บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 215 พลิกความเข้าใจที่เขาศักดิ์สิทธิ์เทียนหง
ดินแดนที่ ‘เผ่าโบราณปีศาจปีศาจ’ แห่งเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ครอบครอง และยังเป็นหนึ่งในเขตต้องห้ามที่อันตรายที่สุดของเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่อีกด้วย
“ท่านใต้เท้าลูเชิญทางนี้!”
เติงเทียนเป็นผู้นำทางด้วยตนเองพาลูเยียและคณะเข้าสู่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์เทียนหงในฐานะแขก
ตลอดเส้นทางบรรพชนซิงหลินมีใจระแวดระวังและตึงเครียดอย่างยิ่ง
ในอดีตที่ผ่านมาแม้เจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียนจะมักเข้าสู่เขตหวงห้ามลึกลับที่สี่เพื่อค้นหาโอกาสอยู่บ่อยๆ แต่ทว่าก็ไม่กล้าเข้าใกล้ภูเขาศักดิ์สิทธิ์เทียนหงเลย บรรพชนซิงหลินไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าวันหนึ่งตนเองจะได้มาปรากฏตัวในเขตต้องห้ามที่เปรียบเสมือน ‘ถ้ำมังกรรังเสือ’ แห่งนี้ในฐานะแขกผู้มีเกียรติ!
ในการรับรู้ของเขาทั่วทั้งภูเขาศักดิ์สิทธิ์เทียนหงที่เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่เปี่ยมไปด้วยความอลังการนับได้ว่าเป็นดินแดนลับที่เป็นสถานที่มงคล
ไม่ใช่สิ่งที่สำนักกระบี่เกาสวรรค์จะนำมาเปรียบเทียบได้เลย
ที่นี่มีปราณวิญญาณของฟ้าดินหนาแน่นมาก ทุกหนแห่งปกคลุมด้วยค่ายกลต้องห้ามอันลึกลับ เพียงแค่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาก็ทำให้เขาใจสั่นหวาดกลัว แผ่นหลังเย็นวาบ สถานที่แห่งนี้น่าหวาดหวั่นเกินไป!
ชั่วชีวิตของบรรพชนซิงหลินเคยไปเยือนสถานที่อันตรายมาไม่น้อย แต่ไม่มีที่ไหนสามารถเทียบกับที่นี่ได้เลย
อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกออกมา ในเมื่อเป็นผู้ฝึกดาบถึงแม้ในใจจะตกตะลึงแต่ก็ยังคงรักษาความสงบเยือกเย็นเอาไว้
จะมีก็เพียงยามที่สายตาชำเลืองมองลูเยีย แววตาของเขาจึงจะฉายแววเหม่อลอยขึ้นมาวูบหนึ่ง
ลูเยียเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เหตุใดจึงได้รับการปรนนิบัติจากเหล่าปีศาจปีศาจราวกับเป็นดวงดาวที่ถูกห้อมล้อมด้วยหมู่เมฆเช่นนี้?
ในตัวเขามีความลับอันใดกันแน่ที่คู่ควรให้เผ่าโบราณปีศาจปีศาจต้องวางแผนหรือเอาอกเอาใจเช่นนี้?
บรรพชนซิงหลินเดาไม่ออกได้แต่เงียบไป ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงยอดภูเขาศักดิ์สิทธิ์เทียนหง
ตำหนักใหญ่โบราณและใหญ่โตตั้งตระหง่านอยู่ที่นี่ อาบไปด้วยเมฆมงคลและรัศมีที่เป็นนิมิตหมายแห่งความโชคดี ราวกับเป็นที่พำนักของเซียนเลยทีเดียว
กลุ่มผู้มีอำนาจของเผ่าปีศาจปีศาจได้มารอคอยอยู่นานแล้ว ผู้นำคือชายชราผู้มีเคราและผมขาวดังหิมะ ใบหน้าซูบตอบ
เมื่อเห็นกลุ่มของลูเยียปรากฏตัว ชายชราผู้นั้นก็ยิ้มเต็มใบหน้าและก้าวเท้าเข้ามาต้อนรับอย่างรวดเร็ว “ฮ่าๆๆ ให้ตาแก่อย่างข้าเดาดูสักหน่อย ท่านผู้นี้คงจะเป็นใต้เท้าลู ลูเยียผู้เลื่องลือสินะ!”
เสียงดังกึกก้องเต็มไปด้วยความยินดี เหล่าคนสำคัญของเผ่าปีศาจปีศาจต่างก็เร่งเข้ามาประสานมือคารวะ
“ท่านใต้เท้าลูช่างยังหนุ่มแน่นจริงๆ ราวกับเทพเซียนที่รักษาความเยาว์วัยไว้ได้ตลอดกาล!”
“การที่ท่านใต้เท้าลูมาเยือนช่างเป็นเกียรติแก่เผ่าของพวกเรายิ่งนัก!”
“ครั้งก่อนข้าพลาดโอกาสที่จะได้ต้อนรับท่านใต้เท้าลูไป ครานี้ท่านใต้เท้าลูต้องพักอยู่นานหน่อยนะ เพื่อให้พวกเราได้แสดงน้ำใจในฐานะเจ้าบ้านอย่างเต็มที่!”
เหล่าผู้อาวุโสเหล่านั้นต่างพากันกล่าวถ้อยคำมงคลเอาอกเอาใจอย่างเวียนหัวและเปี่ยมด้วยไมตรี
“ท่านใต้เท้าลู ท่านนี้คือท่านปู่ของข้าในเขตเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ ทุกคนเรียกเขาว่าบรรพชนหลิงเจิน”
เติงเทียนรีบแนะนำให้ลูเยียรู้จัก “ส่วนท่านนี้คือบิดาของข้า เมื่อทราบว่าท่านจะมาบิดาข้าดีใจยิ่งนัก ถึงกับนำสุราเก่าที่เขาเก็บสะสมมาเป็นพันปีออกมา แม้แต่ข้าเองซึ่งเป็นบุตรชายยังไม่เคยได้ลิ้มรสสักหยด ครานี้ข้าคงต้องขออาศัยบารมีของท่านแล้ว”
“ท่านผู้นี้คือ…”
เติงเทียนแนะนำไปเรื่อยๆ ส่วนลูเยียก็คารวะตอบไปตามมารยาท
อีกาหัวขาวมองดูเหตุการณ์นี้อยู่ มันเห็นท่านใต้เท้าได้รับการให้ความสำคัญเช่นนี้ก็รู้สึกยินดีจากก้นบึ้งของหัวใจ ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณแม้จะคาดเดาไว้แล้วว่าจะเป็นเช่นนี้ แต่ในใจก็อดรู้สึกสะท้อนใจไม่ได้ว่าการปฏิบัติระหว่างคนกับคนนั้นช่างแตกต่างกันจริงๆ บรรพชนซิงหลินกลับยิ่งนิ่งเงียบขรึมลงกว่าเดิม
เขามีพลังบำเพ็ญขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ ในทันทีที่มาถึงเขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันน่าพรั่นพรึงจนขนหัวลุก ในสายตาของเขาบรรพชนหลิงเจินและเหล่าผู้อาวุโสปีศาจปีศาจแต่ละคนล้วนน่าสะพรึงกลัวราวกับเทพปีศาจน่ากลัวจนไม่อาจจินตนาการได้!
เขาสงสัยเสียด้วยซ้ำว่าหากใครสักคนเดินออกมาก็สามารถบดขยี้เขาให้ตายได้อย่างง่ายดายประดุจมดปลวก
แต่ผู้ที่มีพลังอันน่าสะพรึงกลัวเหลานี้กลับยิ้มแย้มห้อมล้อมลูเยียพูดคุยทักทายกันอย่างคึกคัก มารยาทของพวกเขาช่างประณีตและอบอุ่นอย่างที่สุด ก่อนที่จะมาบรรพชนซิงหลินเคยจินตนาการไว้หลายแง่มุม ทว่าไม่คาดคิดเลยว่าลูเยียที่เป็นเพียงคนรุ่นหลังจะได้รับการยกย่องถึงระดับนี้ ช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินไปแล้ว
ไม่นานบรรพชนซิงหลินก็ไม่มีเวลาคิดอะไรมาก
เมื่อทุกคนรู้ว่าเขาคือผู้อาวุโสในสำนักของลูเยียแห่งสำนักกระบี่เกาสวรรค์ บรรพชนหลิงเจินและบรรดาผู้อาวุโสทั้งหลายต่างพากันเดินเข้ามาคารวะและสนทนากับเขาอย่างกระตือรือร้น
ชั่วขณะนั้นบรรพชนซิงหลินผู้เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายก็ยังรู้สึกทำตัวไม่ถูก รู้สึกประหนึ่งตนเองเป็นเพียงทหารเกณฑ์ใหม่ตัวน้อยๆ…
สุดท้ายเขาก็ถูกห้อมล้อมและกึ่งพยุงกึ่งเชิญให้เข้าไปในตำหนักใหญ่พร้อมกับลูเยียอย่างงงงวย
ตำหนักใหญ่มีบรรยากาศโบราณยิ่งใหญ่อลังการ มีอาหารเลิศรสจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว คนเผ่าปีศาจปีศาจยืนกรานที่จะเชิญให้ลูเยียนั่งลงบนที่นั่งประธานหนึ่งในสองตำแหน่งกลางตำหนักใหญ่ นั่งเทียบเท่ากับบรรพชนหลิงเจิน ทว่าลูเยียปฏิเสธและกลับเชิญให้บรรพชนซิงหลินขึ้นไปนั่งแทน ทุกคนพลันได้สติต่างพากันเชิญบรรพชนซิงหลินให้นั่งลงที่นั่นด้วยความนอบน้อมไม่ให้โอกาสบรรพชนซิงหลินปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย
ในยามที่ต้องนั่งลงตรงนั้น บรรพชนซิงหลินรู้สึกประหนึ่งนั่งอยู่บนเข็มพรมอึดอัดไปทั้งร่าง สีหน้าแข็งทื่ออย่างยิ่ง
นี่คือตำหนักใหญ่ของเผ่าปีศาจปีศาจเชียวนะ ตัวเขามีหน้าตาใหญ่โตเพียงใดถึงได้มานั่งตรงนี้?
กวาดสายตามองไปรอบด้าน สุ่มหยิบปีศาจตนใดออกมาก็ล้วนแล้วแต่เป็นปีศาจเฒ่าที่มีอายุขัยนับพันปีทั้งสิ้น
เมื่อเทียบกันแล้วตนเองกลับเหมือนเป็นแค่ ‘รุ่นเยาว์’ บนเส้นทางการฝึกฝน…
เมื่อสัมผัสได้ถึงความกระอักกระอ่วนของบรรพชนซิงหลิน ลูเยียก็ลอบขำในใจ ความอึดอัดที่สั่งสมมาพลันสลายไปไม่น้อย
‘อยาก ‘ชอบสอนผูอื่น’ นักมิใช่หรือ?’
‘อยาก ‘เคจาประสบการณ์ขม’ นักมิใช่หรือ?’
‘คราครั้งนี้ข้าจะให้ท่านได้ลิ้มรสความเป็น ‘ผู้อาวุโส’ อย่างแท้จริงที่มีสิทธินั่งในตำแหน่งนี้’
ไม่นานงานเลี้ยงก็เริ่มขึ้น เสียงจอกสุรากระทบกัน กลิ่นอายความรื่นเริงแผ่ซ่านไปทั่ว
มีเพียงบรรพชนซิงหลินเท่านั้นที่กินอาหารแต่ไม่รู้รส การถูกเชิดชูไว้สูงส่งเกินไปกลับทำให้เขารู้สึกประหนึ่งถูกประหารต่อหน้าธารกำนัลช่างน่าอึดอัดใจเสียเหลือเกิน หลังจากผ่านพ้นสุราไปสามรอบ ลูเยียจึงเริ่มพูดเรื่องจริงจัง
“ที่มาเยือนครานี้เพราะอยากขอความช่วยเหลือจากทุกท่าน ให้ช่วยข้าตามหาท่านผู้อาวุโสคนหนึ่งในสำนักของข้า”
ลูเยียเล่าเรื่องทั้งหมดจนจบพร้อมกับส่งยันต์ลับข้ามอากาศไปให้บรรพชนหลิงเจิน ข้างในมีภาพวาดของบรรพชนเหวินอวิน
บรรพชนหลิงเจินยังไม่ทันดูก็ทุบอกรับปากว่า “การได้รับใช้ท่านใต้เท้าลูถือเป็นเกียรติอย่างสูงสุดของพวกเราเผ่าปีศาจปีศาจ!”
“ขอท่านใต้เท้าลูโปรดวางใจ เรื่องนี้จงมอบให้เป็นหน้าที่ของเผ่าเราเถิด!”
เมื่อกล่าวจบเขาจึงหันไปสั่งการผู้ติดตามข้างกายว่า “จงสั่งการลงไป เร่งระดมพละกำลังทั้งเผ่าออกสืบเสาะทั่วทั้งเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ เพื่อค้นหาสหายเต๋านามว่า ‘เหวินอวิน’ ผู้นี้!”
“ผู้ใดสามารถพบตัวได้จะถือเป็นความดีความชอบสูงสุด ข้าจะให้รางวัลด้วยตนเอง เร่งไปจัดการเสีย!”
“น้อมรับคำสั่ง”
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งรับคำสั่งแล้วเร่งรุดออกไปในทันที บรรพชนซิงหลินจ้องมองภาพเหตุการณ์นั้นด้วยความตะลึงงัน รู้สึกว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความจริง
เขาพลันเข้าใจขึ้นมาในทันทีว่าเหตุใดตอนที่อยู่สำนักกระบี่เกาสวรรค์ ลูเยียจึงกล่าวว่าจะเขียนจดหมายขอความช่วยเหลือ
ไม่ใช่ว่าลูเยียพูดแต่ปากหรือไม่ยากช่วยเหลือ
ทว่าเขามีความสามารถเพียงพอที่จะใช้จดหมายเพียงฉบับเดียวสั่งการให้เผ่าปีศาจปีศาจทุ่มเทกำลังทั้งหมดเข้าช่วยเหลือได้จริงๆ!
“เขาดูเหมือนจะไม่เคยรู้จักลูเยียอย่างแท้จริงเลย…”
บรรพชนซิงหลินพึมพำในใจ สิ่งที่เผชิญในวันนี้ช่างกระตุ้นความรู้สึกของเขาเหลือเกิน ความรับรู้แทบจะถูกพลิกคว่ำสิ้น
และในขณะนี้เองเขาตระหนักถึงสิ่งหนึ่งในที่สุด
เขามักจะมองว่าลูเยียเป็นเพียงคนรุ่นหลังที่ต้องปกป้องและสั่งสอนจากเขามาตลอด แต่การรับรู้เกี่ยวกับคนรุ่นหลังผู้นี้กลับตื้นเขินเกินไป และผิวเผินเกินไปด้วย!
ด้วยรากฐานอันแข็งแกร่งของเผ่าปีศาจปีศาจนั้น ต่อให้พวกเขามีแผนการร้ายแอบแฝง พวกเขาก็ไม่มีทางประจบเอาใจลูเยียถึงขนาดนี้ อีกทั้งยังยินดีทำงานให้ลูเยียด้วยความเต็มใจ
ทุกอย่างบ่งชี้ได้อย่าเดียวว่าในตัวลูเยียจะต้องมีความลับที่ผู้อื่นไม่ล่วงรู้ ซึ่งเพียงพอจะทำให้เผ่าปีศาจปีศาจต้องทำถึงเพียงนี้!
ในขณะนั้นเองมีทหารรักษาการคนหนึ่งรีบร้อนเข้ามารายงานข่าวด้วยเสียงเบาที่ข้างหูของเติงเทียน หลังจากฟังเสร็จเติงเทียนก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “เชิญเขาเข้ามาเถิด”
จากนั้นเติงเทียนก็หันไปเอ่ยกับลูเยียว่า “ท่านใต้เท้าลูยังจำเชียงหลิวเฟิงได้หรือไม่?”
ลูเยียพยักหน้า
เติงเทียนตบขาตัวเองที่หนึ่ง “เจ้าเด็กนี่ช่างมีวาสนาสูงส่งนัก ถึงกับไม่ตายในบริเวณหุบเหวโลหิตสายฟ้าเข้าเสียก่อน เก็บผลทองคำโลหิตหงส์หนึ่งผลจากต้นชิงถงศักดิ์สิทธิ์มาได้จริงๆ!”
เพิ่งจะสิ้นคำกล่าวก็เห็นด้านนอกตำหนักใหญ่มีชายคนหนึ่งกับลาหนึ่งตัวเดินเข้ามา ปรากฏว่าเป็นเชียงหลิวเฟิงจากตระกูลเชียงหลิวแห่งเผ่าโบราณและผู้พิทักษ์ของเขาลาสีดำ
เมื่อเห็นลูเยีย เชียงหลิวเฟิงก็ไม่สนใจสายตาของทุกคนที่นั่งอยู เขาคุกเข่าลงกับพื้นเสียงดังตุบ
“ข้าผู้มีความผิดเชียงหลิวเฟิง โชคดีที่ไม่ทำให้ท่านผิดหวัง ได้เก็บผลทองคำโลหิตหงส์มาให้ท่านผู้อาวุโสลูแล้ว หวังว่าท่านจะรับไปด้วยความยินดี!”
กล่าวจบเขาก็ประคองกล่องหยกสีดำออกมาด้วยสองมือ
ที่น่าขันที่สุดคือลาสีดำตัวนั้นก็หมอบเขาทั้งสี่ลงกับพื้น ก้มศีรษะลงต่ำอย่างนอบน้อมเช่นกัน ผู้คนจากเผ่าปีศาจปีศาจต่างมองหน้ากันด้วยสายตาประหลาด พวกเขาคงเดาได้ว่าเหตุใดบุตรหลานตระกูลสูงศักดิ์อย่างเชียงหลิวเฟิงจึงยอมสละศักดิ์ศรีและหน้าตามาคุกเข่าโขกศีรษะเช่นนี้
เบื้องหลังต้องเป็นคำสั่งกำชับจากตระกูลเชียงหลิวแห่งเผ่าโบราณอย่างแน่นอน!
บรรพชนซิงหลินถึงกับมีอาการงงงวยไปหมดแล้ว รู้สึกว่าสมองไม่พอใช้งาน สีหน้าสับสนนี่มันเป็นเรื่องราวอันใดกันอีกเล่า?