บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 210 ครรภ์ธาตุเพลิงศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 210 ครรภ์ธาตุเพลิงศักดิ์สิทธิ์
ปรากฏการณ์ประหลาดมหาวิถีบนท้องฟ้าค่อย ๆ สลายตัวไปอย่างเงียบเชียบ
บนยอดเขาส่องจันทร์ เมื่อได้เห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งพูดคุยกันอย่างไม่สนใจผู้คนรอบข้าง ผู้คนจากเจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียนต่างมีสีหน้าซับซ้อน
ประหนึ่งว่าในปากของพวกเขาล้วนถูกยัดไว้ด้วยอาหารสุนัข
สำหรับสำนักเต๋าหลิงซูแล้ว นี่นับเป็นความอัปยศอดสูครั้งยิ่งใหญ่
ในยามที่พวกเขาตัดสินใจทุ่มสุดตัวเพื่อเปิดศึกประลองในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ แต่การปรากฏตัวของฉินชิงหลีกลับดึงดูดความสนใจของทุกคนไปจนหมดสิ้น แล้วจะให้พวกเขาเอาหน้าไปไว้ที่ใด?
ต้วนชิงเฟิงไม่อาจสะกดกลั้นอารมณ์ได้อีกต่อไป เขาแผดร้องลั่น “ท่านเจ้าสำนักมู่ ท่านจะยังปล่อยให้พวกเขาประวิงเวลาอยู่อีกหรือ?”
เสียงดังกึกก้องไปทั่วลานประลอง
ทุกคนจึงได้สติกลับมา
ลู่เยี่ยตบไหล่ฉินชิงหลีเบา ๆ “เรื่องสำคัญต้องมาก่อน”
หญิงสาวกะพริบดวงตาใสกระจ่างดั่งดวงดาว “พวกเราไม่ได้พบกันมาหลายปี วันนี้ได้พบกันอีกครั้ง ในใจข้า เรื่องนี้สำคัญยิ่งกว่าธุระใด ๆ ทั้งปวง”
ลู่เยี่ย “…”
นางช่างเก่งจริง ๆ!
ฉิฉินชิงหลีกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ทว่า ในเมื่อเจ้าต้องการเช่นนั้น ข้าก็พร้อมจะทำตามใจเจ้า จัดการธุระสำคัญให้เสร็จสิ้นเสียก่อน”
หญิงสาวตรงหน้า สูญสิ้นความไร้เดียงสาประดุจผลไม้ที่ยังไม่สุกงอมเหมือนเมื่อสามปีก่อนไปแล้ว นางแปรเปลี่ยนเป็นโฉมงามสะคราญตาที่สูงส่งและเลิศเลอ สดใสมีเสน่ห์ กลิ่นอายบริสุทธิ์เหนือโลก
ช่างงดงามเหลือเกิน!
ลู่เยี่ยอดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดในใจ ว่าเขามีวาสนามาจากที่ใดกัน ถึงทำให้ ‘เทพธิดา’ ที่คนทั้งใต้หล้าต่างเฝ้าคะนึงหาผู้นี้ ยังคงจดจำฝังใจในตัวเขามาจนถึงทุกวันนี้?
มู่เทียนเย่กระแอมไอออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามว่า “ฉินชิงหลี เจ้าแน่ใจหรือว่าจะเข้าร่วมการประลองของขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ด้วย?”
ฉินชิงหลีหันกายกลับมา พยักหน้าตอบว่า “ใช่”
ในช่วงเวลานี้ รอยยิ้มระหว่างคิ้วและดวงตาของหญิงสาวหายไป กลับคืนสู่บรรยากาศอันเย็นชาและบริสุทธิ์ดั่งเดิม
เวินซิ่วเจวี๋ยหัวใจบีบคั้น รีบเอ่ยว่า “ชิงหลี เจ้าเพิ่งทะลวงขอบเขตเท่านั้น สำนักไม่จำเป็นต้องให้เจ้าเข้าร่วมการประลองของขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ไม่สู้…”
ฉินชิงหลีส่ายหน้าเล็กน้อย “ท่านเจ้าสำนัก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้าได้รับความเมตตาและความรักจากทั่วทั้งสำนัก ทำให้ข้าสามารถทุ่มเทกับการฝึกฝนได้ ทว่าข้ากลับไม่เคยทำสิ่งใดเพื่อสำนักเลยแม้แต่ครั้งเดียว”
“ครานี้ ให้ข้าได้ทำหน้าที่นี้เถิด”
ขณะที่หญิงสาวกล่าว เงาร่างอ้อนแอ้นของนางก็ได้ลอยมาอยู่บนลานประลองแล้ว
อาภรณ์สีขาวพลิ้วไหว รูปโฉมงดงามเหนือสามัญ ทำให้นางกลายเป็นจุดสนใจของทุกคนในทันที
เวินซิ่วเจวี๋ย ว่านกุยหยวน และคนอื่น ๆ เห็นสถานการณ์เช่นนี้ได้แต่กลั้นความกังวลในใจไว้
“น้องลู่ เจ้าไม่กังวลบ้างหรือ?”
อวิ๋นเป่ยเฉินเขยิบเข้ามากระซิบข้างหูของลู่เยี่ย “ข้าพอมองออกว่า ญาติผู้น้องชิงหลีมีใจให้เจ้าจนหมดสิ้น รักปักใจจนไม่อาจถอนตัวได้แล้ว”
อวิ๋นเป่ยเฉินถอนหายใจอย่างขมขื่น แววตาแฝงไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนยิ่ง
เมื่อก่อน เพียงแค่เรื่องที่มารดาของฉินชิงหลีตกลงปลงใจเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกันกับฉินอู๋ซาง ก็ก่อให้เกิดความสั่นสะเทือนขนานใหญ่ในตระกูลอวิ๋นแห่งเว่ยซาน ไม่รู้ว่ามีผู้อาวุโสกี่คนที่โกรธเกรี้ยว
จนถึงตอนนี้ ตระกูลอวิ๋นแห่งเว่ยซานก็ยังไม่ยอมรับฉินอู๋ซาง!
ย่อมคาดเดาได้ไม่ยากว่า หากฉินชิงหลีคิดจะอยู่กินกับลู่เยี่ย อุปสรรคที่ต้องเผชิญย่อมมหาศาลยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าตัวนัก!
“เหตุใดต้องกังวล?”
ลู่เยี่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ “เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่า ข้าจะยอมนิ่งดูดายปล่อยให้ชิงหลีถูกสังหาร?”
อวิ๋นเป่ยเฉินชะงักไป จากนั้นก็เข้าใจทันที เพื่อฉินชิงหลี ลู่เยี่ยพร้อมที่จะเมินเฉยกฎเกณฑ์ของการประลองเดิมพันชีวิตไปเสียสิ้น!
เพียงแต่… ลู่เยี่ยมีความสามารถพอที่จะ ‘คว่ำโต๊ะ’ เจรจาครานี้ได้จริงรึ?
“เหอะ เช่นนั้นก็ให้ตาแก่อย่างข้าเป็นคนแรกที่ลงมือ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่า ดาวดวงใหม่ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ที่เจิดจ้าที่สุดของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์มีฝีมือเพียงใด!”
ชายชราผมขาวโพลนปรากฏตัวบนลานประลอง
ผู้คนต่างจำได้ว่า เขาคือผู้อาวุโสแห่งสำนักเต๋าหลิงซูนามว่า ‘หลัวหลิ่วเซิง’
เขาคือปรมาจารย์ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลาย ผู้เป็นปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์
ในดินแดนต้าเฉียนนี้ เขาถือเป็นบุคคลชั้นยอดที่เป็นรองจากบรรพชนขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น
หากอยู่ในเจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียน ไม่ว่าจะเป็นสำนักใด ล้วนถือได้ว่าเป็นเสาหลักของสำนักทั้งสิ้น!
และตอนนี้ หลัวหลิ่วเซิงปรากฏตัวขึ้น เพื่อมาประลองกับฉินชิงหลี!
มีคนนับไม่ถ้วนที่แอบหลั่งเหงื่อเย็นเยียบแทนฉินชิงหลี
ในความคิดของผู้คน ฉินชิงหลีนั้นแม้จะเป็นผู้นำในหมู่คนรุ่นเยาว์ แต่ระยะเวลาในการฝึกฝนของนางยังสั้นเกินไป และเพิ่งจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์
แต่หลัวหลิ่วเซิงนั้นไม่เหมือนกัน ตาเฒ่าผู้นี้ได้ฝึกฝนอยู่ในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์มานานหลายปีแล้ว!
“เชิญ”
ฉินชิงหลีกล่าวด้วยสายตาเย็นชา อาภรณ์ขาวดุจเทพเซียน กลิ่นอายของนางพลันได้เปลี่ยนไปอย่างเงียบ ๆ
ทั่วทั้งลานประลองเงียบกริบ ผู้คนต่างพากันกลั้นหายใจด้วยความระทึก
การต่อสู้ครั้งนี้แตกต่างจากการประลองในขอบเขตตำหนักวิญญาณและขอบเขตแท่นทองคำที่ผ่านมา
ไม่ว่าใครจะตาย ก็จะส่งผลกระทบอย่างแสนสาหัสต่อสำนักของเขาแต่ละคน!
“เดิมที ข้าควรจะเป็นผู้ลงมือเอง”
ว่านกุยหยวนถอนหายใจเงียบ ๆ พลางกำหมัดแน่น
การประลองเดิมพันด้วยชีวิตในครั้งนี้ เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าอาจต้องสละชีวิต
แต่ไม่คาดคิดเลยว่า ฉินชิงหลีซึ่งเป็นเพียงคนรุ่นเยาว์ กลับกลายเป็นผู้ที่ก้าวออกไปต่อสู้แทน
เรื่องนี้ทำให้ว่านกุยหยวนทั้งละอายใจและจนปัญญาในเวลาเดียวกัน
“เชิญ!”
หลัวหลิ่วเซิงกล่าวด้วยสายตาเย็นชา
สิ้นเสียง ฉินชิงหลีก็ลงมือแล้ว
บนเงาร่างอรชรของนาง ก่อเกิดกระแสพลังอันแปลกประหลาดและลี้ลับหมุนวน
ภาพเตาหลอมหยกสีแดงเพลิงปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของนาง
นี่คือเตาหลอมมหาวิถีของนาง!
เครื่องหมายที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดของขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์
และผู้คนต่างจำได้อย่างชัดเจนว่า เมื่อครู่ตอนที่ฉินชิงหลีทะลวงขอบเขตปรากฏการณ์แปลกประหลาดแห่งมหาวิถีที่สะท้อนอยู่บนท้องฟ้านั้น ได้แสดงภาพเตาหยกเช่นนี้ ทั้งยังแผ่ซ่านรัศมีศักดิ์สิทธิ์ที่ราวกับกดทับทั้งเก้าชั้นฟ้าสิบดินแดน!
ยังไม่ทันที่ผู้คนจะเห็นชัด ฉินชิงหลีก็ประสานนิ้วร่ายเคล็ดวิชา
กระบี่แห่งวิถีแห่งพลังปรากฏขึ้นทันที ดั่งเปลวเพลิงที่ลุกโชน แผ่กระจายกระแสอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่ยากจะบรรยาย
ดั่งเปลวเพลิงสวรรค์ที่ควบแน่น แฝงไว้ซึ่งอำนาจแห่งการเผาผลาญเก้าชั้นฟ้าให้เป็นจุณ
พร้อมกับเสียงกระบี่ที่ดังกึกก้องไปทั่วฟ้า กระบี่แห่งวิถีนี้ได้ฟันลงมาอย่างดุดัน
หลัวหลิ่วเซิงตวัดฝ่ามือฟาดออกไป
ในฐานะผู้อาวุโสขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ การโจมตีครั้งนี้ของเขาดูเหมือนจะเรียบง่าย แท้จริงแล้วได้รวมเอาผลลัพธ์จากการขัดเกลามหาวิถีอย่างทุ่มเทตลอดร้อยปี จนกลับสู่ความเรียบง่ายดั่งธรรมชาติ
เมื่อฝ่ามือฟาดออกไป ลานประลองพลันสั่นสะเทือน สายฟ้าปะทุ พลังลมปราณทำลายล้างสั่นสะเทือนโลก
บรรดาคนรุ่นเยาว์ในที่นั้น ต่างพากันสั่นสะท้านในจิตใจ ถูกพลังอำนาจแห่งขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์นั้นข่มขวัญ
ส่วนเหล่าผู้อาวุโสล้วนแสดงสีหน้าเคร่งขรึม
หลัวหลิ่วเซิงไม่เพียงไม่ออมมือ เพียงแค่เริ่มต้นเขาก็ลงมือใช้กระบวนท่าสังหารแล้ว ไม่มีการเก็บงำแม้แต่น้อย!
แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับนอกเหนือความคาดหมายของทุกคน
กระบี่นี้ของฉินชิงหลีได้ฟาดฟันพลังฝ่ามือของหลัวหลิ่วเซิงไปได้อย่างง่ายดายประดุจผ่าไม้ซุง
และยังบังคับให้หลัวหลิ่วเซิงต้องถอยหลังออกไป!
ทั่วทั้งลานประลองตกอยู่ในความตกตะลึง แทบไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง
นี่คือพลังของผู้ที่เพิ่งจะทะลวงผ่านขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์จะสามารถครอบครองได้หรือ?
ทว่าหลังจากนั้น ฉินชิงหลีก็ไม่ได้หยุดมือ นางฟันกระบี่ออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า
กระบี่แต่ละสายประดุจเพลิงสวรรค์ที่ร่วงหล่นลงมาสู่โลกมนุษย์ พร้อมกับอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ยากจะบรรยาย
ทุก ๆ กระบี่ ล้วนบังคับให้หลัวหลิ่วเซิงต้องถอยร่นออกไปทุกครั้ง!
ไม่ว่าเขาจะงัดสุดยอดวิชาออกมาใช้เพียงใด ทุ่มเทพละกำลังจนหมดสิ้นเพียงไหน ก็ไม่อาจต้านทานการโจมตีของฉินชิงหลีได้เลยแม้แต่น้อย!
ยามที่กระบี่เล่มที่แปดฟันลงมา หลัวหลิ่วเซิงก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เลือดไหลย้อนออกทางทวารทั้งเจ็ด ร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกใจ ไม่อาจยอมรับความจริงได้ จิตวิญญาณในการต่อสู้เริ่มสั่นคลอน
ส่วนผู้คนที่อยู่นอกลานประลอง ต่างพากันยืนนิ่งอึ้งเป็นใบ้
ฉินชิงหลีช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน!
นางพลิกความเข้าใจของผู้คน พลังมหาวิถีแห่งเตาหลอมลึกลับที่นางควบคุมอยู่นั้น แข็งแกร่งจนถึงขั้นที่ไม่อาจเข้าใจได้
แม้แต่ลู่เยี่ยเองยังรู้สึกประหลาดใจ ยากที่จะจินตนาการว่าหลังจากไม่ได้พบกันหลายปี ฉินชิงหลีกลับบรรลุมหาวิถีที่น่าอัศจรรย์ใจเพียงนี้
“เตาหลอมหยกศักดิ์สิทธิ์ เพลิงแท้สร้างสรรค์จากสวรรค์ ญาติผู้น้องชิงหลีถึงกับสามารถปลุกพลังลับ ‘ครรภ์ธาตุเพลิงศักดิ์สิทธิ์’ ในสายเลือดให้ตื่นขึ้นได้ตั้งแต่ขอบเขตนี้เชียวรึ!”
อวิ๋นเป่ยเฉินตกใจอย่างยิ่ง
ครรภ์ธาตุเพลิงศักดิ์สิทธิ์
เป็นพลังศักดิ์สิทธิ์แต่กำเนิดที่มีอยู่เพียงในสายเลือดของตระกูลอวิ๋นแห่งเว่ยซานเท่านั้น!
แม้แต่ในตัวตระกูลอวิ๋นแห่งเว่ยซานเอง ก็มีคนน้อยมากที่สามารถปลุกพลังนี้ได้ในช่วงอายุเท่านี้
แต่ฉินชิงหลีกลับทำได้!
ทั้งที่ตามความจริงแล้ว ฉินชิงหลีมีสายเลือดของตระกูลอวิ๋นอยู่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
นี่จะไม่ให้อวิ๋นเป่ยเฉินตกใจได้อย่างไร?
‘มิน่าเล่า ท่านป้าถึงยืนกรานให้ข้าไปรับญาติผู้น้องกลับสู่ตระกูลให้ได้ พรสวรรค์เช่นนางนี้ หากปล่อยไว้ในโลกมนุษย์สามัญคงเป็นการเสียเปล่าเกินไป’
อวิ๋นเป่ยเฉินคิดในใจ
บนลานประลอง เมื่อฉินชิงหลีฟันกระบี่ลงเป็นครั้งที่เก้า
ราวกับรู้สึกได้ว่าจะรับกระบี่นี้ไม่ไหวอีกต่อไป แววตาของหลัวหลิ่วเซิงพลันฉายแววบ้าคลั่งออกมาวูบหนึ่ง
เขาไม่ลังเลที่จะทำลายพลังบำเพ็ญของตนเอง ตัดสินใจจะพินาศไปพร้อมกับฉินชิงหลี!