีย วานกุยหยวน และคนอื่นๆ ต่างยิ้มแย้มเดินไปต้อนรับ แต่ฉินชิงหลีเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะพุ่งตัวไปหาลู่เยี่ยทันที ด้วยท่าทางเร่งร้อนอย่างยิ่ง นางยังไม่ทันถึงตัวลู่เยี่ยก็เผยรอยยิ้มสดใสงดงามออกมาแล้ว ดวงตาเป็นประกายระยับ ยิ้มพลางโบกมือ
“เจ้าคนสารเลว ในที่สุดเจ้าก็มาหาข้าเสียที!”
เสียงอันไพเราะราวกับเสียงสวรรค์นั้นแฝงไปด้วยความยินดีที่ซ่อนไม่อยู่ ผู้คนรอบด้านต่างพากันตาค้าง ตกตะลึงจนทำอันใดมิถูก หัวใจของศิษย์หนุ่มหลายคนต่างพากันแตกสลาย เทพธิดาชิงหลีผู้แสนเย็นชาและสูงส่ง เหตุใดจึงทิ้งกิริยาท่าทางแล้ววิ่งเข้าหาลู่เยี่ยอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้? ลู่เยี่ยคนนั้นมีดีอันใดกัน? เขามีคุณสมบัติพอหรือ?
บรรดาผู้ศรัทธาที่คลั่งไคล้ในตัวฉินชิงหลีต่างพากันยืนโง่งมไปหมด ลู่เยี่ยคนนั้นมีเสน่ห์อันใดกันแน่ ถึงทำให้เทพธิดาชิงหลีเสียกิริยาได้ถึงเพียงนี้?
ลู่เยี่ยเองก็ยิ้มกว้าง พยายามสะกดข่มความตื่นเต้นในใจ ยกมือขึ้นพลางกล่าวว่า “อย่าตื่นเต้นไป และก็อย่าเข้ามาใกล้ข้านัก ข้ากลัวจะถูกเกลียดและถูกฟันจนตาย”
ฉินชิงหลีเตรียมจะกระโจนเข้าอ้อมอกของลู่เยี่ย เมื่อเห็นดังนั้นก็อดกลอกตาไม่ได้ “นอนหลับเป็นตายมาตั้งสามปียังไม่ตาย คนอย่างเจ้ายังรู้จักกลัวกับเขาด้วยรึ?”
แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่นางก็หยุดยืนอยู่ไม่ไกล ดวงตางดงามคู่นั้นกวาดมองสำรวจลู่เยี่ยตั้งแต่หัวจรดเท้า พลางพึมพำกับตนเองว่า “เทียบกับสามปีก่อน สูงขึ้นมาหกชุนครึ่ง แต่ไม่ได้อ้วนขึ้นเลย เพียงแต่บนร่างกายมีร่องรอยความโชกโชนเพิ่มมา ไม่เหมือนก่อนที่ดูโอหังนัก…”
หญิงสาวกล่าวพลางแสดงสีหน้าสงสารบนใบหน้าอันงดงาม “สามปีมานี้ เจ้าคนสารเลวเช่นเจ้าคงต้องลำบากมาไม่น้อยแน่ๆ”
หญิงสาวทำเหมือนไม่มีคนอื่นอยู่ ไม่สนใจสายตาแปลกๆ ที่มองมาจากรอบด้าน นางเพียงจ้องมองลู่เยี่ยแต่เพียงผู้เดียว ราวกับโลกของนางนั้นช่างเล็กแคบนัก เล็กจนบรรจุไว้ได้เพียงเงาร่างของลู่เยี่ยผู้เดียวเท่านั้น คนอื่นทั้งหมดล้วนไม่สำคัญอีกต่อไป
ลู่เยี่ยรู้สึกปั่นป่วนในใจ ลอบทอดถอนใจ ในโลกหล้าแห่งนี้ยังมีใครเหมือนชิงหลีอีกเล่า ที่สามารถมองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าเขาสูงขึ้นเท่าใด?