บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 216 มอบของล้ำค่า
บทที่ 216 มอบของล้ำค่า
ภายในตำหนักใหญ่
คนหนึ่งคนกับลาหนึ่งตัวคุกเข่าอยู่ที่นั่น
ภาพนี้ทำให้เผ่าปีศาจปี้ฟางรู้สึกตกตะลึงอย่างมาก
ในแดนรัตติกาลลึกลับ ตระกูลเซียงหลิวแห่งเผ่าโบราณถือเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ระดับสูงสุด!
ในฐานะสายตรงของตระกูลเซียงหลิวแห่งเผ่าโบราณ เซียงหลิวเฟิงย่อมมีฐานะสูงส่งเหนือผู้คน
แต่ต่อหน้าท่านใต้เท้าลู่ เขากลับแสดงท่าทีต่ำต้อยถึงเพียงนี้!
ลู่เยี่ยนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “ของสิ่งนี้ข้าจะรับไว้ เรื่องขัดแย้งเล็กน้อยในอดีต ก็ให้ถือว่าเลิกราต่อกันไป”
นี่เป็นสิ่งที่เขาเคยสัญญาไว้ จึงไม่อาจผิดคำพูด
“ขอบคุณท่านใต้เท้า!”
เซียงหลิวเฟิงโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างแรง น้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้งใจ
ไม่มีใครรู้ว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาต้องเผชิญกับความกดดันและความหวาดหวั่นเพียงใด
และตอนนี้ ในที่สุดเขาก็ผ่อนคลายลงได้ เกิดความรู้สึกโล่งใจประหนึ่งรอดพ้นจากหุบเหวแห่งความตาย
เติงเทียนมีสายตาดี เขาก้าวขึ้นมาข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วหยิบกล่องหยกสีดำจากมือของเซียงหลิวเฟิงไป แล้วหมุนตัววางลงบนโต๊ะตรงหน้าลู่เยี่ยอย่างนอบน้อม
จากนั้นเติงเทียนก็กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “นับว่าโชคดีที่ท่านใต้เท้าลู่มีจิตใจเมตตาและใจคอกว้างขวาง ถ้าเปลี่ยนเป็นคนใจแคบอย่างข้า ป่านนี้เจ้าคงตายตกไปนานแล้ว”
ลู่เยี่ยยิ้มพร้อมชี้ไปที่กล่องหยกสีดำ “ครั้งนี้เผ่าของพวกเจ้าช่วยข้ามาอย่างมาก ข้าจะขอยืมดอกไม้มาถวายพระ มอบสิ่งนี้ให้แก่พวกเจ้าเพื่อแสดงความขอบคุณ”
พวกผู้อาวุโสเผ่าปีศาจปี้ฟางที่นั่งอยู่ในที่นั้นต่างนั่งไม่ติดที่ทันที พลางโบกมือปฏิเสธพัลวัน
“ท่านใต้เท้าลู่ ไม่ได้เด็ดขาด!”
“พวกเราได้รับใช้ท่านใต้เท้าก็นับเป็นเกียรติอย่างใหญ่หลวงแล้ว ท่านใต้เท้าไม่จำเป็นต้องเกรงใจถึงเพียงนี้!”
“ใช่แล้ว การกระทำเช่นนี้ของท่านใต้เท้าทำให้พวกเราละอายใจยิ่งนัก!”
เมื่อเห็นท่าทางตื่นตระหนกของพวกเขา บรรพชนซิงหลินแทบจะพ่นสุราที่กำลังดื่มออกมา
แต่คราวนี้ ลู่เยี่ยกลับยืนกรานอย่างแน่วแน่ว่า “การให้ของต่างตอบแทนกันเป็นมารยาท หากพวกท่านจริงใจต่อข้าลู่ผู้นี้ ก็จงรับมันไว้เสีย”
“นี่มัน…”
ทุกคนต่างมองหน้ากันอย่างปรึกษาหารือ
บรรพชนหลิงเจินตัดสินใจ “ยืนอึ้งกันอยู่ทำไม นี่คือน้ำใจจากท่านใต้เท้าลู่ เป็นการแสดงว่าท่านใต้เท้าลู่ให้ความสำคัญกับเผ่าปีศาจปี้ฟางของพวกเรา นี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรดีใจหรอกหรือ?”
“รับไว้เร็วเข้า! อย่าทำให้น้ำใจของท่านใต้เท้าต้องเสียเปล่า!”
เติงเทียนรีบก้าวเข้าไปรับกล่องหยกสีดำนั้นมา
หลังผ่านเหตุการณ์นี้ไป ความรู้สึกที่ทุกคนมีต่อลู่เยี่ยก็เริ่มแปรเปลี่ยนไปอย่างละเอียดอ่อน
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ท่านใต้เท้าลู่ผู้นี้ได้รับการยกย่องจากมหาปุโรหิตอี้เทียนว่าเป็น ‘ผู้อาวุโส’ ที่สำคัญยิ่ง
และไม่น่าแปลกใจอีกเช่นกันที่อาจู่ผู้มาจากเขตหวงห้ามลึกลับที่หกให้การสนับสนุนและเคารพนับถือเขามากเพียงนั้น
เพียงแค่บารมีและกิริยาท่าทางเช่นนี้ ก็ทำให้ผู้คนต้องยอมศิโรราบ!
แต่ลู่เยี่ยไม่ได้คิดอะไรมากมายขนาดนั้น
เขาเพียงแค่ไม่อยากติดค้างบุญคุณใครมากเกินไปเท่านั้นเอง
“ท่านใต้เท้า ตอนนี้ตระกูลเซียงหลิวแห่งเผ่าโบราณของข้ากำลังเฝ้าประจำการอยู่ที่ทางเข้าอุโมงค์มิติกาลเวลาที่เชื่อมไปยังแดนรัตติกาลลึกลับ”
เซียงหลิวเฟิงเอ่ยขึ้นในเวลานี้ “บรรพบุรุษของตระกูลข้าได้กำชับอย่างเข้มงวดว่า ไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่ท่านเดินทางไปเยือนแดนรัตติกาลลึกลับ ตระกูลเซียงหลิวแห่งเผ่าโบราณจะต้องออกมาต้อนรับท่านทันที! ไม่ใช่เพื่อเรื่องอื่นใด เพียงเพื่อไถ่โทษเท่านั้น!”
ลู่เยี่ยไม่เข้าใจเรื่องราวเกี่ยวกับแดนรัตติกาลลึกลับ จึงไม่รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ
แต่บรรพชนหลิงเจินและคนอื่น ๆ ที่นั่งอยู่ที่นั่นกลับพากันตกตะลึง!
ตระกูลเซียงหลิวแห่งเผ่าโบราณไปเฝ้าอุโมงค์มิติกาลเวลานั้นกันทั้งหมดแล้วหรือ?
ไม่ต้องสงสัยเลย นี่คือการลงโทษจากมหาปุโรหิตอี้เทียน
เพื่อจะให้คำอธิบายกับลู่เยี่ยนั่นเอง!
“ข้าเข้าใจแล้ว พวกเจ้าไปได้”
ลู่เยี่ยโบกมือ
คนหนึ่งคนกับลาหนึ่งตัวคุกเข่าอยู่ตรงนั้น ดูแล้วขวางหูขวางตาชอบกล
“ขอรับ!”
เซียงหลิวเฟิงรีบกล่าวอำลาพร้อมกับลาสีดำแล้วจากไป
เมื่อก้าวออกจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์เทียนหงแล้ว เซียงหลิวเฟิงอดรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่ไม่ได้
ครานี้ เขารอดชีวิตมาได้ราวกับปาฏิหาริย์จริง ๆ!
“หืม?”
เซียงหลิวเฟิงจู่ ๆ ก็มองเห็นร่างคุ้นตาเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วมาทางภูเขาศักดิ์สิทธิ์เทียนหง
ผมสั้นสีเงินเสมอใบหู ใบหน้างดงามประณีต ดวงตาหงส์คมกริบดุจคมดาบ
นั่นคือจงหลี่ซี!
“แม่นางจงหลี่ ท่านมาทำอันใดที่นี่?” เซียงหลิวเฟิงเอ่ยทักทาย
“ข้าได้รับข่าวจากเติงเทียนว่าท่านผู้อาวุโสลู่เดินทางมาถึง จึงรีบรุดมาทันที”
จงหลี่ซีกวาดตามองเซียงหลิวเฟิงอย่างสงสาร แล้วกล่าวว่า “หลังจากนี้จงจำไว้ให้ดี เรื่องวุ่นวายที่เจ้าก่อขึ้นครั้งนี้ เกือบจะทำให้ตระกูลเซียงหลิวแห่งเผ่าโบราณของพวกเจ้าพินาศแล้ว”
กล่าวจบ นางก็สะบัดตัวจากไปอย่างองอาจ
เซียงหลิวเฟิงรู้สึกขมขื่นในใจ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า จงหลี่ซีได้เกาะกิ่งไม้สูงของลู่เยี่ยแล้ว อีกไม่นานอาจจะกลายเป็นศิษย์ใกล้ชิดของมหาปุโรหิตอี้เทียนก็เป็นได้!
….
“ท่านอาวุโส เมื่อไม่นานมานี้ ท่านมหาปุโรหิตอี้เทียนออกคำสั่งลดฐานะตระกูลเซียงหลิวแห่งเผ่าโบราณให้เป็นตระกูลคนบาป ส่งพวกเขาไปเฝ้าอุโมงค์มิติกาลเวลา”
“ยามใดที่ท่านไปเยือนแดนรัตติกาลลึกลับ ยามนั้นตระกูลเซียงหลิวแห่งเผ่าโบราณจึงจะได้อิสรภาพกลับคืนมา”
จงหลี่ซีเมื่อมาถึงก็รายงานเรื่องที่มหาปุโรหิตอี้เทียนจัดการกับตระกูลเซียงหลิวแห่งเผ่าโบราณทันที
สุดท้ายนางจึงถามว่า “ไม่ทราบว่าท่านพึงพอใจหรือไม่?”
ทุกคนในเผ่าปีศาจปี้ฟางแสดงสีหน้าเหมือนกับที่คาดไว้
“เรื่องของตระกูลเซียงหลิวแห่งเผ่าโบราณไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว”
ลู่เยี่ยกล่าว “มหาปุโรหิตอี้เทียนได้พูดอะไรอีกหรือไม่?”
ครั้งที่แล้วเขาโยนเรื่องการจัดการกับเซียงหลิวเฟิงให้กับมหาปุโรหิตอี้เทียนผู้นั้น เพียงเพราะอยากจะลองดูว่าคนผู้นี้มีความคิดอย่างไรกันแน่
ตอนนี้คงจะยืนยันได้แล้วว่าอีกฝ่ายมีความจริงใจอย่างมาก ว่านั่นก็หมายความว่าอีกฝ่ายย่อมต้องมีสิ่งหนึ่งที่ต้องการขอร้องอย่างแน่นอน
และสิ่งที่ต้องการนั้นยิ่งใหญ่มาก!
จงหลี่ซีหยิบกล่องหยกใบหนึ่งออกมาพลางกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “ท่านมหาปุโรหิตกล่าวว่า ให้ข้านำของสิ่งนี้มามอบให้ท่าน”
“นี่คืออะไรหรือ?”
ลู่เยี่ยถาม
ผู้คนที่นั่งอยู่ก็แสดงสีหน้าอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน
มหาปุโรหิตอี้เทียนผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำคนหนึ่งของแดนรัตติกาลลึกลับ มีพลังศักดิ์สิทธิ์แข็งแกร่งและยากหยั่งถึง
สิ่งของที่เขามอบให้ ย่อมต้องพิเศษมากแน่นอน!
จงหลี่ซีส่ายหน้า “ทานมหาปุโรหิตอี้เทียนไม่ได้บอก ผู้น้อยก็ไม่ทราบชัดเจน”
นางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ จ้องมองลู่เยี่ย “ท่านมหาปุโรหิตอี้เทียนบอกเพียงว่า ราตรีอันยาวนานชั่วนิรันดร์ หวังเพียงท่านจะมาเยือน!”
ทุกคนต่างครุ่นคิด
ราตรีอันยาวนานชั่วนิรันดร์ หวังเพียงท่านจะมาเยือนเท่านั้นหรือ?
เพียงประโยคเดียว ก็ทำให้เขาตระหนักได้ว่ามหาปุโรหิตอี้เทียนให้ความสำคัญกับลู่เยี่ยถึงขั้นที่ไม่เคยมีมาตลอดหมื่นยุค!
มิเช่นนั้น เหตุใดจึงต้องกล่าวถึง ‘ราตรีอันยาวนานชั่วนิรันดร์?’
ทั้งยังหวังให้ลู่เยี่ยเพียงผู้เดียวเดินทางไปยังแดนรัตติกาลลึกลับ!
น้ำหนักความสำคัญนี้ช่างมากมายเหลือเกิน
ลู่เยี่ยย่อมตระหนักถึงจุดนี้ได้เช่นกัน ในใจเขารู้สึกฉงนใจนัก เหตุใดจึงต้องทำถึงเพียงนี้ด้วย?
ในตอนนี้ จงหลี่ซีได้ประคองกล่องหยกด้วยมือทั้งสอง ส่งมาตรงหน้าลู่เยี่ย
ลู่เยี่ยยื่นมือรับไว้ ครุ่นคิดเล็กน้อย แต่ไม่ได้เปิดออก
แต่เขากลับกล่าวว่า “รบกวนแม่นางจงหลี่กลับไปบอกมหาปุโรหิตอี้เทียนว่า ในเมื่อรอมานานขนาดนี้แล้ว ก็คงไม่เสียหายอะไรที่จะรออีกสักระยะ เมื่อข้าอยากไป ก็จะไปเอง”
ความหมายแฝงก็คือ จะไปหรือไม่ไป ข้าเป็นคนตัดสินใจ ไม่มีใครสามารถบังคับได้
จงหลี่ซีรู้สึกผิดหวังในใจ แต่ก็ยังคงตอบอย่างนอบน้อม “ผู้น้อยจะนำคำพูดของท่านผู้อาวุโสไปรายงานต่อท่านมหาปุโรหิตอย่างไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียวเจ้าค่ะ!”
ลู่เยี่ยถามขึ้นอย่างกะทันหัน “ในแดนรัตติกาลลึกลับ พวกเขามีท่าทีต่อข้าเช่นไร?”
จงหลี่ซีอึ้งไปชั่วครู่ แล้วจึงครุ่นคิดอย่างจริงจังก่อนตอบว่า “ทุกคนต่างหวังว่าท่าน ผู้อาวุโสจะมาเยือนแดนรัตติกาลลึกลับ เพื่อจะได้ชื่นชมบารมีของท่านผู้อาวุโสด้วยตาของพวกเขาเองเจ้าค่ะ!”
ลู่เยี่ย “……”
ตัวเขาที่เป็นเพียงเด็กหนุ่มขอบเขตแท่นทองคำ จะมีความโดดเด่นอะไรให้พวกเขาชื่นชมกัน?
เขานิ่งคิดไปครู่หนึ่งแล้วถามต่อว่า “แล้วในสายตาของเจ้า นับแต่โบราณกาลจวบจนปัจจุบัน มีปัญหาใดในแดนรัตติกาลลึกลับที่แม้แต่มหาปุโรหิตอี้เทียนก็ไม่สามารถแก้ไขได้หรือ?”
จงหลี่ซีนึกถึงคำตอบหนึ่งได้ในทันที และเอ่ยออกมาโดยไม่ทันคิด “จันทราสีโลหิต!”
บรรพชนหลิงเจินและคนอื่น ๆ รู้สึกสะท้านใจ
เหนือท้องฟ้ายามราตรีของเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่มีภูเขาเทียนจิ้นกดทับอยู่ ปิดผนึกเขตหวงห้ามทั้งหมดมาตลอดหลายยุคสมัย
ส่วนในแดนรัตติกาลลึกลับมีจันทราสีโลหิตคอยกักขังไว้ ทำให้โลกใบนั้นถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
หรือว่า มหาปุโรหิตอี้เทียนคิดว่าลู่เยี่ยสามารถทำลายการกักขังของจันทราสีโลหิตได้?
หากเป็นเช่นนั้น นั่นหมายความว่าลู่เยี่ยก็มีวิธีที่จะย้ายภูเขาเทียนจิ้นที่กดทับอยู่เหนือเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ได้เช่นกันใช่หรือไม่?
ลู่เยี่ยนึกถึงภาพหนึ่งในห้วงความคิด
เป็นดวงจันทร์สีเลือดที่ลอยเด่นอยู่เหนือแดนรัตติกาลลึกลับใช่หรือไม่?
มหาปุโรหิตอี้เทียนต้องการให้ตนไปเด็ดดวงจันทร์หรือ?
เมื่อถูกมองว่าเป็นปัญหายากแก้มาแต่โบราณ เหตุใดเขาจึงเชื่อว่าตนสามารถทำได้?
เพียงเพราะตนเคยไม่ตั้งใจทำลายกำแพงมิติกาลเวลาของแดนรัตติกาลลึกลับหรือ?
ลู่เยี่ยพลันฉุกคิดถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง
พลังที่ทำลายกำแพงมิติกาลเวลาในครั้งนั้นมาจากผังดาบเก้าคุมขัง
เช่นนั้น พลังชนิดนี้จะสามารถเด็ดดวงจันทร์สีเลือดดวงนั้นลงมาได้หรือไม่?