บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 212 ผลสะท้อนกลับ
บทที่ 212 ผลสะท้อนกลับ
ณ ยอดเขาส่องจันทร์
ต้วนชิงเฟิง เจ้าสำนักเต๋าหลิงซูนิ่งเงียบไปนาน สุดท้ายจึงถอนหายใจยาวและกล่าวว่า
“สำนักเต๋าหลิงซูของข้าขอยอมแพ้!”
“เมื่อกลับถึงสำนัก ข้าต้วนชิงเฟิงจะประกาศต่อใต้หล้าในนามเจ้าสำนัก ยอมก้มหัวยอมรับความผิดต่อสำนักกระบี่เก้าสวรรค์!”
“นับจากนี้ไป พวกเราสำนักเต๋าหลิงซูจะปิดเขาหลีกหนีโลก ไม่ออกไปข้างนอกเป็นเวลาสามสิบปี และจะไม่แก้แค้นสำนักกระบี่เก้าสวรรค์อีก”
“นี่คือสมบัติล้ำค่าสามชิ้นที่เป็นสมบัติประจำสำนักของพวกเราสำนักเต๋าหลิงซู”
ต้วนชิงเฟิงหยิบสมบัติล้ำค่าสามชิ้นออกมาจากแขนเสื้อ
ตราประทับมังกรหิมะ
ไม้บรรทัดเทพวิถี
เกราะเร้นลับแปดทิศ!
สมบัติล้ำค่าแต่ละชิ้นล้วนมีที่มาไม่ธรรมดา เป็นสิ่งที่ผู้อาวุโสทั้งหลายของสำนักเต๋าหลิงซูได้มาจากเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่
ทว่ายามนี้ กลับต้องส่งมอบออกมาเพื่อเป็นค่าตอบแทนความพ่ายแพ้
“ในวันนี้ ทุกท่าน ณ ที่แห่งนี้ล้วนเป็นพยาน หากมีการละเมิดคำมั่นสัญญา สำนักเต๋าหลิงซูของเรายินดีรับการตัดสินและลงโทษจากสหายเต๋าทั่วหล้า!”
กล่าวจบ สีหน้าของต้วนชิงเฟิงดูซีดเซียวอย่างยิ่ง
ผู้แข็งแกร่งจากสำนักเต๋าหลิงซูที่อยู่รอบกายต่างพากันฉายแววโศกเศร้าอาดูร
วันนี้ไม่เพียงแต่เสียหน้าอย่างหนัก แต่ยังสูญเสียพลังหลักอย่างใหญ่หลวงอีกด้วย
ทว่ารากฐานของสำนักเต๋าหลิงซูกลับถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง!
ต่อไปยังไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานเพียงใดจึงจะฟื้นฟูกลับมาได้
ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็รู้สึกทอดถอนใจยิ่งนัก
นี่คือผลลัพธ์ของการประลองเดิมพันชีวิต!
“ท่านเจ้าสำนักต้วนอย่าได้ลืม เกี่ยวกับเรื่องปีศาจกู่พิษเผาใจ พวกท่านจากสำนักเต๋าหลิงซูก็จำเป็นต้องให้ความร่วมมือในการสืบสวนด้วย!” มู่เทียนเย่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
างทีอาจเป็นเพราะได้รับความกระทบกระเทือนใจมากเกินไป ต้วนชิงเฟิงจึงไม่พูดอะไรอีก เพียงแค่พยักหน้าด้วยสีหน้าเหมือนคนไร้ความรู้สึก
หลังจากนั้น เขาก็นำผู้คนจากสำนักเต๋าหลิงซูออกไปพร้อมกัน
ยามมานั้นแสนลำพองเกรียงไกร
ยามไปกลับประดุจสุนัขเร่ร่อนที่สิ้นเนื้อประดาตัว
ทุกคนต่างมีความรู้สึกร่วมกันว่า นับจากนี้เป็นต้นไป สำนักเต๋าหลิงซูจะต้องเสื่อมถอยลงอย่างแน่นอน เหมือนสายน้ำที่รินไหลลงสู่เบื้องล่างไม่มีวันหวนคืน!
วันนั้น การประลองเดิมพันชีวิตได้ปิดฉากลง
กลุ่มอำนาจน้อยใหญ่ต่างทยอยจากไป
“สหายน้อยลู่”
ก่อนจะจากไป เซี่ยงป๋อฉวีแห่งราชวงศ์เซี่ยงเดินเข้ามาหาลู่เยี่ยด้วยรอยยิ้ม
“มีธุระหรือ?”
“คนเยอะมากความ หาที่สักแห่งคุยกันตามลำพังดีหรือไม่?”
“ได้”
ลู่เยี่ยพยักหน้าตอบรับ
ตอนที่อยู่ในเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ เขาได้ทำลายพลังพลังบำเพ็ญเหล่าลูกหลานราชวงศ์เซี่ยงที่มีเซี่ยงเจี้ยนซงเป็นแกนนำจนสิ้น
เพราะเรื่องนี้ เซี่ยงป๋อฉวีถึงกับเกลียดชังเขาเข้ากระดูกดำ
แต่ตอนนี้ เซี่ยงป๋อฉวีกลับเป็นฝ่ายเข้ามาหาด้วยตนเอง คิดจะกระทำการใดกันแน่?
ทั้งสองเดินมาหยุดอยู่ที่ริมหน้าผาอันเงียบสงัด ฝั่งหนึ่งคือหมู่เมฆาที่ม้วนตัวไปตามกระแสลม
เซี่ยงป๋อฉวีเผยรอยยิ้มพลางเข้าประเด็นทันที “อยากรู้หรือไม่ว่า พวกผู้อาวุโสของตระกูลลู่ของพวกเจ้าตายที่นอกด่านเทียนหลางได้อย่างไร?”
ดวงตาของลู่เยี่ยหรี่ลงเล็กน้อย “มันเกี่ยวข้องกับราชวงศ์เซี่ยงงั้นหรือ?”
เซี่ยงป๋อฉวียิ้มกล่าวว่า “เจ้าไม่ต้องคาดเดา หากอยากรู้เหตุผล ทางที่ดีควรเดินทางไปยังเมืองหลวงต้าเฉียนด้วยตัวเองสักครั้ง”
ลู่เยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย “หากข้าไม่ไปเล่า?”
เซี่ยงป๋อฉวีมองไปที่ลู่เยี่ยหนึ่งครั้ง กล่าวว่า “สำนักกระบี่เก้าสวรรค์อาจจะปกป้องเจ้าได้ แต่ไม่สามารถปกป้องสมาชิกทั้งหมดของตระกูลลู่”
เงียบไปครู่หนึ่ง เซี่ยงป๋อฉวีก็ไพล่มือไว้ด้านหลัง ทอดสายตามองทะเลหมอกเบื้องหน้าพลางกล่าวเสียงเรียบว่า “พวกเรารู้ดี ตระกูลลู่มีผู้แข็งแกร่งคอยคุ้มครอง แม้แต่บรรพชนขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์มาเยือน ก็ทำอะไรกับตระกูลลู่ไม่ได้”
“แต่ตระกูลลู่มีสมาชิกนับพันคน พวกเขาจะหลบซ่อนตัวอยู่ในตระกูลไม่ออกไปไหนทั้งชีวิตได้หรือ?”
ลู่เยี่ยเกิดความคิดสังหารผุดขึ้นในใจอย่างเงียบ ๆ
เขาเข้าใจแล้วว่า การข่มขู่ของราชวงศ์เซี่ยงคือสิ่งใด
เซี่ยงป๋อฉวียังคงชื่นชมหมู่เมฆที่เคลื่อนคล้อยพลางกล่าวอย่างไม่เร่งรีบว่า “ในอดีต ลู่ซิงอี้ก็โดดเด่นไม่ต่างจากเจ้า เขาเพียงคนเดียวก็สังหารเหล่าปีศาจทั่วหล้าจนเลือดไหลนองเป็นแม่น้ำ ได้รับขนานนามว่าเป็นยอดเพชฌฆาตที่แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์”
“เมื่อเทียบกับลู่ซิงอี้ แม้ตอนนี้เจ้าจะสร้างความตื่นตะลึงไปทั่ว ทว่าหากกล่าวถึงชื่อเสียงและอิทธิพล ยังนับว่าห่างชั้นอยู่อีกมาก”
“และตอนนี้ เจ้าก็รู้แล้วว่าลู่ซิงอี้ได้หายตัวไปอย่างลึกลับเช่นนั้น”
เซี่ยงป๋อฉวีค่อย ๆ หันตัวมาจ้องมองลู่เยี่ย “เจ้าไม่กังวลหรือว่าสักวันหนึ่ง เจ้าจะต้องเดินตามรอยลู่ซิงอี้?”
ลู่เยี่ยเม้มริมฝีปาก ดวงตาเปลี่ยนเป็นลึกล้ำเย็นชา ทว่ากลับยิ้มตอบว่า “นี่เป็นท่าทีของท่าน หรือเป็นท่าทีของทั้งราชวงศ์เซี่ยง?”
เซี่ยงป๋อฉวีหัวเราะ “มีความแตกต่างหรือ? พวกเราล่วงรู้มานานแล้วว่า องค์ชายใหญ่เคยแอบร่วมมือกับเจ้า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เคยช่วยเหลือตระกูลลู่ไว้มากมาย”
“แต่บัดนี้ องค์ชายใหญ่ถูกกักบริเวณแล้ว สูญเสียอำนาจและกำลังทั้งหมดไปสิ้น พร้อมจะรับทัณฑ์ทรมานที่รุนแรงกว่าเดิมได้ทุกเมื่อ!”
“เจ้าจะใจร้ายลืมตาดูให้องค์ชายใหญ่ต้องทุกข์ทรมานโดยไม่แยแสได้รึ?”
“อืม ใช่แล้ว”
เซี่ยงป๋อฉวีมีแววตาเจ้าเล่ห์ “ยังมีตระกูลผู้พิทักษ์แผ่นดินตระกูลเซี่ย พวกเขาให้ความสำคัญกับเจ้านัก ทว่า… ไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่ง ตระกูลเซี่ยอาจต้องเผชิญกับภัยพิบัติที่มิมิได้ก่อเพราะตัวเจ้าเป็นเหตุก็ได้”
ลู่เยี่ยสะกดกลั้นอารมณ์ที่อยากจะลงมือในทันทีพลางกล่าวว่า “พวกเจ้าราชวงศ์เซี่ยงต้องการทำอะไรกันแน่? ไม่เผยออกมาเสียทีหรือ!”
เซี่ยงป๋อฉวีกล่าวชมว่า “ช่างเป็นความกล้าหาญที่น่าสรรเสริญ สมกับเป็นเด็กหนุ่มอัจฉริยะที่ช่วยพลิกสถานการณ์วิกฤตให้สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ในการประลองวันนี้”
รอยยิ้มบนใบหน้าเขาจางหายไป เขาชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้วพลางกล่าวอย่างสงบว่า “พวกเราให้เวลาเจ้าหนึ่งเดือน หากเจ้าไม่มาที่เมืองหลวงต้าเฉียน ก็อย่าโทษว่าพวกเราไม่สุภาพ!”
กล่าวจบ เขาก้าวเท้าเตรียมจะจากไป แต่ทว่ากลับหยุดกะทันหัน
“จริงสิ อนุญาตให้เจ้าไปเพียงผู้เดียวเท่านั้น หากพวกเราพบว่าเจ้าพาผู้ช่วยไป…”
เซี่ยงป๋อฉวีกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “องค์ชายใหญ่จะพบกับเคราะห์ร้าย ตระกูลเซี่ยต้องชดใช้ด้วยราคาที่ไม่อาจแบกรับได้ และตระกูลลู่ของเจ้าจะถูกคนทั้งใต้หล้าตราหน้าว่าเป็นศัตรู”
“ที่สำคัญที่สุดคือ เจ้าจะไม่มีวันได้รู้ว่าในศึกด่านเทียนหลางนั้น บรรดาผู้อาวุโสของพวกเจ้าตระกูลลู่ตายกันอย่างไร!”
เสียงยังคงก้องกังวานอยู่ เซี่ยงป๋อฉวีหันหลังจากไป
ลู่เยี่ยยืนอยู่ริมผาเพียงลำพัง ท่ามกลางสายลมขุนเขาที่พัดผ่าน
“คิดจะข่มขู่หรือ? ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรอดูกันว่า พวกราชวงศ์เซี่ยงจะรับมือกับผลลัพธ์ที่เกิดจากการข่มขู่ข้าได้หรือไม่…”
เนิ่นนานผ่านไป ลู่เยี่ยสูดลมหายใจเข้าลึก แววตากลับมาสงบนิ่งประดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น
เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดราชวงศ์เซี่ยงจึงเปิดไพ่ในเวลานี้
และไม่รู้ด้วยว่าใครกันแน่ที่ให้ความมั่นใจแก่ราชวงศ์เซี่ยงจนกล้าที่จะไม่สนใจท่าทีของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์และมาข่มขู่ตนเช่นนี้
ทว่าเขาก็ไม่อยากจะเสียเวลาคาดเดาเรื่องเหล่านี้
เขารู้เพียงว่า ความแค้นระหว่างตนเองกับราชวงศ์เซี่ยงถึงเวลาที่ต้องชำระให้หมดสิ้นแล้ว!
“เจ้าคนบ้า! คนผู้นั้นพูดอะไรกับเจ้า?”
ฉินชิงหลีเดินเข้ามา ดวงตางดงามของนางกวาดมองลู่เยี่ยอย่างแหลมคม ราวกับสังเกตเห็นว่าลู่เยี่ยมีเรื่องกังวลใจ
ลู่เยี่ยถอนหายใจกล่าวว่า “ราชวงศ์ต้าเฉียนอยากให้ข้าไปเป็นราชบุตรเขย ข้ากำลังชั่งใจอยู่ว่าจะไปดีหรือไม่ ช่างเป็นเรื่องลำบากใจแท้”
ฉินชิงหลีมองค้อนลู่เยี่ยทีหนึ่ง “มีแต่ผีเท่านั้นที่จะเชื่อเจ้า”
ลู่เยี่ยหัวเราะ “แค่เจ้าไม่เชื่อก็พอแล้ว”
ทันใดนั้น เปลือกตาของเขาก็กระตุกขึ้นเล็กน้อย เขาสังเกตอย่างรวดเร็วว่าพลังลมปราณในร่างของฉินชิงหลีมีปัญหา
พลังบำเพ็ญที่เพิ่งจะทะลวงถึงขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์กลับร่วงลงอย่างรวดเร็ว กลับไปสู่ขอบเขตแท่นทองคำเสียแล้ว!
ไม่เพียงเท่านั้น พลังปราณในร่างของหญิงสาวกลับอ่อนแอลงอย่างมาก
แม้นางจะใช้เคล็ดวิชาลับปกปิดไว้ แต่มิอาจรอดพ้นจิตเทวะของลู่เยี่ยไปได้
“เหตุใดพลังบำเพ็ญของเจ้าจึงถดถอยเช่นนี้?”
ใจของลู่เยี่ยพลันบีบคั้น “หรือว่าในการประลองขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์เมื่อครู่ รากฐานที่เพิ่งทะลวงขอบเขตยังไม่มั่นคง จึงได้รับผลกระทบย้อนกลับ?”
ฉินชิงหลีรู้สึกประหลาดใจทันที “ประหลาดแท้ ข้าอุตส่าห์ซ่อนเร้นพลังลมปราณจนหลอกทุกคนได้ แล้วเจ้าคนบ้าอย่างเจ้ามองออกได้อย่างไร…”
ลู่เยี่ยไม่มีอารมณ์จะพูดเล่น เขาขมวดคิ้วถาม “รุนแรงหรือไม่?”
ฉินชิงหลีส่ายหน้าพลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ไม่นับเป็นอะไรเลย”
“นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กนะ!”
จากที่ไกล ๆ อวิ๋นเป่ยเฉินเดินเข้ามา “ญาติผู้น้องชิงหลีหลังจากทะลวงขอบเขตแล้วยังฝืนใช้พลังจากสายเลือดโจมตี นางได้รับผลกระทบย้อนกลับอย่างรุนแรงจนทำร้ายรากฐานแห่งเต๋า!”
“หากไม่รีบรักษา เมื่อเวลาผ่านไป นางจะสูญเสียพลังบำเพ็ญเต๋าอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นคนไร้ประโยชน์!”