บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 213 บรรพชนซิงหลิน
บทที่ 213 บรรพชนซิงหลิน
ลู่เยี่ยขมวดคิ้วมุ่น
เขาไม่คาดคิดว่า ผลสะท้อนกลับที่ฉินชิงหลีได้รับจะรุนแรงถึงเพียงนี้
“มีหนทางแก้ไขหรือไม่?”
ลู่เยี่ยเอ่ยถามโดยตรง
ยามนี้ไม่มีความจำเป็นต้องครุ่นคิดสิ่งใดให้มากความอีกต่อไป
“นั่นคือสิ่งที่ข้าต้องการจะบอกเจ้าพอดี”
อวิ๋นเป่ยเฉินกล่าว “หนทางแก้ไขเพียงหนึ่งเดียวก็คือ ให้ญาติผู้น้องชิงหลีชิงหลีกลับไปยังตระกูลพร้อมกับข้า และมีเพียง ‘สระเพลิงเสวียนหลี’ ของตระกูลอวิ๋นแห่งเว่ยซานเท่านั้นที่สามารถซ่อมแซมพรสวรรค์สายเลือดของนางได้”
ลู่เยี่ยตอบโดยไม่ต้องคิด “เช่นนั้นก็ไปเสีย!”
ฉินชิงหลีขมวดคิ้วเรียวงาม พึมพำว่า “วันนี้ข้าเพิ่งออกจากการปิดด่าน และเพิ่งได้พบเจ้าอีกครั้ง แต่เจ้ากลับทิ้งคู่หมั้นไปเช่นนี้ไปได้ลงคอเชียวรึ?”
สายตาของหญิงสาวเผยแววน้อยใจอยู่เล็กน้อย
ลู่เยี่ยหัวเราะออกมาพลางกล่าวว่า “ไม่ใช่การพรากจากกันเป็นตายเสียหน่อย จำเป็นต้องอาลัยอาวรณ์ด้วยหรือ? เรื่องเร่งด่วนตอนนี้คือต้องรักษาเจ้าให้หาย ส่วนเรื่องอื่น ๆ ล้วนเป็นเรื่องรอง!”
ฉินชิงหลีถามอย่างสงสัย “เจ้ามีหญิงอื่นข้างนอกใช่หรือไม่?”
ลู่เยี่ย “?”
“หากไม่ใช่เช่นนั้น เหตุใดทั้งที่รู้ว่าข้าต้องไปดินแดนหลิงชางและไม่รู้ว่าเมื่อใดจะได้พบกันอีก เจ้ากลับไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย?”
ฉินชิงหลีกล่าวว่า “ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลอวิ๋นแห่งเว่ยซานคือตระกูลของมารดาข้า เจ้าไม่กังวลหรือว่าข้าอาจไปแล้วไม่กลับมา?”
หญิงสาวรู้สึกโกรธขึ้งมา รู้สึกว่าเจ้าคนบ้าลู่เยี่ยผู้นี้ยังคงเย็นชาไร้หัวใจไม่ต่างจากแต่ก่อน
ลู่เยี่ยหัวเราะ “วางใจได้ ข้าจะไปตามหาเจ้าเอง! หากตระกูลอวิ๋นแห่งเว่ยซานกล้าไม่คืนตัวเจ้าให้ข้า ก็อย่าโทษข้าที่จะแย่งตัวเจ้ากลับมา!”
อวิ๋นเป่ยเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย น้องชายลู่ผู้นี้ช่างโอหังนัก คิดว่าตระกูลอวิ๋นแห่งเว่ยซานเป็นผู้ที่จะรังแกได้ง่าย ๆ หรืออย่างไร?
ทว่าถ้อยคำเผด็จการที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจของลู่เยี่ย กลับทำให้ฉินชิงหลีรู้สึกอิ่มเอมใจยิ่งนัก
หญิงสาวยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน “หากเจ้ากล้าไม่มา ข้าจะกลับมาตามหาเจ้าเอง! แล้วจับเจ้ามัดไว้ให้แน่นหนา แล้วบังคับให้เจ้าแต่งงานกับข้า!”
ลู่เยี่ย “…”
หญิงสาวผู้นี้ช่างโอหังยิ่งกว่าแต่ก่อนเสียอีก
“จะออกเดินทางเมื่อใด?”
ลู่เยี่ยถาม
อวิ๋นเป่ยเฉินกล่าว “ยิ่งเราล่าช้านานเท่าใด ญาติผู้น้องชิงหลีก็จะได้รับผลสะท้อนรุนแรงขึ้นเท่านั้น!”
ลู่เยี่ยตัดสินใจเด็ดขาดว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จงออกเดินทางวันนี้เสีย!”
ฉินชิงหลีลนลานขึ้นมาทันที
แต่ลู่เยี่ยไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจโต้แย้งได้ “เชื่อฟังข้า!”
ฉินชิงหลีพลันสงบปากสงบคำลงทันควัน
อวิ๋นเป่ยเฉินแสดงท่าทีไม่พอใจ “น้องชายลู่ เหตุใดเจ้าจึงพูดจากับญาติผู้น้องชิงหลีเช่นนั้น? ความแข็งกร้าวของบุรุษไม่ควรนำมาใช้กับสตรีนะ!”
ฉินชิงหลีกล่าวอย่างไม่พอใจ “พี่ชาย ท่านจะพูดมากไปใย? ท่านไม่เห็นหรือว่าลู่เยี่ยเป็นห่วงข้าถึงได้รีบให้ข้าออกเดินทางในทันที?”
ลู่เยี่ยกล่าว “เห็นหรือไม่ มีเพียงชิงหลีเท่านั้นที่เข้าใจในความแข็งกร้าวของข้าที่สุด”
อวิ๋นเป่ยเฉิน “……”
นี่มันเรื่องอันใดกัน? ญาติผู้น้องของข้า ข้ากำลังช่วยเจ้าอยู่นะ!
ทว่าเขากลับเห็นดวงตาของฉินชิงหลีทอประกายหวานซึ้ง นางยิ้มอย่างสดใสพลางกล่าวว่า “ลู่เยี่ย ข้าจะฟังคำเจ้า!”
ลู่เยี่ยกล่าวอย่างยินดี “เมื่อถึงตระกูลอวิ๋นแห่งเว่ยซานแล้อย่าลืมฝากคารวะท่านป้าแทนข้าด้วย”
ฉินชิงหลีพยักหน้าอย่างว่าง่าย “อืม! จริงสิ เจ้าเองก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ”
ลู่เยี่ยสงสัย “หมายความว่าอย่างไร?”
ฉินชิงหลีพึมพำเสียงเบา “ข้ากลัวว่าหญิงอื่นจะหมายปองร่างกายของเจ้า!”
ลู่เยี่ย “……”
อวิ๋นเป่ยเฉินทนดูไม่ไหวแล้ว มาแสดงความรักต่อหน้าต่อตากันเช่นนี้ ช่างเป็นการทำร้ายจิตใจกันยิ่งนัก!
ในวันนั้นเอง ฉินชิงหลีก็ออกเดินทางไปพร้อมกับอวิ๋นเป่ยเฉิน
เจ้าสำนักกระบี่เก้าสวรรค์เวินซิ่วเจวี๋ยและผู้อาวุโสต่างรู้สึกอาลัยอาวรณ์ แต่พวกเขาก็เข้าใจดีว่าอาการบาดเจ็บของฉินชิงหลีไม่สามารถรอช้าได้อีก จึงได้แต่ตอบรับ
ที่จริงแล้ว พวกเขาทุกคนต่างล่วงรู้อยู่แก่ใจว่า ด้วยพรสวรรค์ของฉินชิงหลี ไม่ช้าก็เร็วนางย่อมต้องจากดินแดนแห่งนี้ไปสักวัน
เพียงแต่ไม่มีใครคาดคิดว่าวันนั้นจะมาถึงเร็วเช่นนี้
“ลู่เยี่ย นี่คือสิ่งของแทนตัวของตระกูลข้า หากวันหน้าเจ้าไปยังดินแดนหลิงชางก็มาหาข้าได้”
ก่อนจากไป อวิ๋นเป่ยเฉินส่งป้ายสลักให้แก่ลู่เยี่ย “เมื่อถึงยามนั้น ไม่ว่าตระกูลอวิ๋นแห่งเว่ยซานจะปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไร ข้าอวิ๋นเป่ยเฉินจะยังคงถือว่าเจ้าเป็นพี่น้องเสมอ!”
ฉินชิงหลีถอดเชือกสีแดงที่ผูกผมออกมอบให้ลู่เยี่ย “เจ้าคนบ้า ข้าไปก่อนนะ”
นางหันหลังเดินจากไป
หญิงสาวแสดงท่าทีตัดใจได้สง่างามยิ่งกว่าลู่เยี่ยเสียอีก
เชือกสีแดงในมือยังคงเหลือกลิ่นหอมจากเส้นผมของหญิงสาว ทำให้ลู่เยี่ยรู้สึกหม่นหมองอย่างบอกไม่ถูก
ช่างแปลกนัก ทั้งที่ไม่ใช่การจากลาครั้งสุดท้ายของชีวิต เหตุใดตนเองจึงรู้สึกว่างเปล่าเช่นนี้?
ขณะเดินห่างออกไป รอยยิ้มสดใสบนใบหน้าของหญิงสาวก็ค่อย ๆ เลือนหายไป
หลายคราที่นางเกิดอารมณ์วูบไหวอยากจะหันหลังกลับไป เพื่อพูดคุยกับลู่เยี่ยอีกสักหน่อย
ทว่าสุดท้ายนางก็สะกดกลั้นใจไว้ได้
หากใจสองดวงยังผูกพันกันมั่นคง เหตุใดต้องมาอาลัยเพียงชั่วเช้าค่ำ?
ฉินชิงหลีเอ๋ยฉินชิงหลี เจ้าอย่าได้หันกลับไปเป็นอันขาดเชียวนะ
หากเจ้าคนบ้านั่นเห็นเข้า เจ้าจะต้องหัวเราะเยาะเจ้าแน่ ๆ!
หญิงสาวให้กำลังใจตนเองในใจเช่นนั้น
อวิ๋นเป่ยเฉินไม่อาจเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้
ในชีวิตของเขา ความรักใคร่ชู้สาวมีแต่จะส่งผลกระทบต่อการแสดงความสามารถในยามที่เขาต้องแสดงตัวต่อผู้อื่น
……
ข่าวคราวเรื่องการประลองเดิมพันชีวิตได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแผ่นดินต้าเฉียน
ลู่เยี่ยและฉินชิงหลีกลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งใต้หล้า
แต่ทว่าการปรากฏตัวของปีศาจกู่พิษเผาใจ ทำให้การประลองเดินพันชีวิตในครั้งนี้ปกคลุมไปด้วยเงามืด
ภายใต้การจัดการของมู่เทียนเย่เจ้าสำนักแห่งสำนักดาบพันราตรี ทุกสำนักใหญ่ในต้าเฉียนต่างเริ่มดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อสืบสวนเรื่องนี้
ในชั่วพริบตา ทั่วทั้งแผ่นดินต้าเฉียนกลายเป็นระลอกคลื่นอันเดือดพล่าน
แต่เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ กลับไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อลู่เยี่ย
หลังจากการประลองเดิมพันชีวิตสิ้นสุดลง เขาเลือกที่จะปิดด่านฝึกฝนเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของพลังบำเพ็ญเต๋าขอบเขตแท่นทองคำ และเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไปยังเมืองหลวงต้าเฉียน
เขาไม่ต้องการให้สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ต้องพลอยลำบากไปด้วย จึงไม่เคยบอกเรื่องนี้กับผู้ใด
หลายวันต่อมา
ลู่เยี่ยได้รับคำสั่งด้วยวาจาจากเจ้าเวินซิ่วเจวี๋ยให้เขาไปยังตำหนักใหญ่ของสำนัก
เมื่อลู่เยี่ยเดินทางมาถึง ก็พบว่าบรรดาผู้อาวุโสระดับสูงทั้งหมดของสำนักล้วนมาพร้อมหน้ากันแล้ว
และผู้ที่นั่งอยู่บนที่นั่งหลักตรงกลางไม่ใช่เจ้าสำนักเวินซิ่วเจวี๋ย แต่เป็นชายวัยกลางคนในชุดสีเทาผู้หนึ่ง
ชายวัยกลางคนในชุดสีเทามีใบหน้าองอาจดุดัน ดวงตาเปล่งประกายดุจสายฟ้า เพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้นก็แผ่กลิ่นอายที่ข่มขวัญผู้คนประดุจขุนเขาและมหาสมุทร
จากการแนะนำ ลู่เยี่ยจึงรู้ว่าชายวัยกลางคนในชุดสีเทาคือ ‘จ้าวซิงหลิน’ ปรมาจารย์อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักกระบี่เก้าสวรรค์
หนึ่งในบรรพชนขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์!
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาอยู่ที่เขตต้องห้ามหลังเขาเพื่อคุ้มครองฉินชิงหลี
“ลู่เยี่ย เรื่องที่เจ้าทำในเขตเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ข้าได้ยินมาแล้ว”
จ้าวซิงหลินเอ่ยปาก “ที่เรียกเจ้ามาในวันนี้ เพราะมีเรื่องหนึ่งอยากจะขอให้เจ้าช่วย”
ลู่เยี่ยประสานมือคารวะ “ขอท่านบรรพชนโปรดชี้แนะ”
จ้าวซิงหลินกล่าวเสียงทุ้มต่ำ “เมื่อวานนี้ บรรพชนเหวินอวิ๋นติดอยู่ในส่วนลึกของเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ เขาได้ส่งจดหมายขอความช่วยเหลือกลับมา!”
ในสำนักกระบี่เก้าสวรรค์เดิมทีมีบรรพชนขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ถึงสามท่าน
ได้แก่ บรรพชนซิงหลิน บรรพชนเหวินอวิ๋น และบรรพชนหลินชวน
เมื่อไม่นานมานี้ บรรพชนหลินชวนได้สิ้นชีวิตไปแล้ว
บรรพชนซิงหลินก็คือจ้าวซิงหลินนั่นเอง
ส่วนบรรพชนเหวินอวิ๋นท่านนี้ได้ออกเดินทางท่องยุทธภพไปตั้งแต่หลายปีก่อน จวบจนบัดนี้ยังไม่ได้กลับมา
ลู่เยี่ยเพิ่งรู้ว่า ที่แท้คนผู้นี้กลับเดินทางไปยังเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่และถูกขังอยู่ในนั้น!
ในทันใดนั้น ลู่เยี่ยก็เข้าใจว่าเหตุใดจ้าวซิงหลินจึงต้องการพบเขา
เห็นได้ชัดว่าต้องการอาศัยเส้นสายของเขาในการช่วยเหลือบรรพชนเหวินอวิ๋นที่ติดอยู่ในนั้น
เป็นไปตามคาด จ้าวซิงหลินก็เริ่มพูดถึงเรื่องนี้
สุดท้าย จ้าวซิงหลินก็กล่าวว่า “สถานการณ์คับขันยิ่งนัก หากล่าช้าอาจเกิดการเปลี่ยนแปลง หากเจ้าไม่มีข้อคัดค้าน ข้าและเจ้าจักออกเดินทางไปยังเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ด้วยกันในทันที”
ลู่เยี่ยตกใจ “เดี๋ยวนี้เลยหรือ?”
“ถูกต้อง!”
จ้าวซิงหลินพยักหน้า
ลู่เยี่ยส่ายหน้าพลางกล่าว “ข้ามีธุระอื่นจำเป็นต้องทำ ยามนี้ไม่สามารถไปเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ได้”
“อย่างไรก็ตาม ข้าสามารถเขียนจดหมายฉบับหนึ่งเพื่อขอความช่วยเหลือจากสหายที่เขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ให้ช่วยจัดการเรื่องนี้แทนได้”
จ้าวซิงหลินขมวดคิ้ว แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน “บรรพชนเหวินอวิ๋นกำลังเผชิญภัยอันตรายถึงชีวิตได้ทุกเมื่อ เจ้าในฐานะศิษย์ของสำนัก เหตุใดจึงไม่มิยินดีจะเดินทางไป?”
น้ำเสียงของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเข้มงวดและกดดันยิ่งนัก
เจ้าสำนักเวินซิ่วเจวี๋ย ว่านกุยหยวน และผู้อาวุโสท่านอื่น ๆ ล้วนรู้สึกเครียดในใจพร้อม ๆ กัน สีหน้าพวกเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย