บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 221 ชิงชิวเหยาเยว่
บทที่ 221 ชิงชิวเหยาเยว่
“คนยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?”
ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม บรรพชนหลิงเจินเอ่ยถามขึ้น
“ยังมีชีวิตอยู่ขอรับ!”
“ได้ไปทวงถามตัวคนจากเผ่าปีศาจชิงชิวแล้วหรือยัง?”
“ทวงถามไปแล้ว ทว่าถูกปฏิเสธกลับมาขอรับ!”
ผู้ที่มารายงานข่าวคือชายวัยกลางคนร่างกำยำผู้หนึ่ง
เขากล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เผ่าปีศาจชิงชิวบอกว่า หากต้องการตัวคนกลับคืนย่อมได้ แต่จะต้องให้ท่านบรรพชนเดินทางไปพบด้วยตนเอง และต้องคุกเข่าอ้อนวอนพวกมันด้วยขอรับ”
ปัง!
เติงเทียนฟาดฝ่ามือบนโต๊ะหยกตรงหน้าจนแตกละเอียด “เผ่าปีศาจชิงชิวนี่คือการหาเรื่องตายชัด ๆ!”
ใบหน้าของผู้อาวุโสเผ่าปีศาจปี้ฟางเหล่านั้นต่างก็ดูไม่สู้ดีนัก
บรรพชนหลิงเจินถอนหายใจ “พวกเขากำลังฉวยโอกาสนี้หาเรื่อง ตั้งใจกลั่นแกล้งพวกเราโดยเฉพาะ!”
กล่าวจบ เขาก็อธิบายสาเหตุให้ลู่เยี่ยฟัง
เผ่าปีศาจปี้ฟางและเผ่าปีศาจชิงชิวต่างก็เป็นหนึ่งในขุมกำลังชั้นยอดของเหล่าเผ่าปีศาจในเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่
และทั้งสองเผ่ากลับมีหนี้เลือดต่อกันมาอย่างยาวนาน ต่างฝ่ายต่างเป็นศัตรูกัน ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้
หลังจากฟังจบ ลู่เยี่ยก็เอ่ยว่า “พูดแบบนี้ เหตุผลที่พวกเขาไม่ยอมปล่อยคน ก็เพียงเพราะเกลียดชังเผ่าปีศาจปี้ฟางเท่านั้นหรือ?”
บรรพชนหลิงเจินพยักหน้า กล่าวอย่างเสียใจ “ผู้เฒ่าก็ไม่คาดคิดว่า สหายเต๋าเหวินอวิ๋นผู้นั้นจะตกอยู่ในมือของเผ่าปีศาจชิงชิวได้”
ทันใดนั้น แววตาของบรรพชนหลิงเจินก็มีประกายเย็นเยียบวูบผ่านในดวงตา ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้มต่ำว่า “แต่ ผู้เฒ่าขอรับประกันกับท่านใต้เท้าลู่ว่า เผ่าของพวกเราจะไม่เสียดายทรัพยากรหรือต้นทุนใด ๆ จะต้องช่วยสหายเต๋าเหวินอวิ๋นกลับมาให้จงได้!”
เขาลุกขึ้นยืน “ผู้เฒ่าจะเดินทางไปยังเผ่าปีศาจชิงชิวด้วยตนเองเดี๋ยวนี้!”
“พวกเรายินดีติดตามท่านบรรพชน ออกรบถล่มเผ่าปีศาจชิงชิวด้วยคนขอรับ!”
บรรดาผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ในที่นั้นต่างลุกขึ้นพร้อมกัน บรรยากาศเต็มไปด้วยไอสังหาร
เรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งของท่านใต้เท้าลู่ หากทำพลาด จะไปรายงานกับท่านใต้เท้าลู่ได้อย่างไร?
“ข้าจะไปกับพวกท่านด้วย”
ลู่เยี่ยลุกขึ้นยืน
เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันถึงความปลอดภัยของบรรพชนเหวินอวิ๋น ลู่เยี่ยย่อมไม่อาจวางเฉยได้
“ท่านใต้เท้าลู่ เรื่องเพียงเท่านี้เหตุใดต้องถึงมือท่านด้วยเล่า? เผ่าปีศาจชิงชิวมิคู่ควรแม้แต่น้อย!”
เติงเทียนเอ่ยปากเกลี้ยกล่อม
ลู่เยี่ยส่ายหน้าเบา ๆ “อย่าเกลี้ยกล่อมอีกเลย ข้าไม่อยากให้พวกท่านต้องทำสงครามกับเผ่าปีศาจชิงชิวเพียงเพราะเรื่องของบรรพชนเหวินอวิ๋นแห่งสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ของข้า แม้จะเสียค่าใช้จ่ายน้อยเพียงใดก็ไม่ใช่สิ่งที่ข้าปรารถนา”
บรรพชนหลิงเจินกล่าวอย่างเคร่งขรึม “เช่นนั้นก็ต้องรบกวนท่านใต้เท้าลู่แล้ว!”
ลู่เยี่ยกล่าว “ยามนี้ยังไม่ถึงเวลาต้องใช้กำลังหักหาญ ครานี้ให้เพียงท่านกับข้าเดินทางไปพร้อมกันก็พอแล้วดีหรือไม่?”
บรรพชนหลิงเจินชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็รีบตอบตกลงอย่างรวดเร็ว
ในเมื่อมีท่านใต้เท้าลู่ร่วมทางไปด้วย ก็ไม่จำเป็นต้องพาคนไปมากมายจริง ๆ
“ท่านใต้เท้า ข้าก็ไปได้เช่นกันนะ!”
อีกาหัวขาวตบถุงถุงผ้าเล็ก ๆ ที่สะพายอยู่บนตัว
ลู่เยี่ยส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ไม่จำเป็น เจ้าอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนท่านบรรพชนซิงหลินเถิด”
การเดินทางของเขาในครั้งนี้เพื่อไปเจรจา
อย่างไรเสียบรรพชนเหวินอวิ๋นถูกอีกฝ่ายจับตัวไปเป็นตัวประกัน การช่วยคนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
หากเจรจาไม่สำเร็จ เมื่อนั้นค่อยลงมือก็ยังไม่สาย
วันนั้น ลู่เยี่ยและบรรพชนหลิงเจินออกเดินทางจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์เทียนหงด้วยกัน
……
“ความสัมพันธ์ระหว่างบรรพชนเหวินอวิ๋นกับท่านใต้เท้าลู่สนิทกันมากหรือ”
อีกาหัวขาวถาม
ในเมื่อลู่เยี่ยสั่งให้มันอยู่เป็นเพื่อนบรรพชนซิงหลิน มันย่อมไม่กล้าละเลย คิดจะหาเรื่องสนทนาเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับบรรพชนซิงหลินไว้
บรรพชนซิงหลินส่ายหน้า “ลู่เยี่ยเพิ่งเข้าสำนักได้เพียงไม่กี่เดือน และยังไม่เคยพบหน้าท่านบรรพชนเหวินอวิ๋นเลยด้วยซ้ำ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อีกาหัวขาวและเติงเทียนต่างก็รู้สึกตกตะลึง
เดิมทีเขาคิดว่าบรรพชนเหวินอวิ๋นเป็นคนที่ท่านใต้เท้าลู่ให้ความสำคัญมาก ถึงขนาดเดินทางมาเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ด้วยตัวเอง เพื่อขอความช่วยเหลือจากพวกเขา
แต่ดูเหมือนว่าเรื่องราวจะไม่ใช่อย่างนั้นเลย!
“แปลกนัก พวกท่านสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ได้รับมิตรภาพจากท่านใต้เท้าลู่มาได้อย่างไรกัน?”
เติงเทียนก้าวไปข้างหน้าแล้วถามด้วยความอ่อนน้อม
ทำไมสำนักฝึกฝนธรรมดา ๆ ในโลกมนุษย์ถึงได้รับการดูแลเอาใจใส่จากท่านใต้เท้าลู่ผู้เป็นเหมือนเทพเซียนเช่นนี้?
เรื่องนี้ต้องมีเหตุผลเบื้องหลังเป็นแน่!
บรรพชนซิงหลินรู้สึกขัดเขินขึ้นมาในทันที เกาหัวแกรก ๆ ในใจยิ่งรู้สึกละอายยิ่งนัก
ในตอนแรก เขาคิดว่าการให้ลู่เยี่ยออกหน้าช่วยเหลือสำนักนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามหลักการฟ้าดินอยู่แล้ว
เพราะอย่างไรเสีย ลู่เยี่ยก็เป็นศิษย์ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์
แต่ตอนนี้ บรรพชนซิงหลินถึงได้ตระหนักว่า ตนเองช่างคิดง่ายเกินไป!
และจนถึงตอนนี้ เขาก็ยังรู้สึกสับสนมาก
ด้วยความสามารถและเส้นสายที่ลู่เยี่ยแสดงออกมา เหตุใดเขาจึงยอมลดตัวฝึกฝนที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์?
และเหตุใดจึงต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจทำเรื่องต่าง ๆ ให้กับสำนักโดยไม่ปริปากบ่นเลย?
“หากท่านไม่ประสงค์จะบอกก็ไม่เป็นไร”
เติงเทียนรีบกล่าว “ความลับของท่านใต้เท้าลู่ ก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะสามารถสืบเสาะได้”
บรรพชนซิงหลินถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ไม่ปิดบังทุกท่าน ก่อนหน้านี้ข้าไม่รู้เลยว่าลู่เยี่ยมีความสามารถมากมายถึงเพียงนี้ ตลอดมาข้ามักจะเห็นเขาเป็นเพียงคนรุ่นหลังที่อายุน้อยของสำนักเท่านั้น…”
สายตาของทุกคนเริ่มดูแปลกไป ทว่าพวกเขาก็เข้าใจได้
ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เมื่อแรกพบกับท่านใต้เท้าลู่ ใครเล่าจะรู้ว่านี่คือผู้ที่มีความสามารถเทียบเท่าเทพเซียน?
“หากจะกล่าวถึงเหตุผลที่ลู่เยี่ยพำนักอยู่ที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์…”
บรรพชนซิงหลินกล่าวว่า “บางทีอาจเกี่ยวข้องกับศิษย์ในสำนักของพวกเราฉินชิงหลี นางคือคู่หมั้นของลู่เยี่ย”
ฉินชิงหลี!
คู่หมั้น!
ทุกคนพลันเข้าใจขึ้นมาทันที นี่ก็นับว่าเป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้ว
อาจู่พลันกล่าวขึ้นว่า “บรรพชนซิงหลิน ข้ามีประโยคหนึ่งไม่ทราบว่าควรพูดหรือไม่ควรพูด”
“เชิญกล่าวมาเถิด”
“ในเมื่อท่านใต้เท้าของข้าเลือกที่จะชอบการเก็บงำประกายเช่นนี้ เช่นนั้นก็ควรปล่อยให้เป็นไปตามเจตนาของท่านใต้เท้าเถิด อย่าได้เปิดเผยออกมาเป็นอันขาด”
อาจู่กล่าว “มิเช่นนั้น ข้าเกรงว่าท่านใต้เท้าคงไม่อาจอยู่ในสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ต่อไปได้”
ทุกคนต่างพากันพยักหน้าเห็นพ้อง
มังกรแท้ในตำนานนั้น สามารถขยายใหญ่ได้และหดเล็กได้ สามารถปรากฏกายขึ้นหรือซ่อนกายได้ ยามยิ่งใหญ่ก็ก่อเมฆพ่นหมอก ยามเล็กก็ซ่อนกายอำพรางรูป ยามทะยานก็เหินเวหาในห้วงจักรวาล ยามซ่อนเร้นก็ซ่อนตัวอยู่ใต้เกลียวคลื่นมหาสมุทร
ในสายตาของพวกเขา ลู่เยี่ยก็เปรียบเสมือนมังกรแท้
และในเวลานี้ก็เป็นเพียงการซ่อนตัวในหมู่ชาวบ้านและเล่นสนุกในโลกมนุษย์เท่านั้น
บรรพชนซิงหลินพลันเข้าใจแจ่มแจ้ง กล่าวว่า “สหายกล่าวได้ถูกต้อง ข้าจะจดจำไว้ในใจอย่างแน่นอน!”
……
ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ล้อมจันทร์
เป็นสถานที่ตั้งของดินแดนบรรพบุรุษของเผ่าปีศาจชิงชิว ตั้งอยู่ในเขตต้องห้ามแห่งหนึ่งในเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่
“ข้าขอถามเจ้า เหตุใดเผ่าปีศาจปี้ฟางถึงต้องช่วยผู้ฝึกดาบอย่างเจ้าที่มาจากโลกมนุษย์ด้วย?”
น้ำเสียงสตรีที่ทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยเสน่ห์ดังขึ้นภายในคุกมืดที่อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวโลหิต
บรรพชนเหวินอวิ๋นพยายามเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก พบกับใบหน้าที่งดงามยวนตาหยาดเยิ้ม
เขาจำได้ในแวบแรกว่า นี่คือประมุขเผ่าปีศาจชิงชิวที่มีนามว่า ‘ชิงชิวเหยาเยว่’
“เผ่าปีศาจปี้ฟางหรือ? ข้าไม่รู้จัก”
บรรพชนเหวินอวิ๋นส่ายหน้า
เพียงแค่การส่ายหน้าเล็กน้อยเช่นนั้น ก็ทำให้โซ่ตรวนบนร่างเขาส่งเสียงกระทบกันครืนครืน
เห็นได้ชัดว่าร่างผอมซูบของเขาถูกโซ่สีดำแทงทะลุ ตรึงไว้เป็นชั้น ๆ ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย บนโซ่ขนาดเท่าหัวแม่มือนั้นเต็มไปด้วยคราบเลือดที่ชวนให้แสบตา
บรรพชนเหวินอวิ๋นส่งเสียงครางในลำคอ ใบหน้าเต็มไปด้วยความทรมาน “พวกเจ้าจะทรมานข้าไปถึงเมื่อใด? เหตุใดไม่สังหารข้าให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปเสีย?”
เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
นับตั้งแต่ถูกคุมขังอยู่ในคุกใต้ดินแห่งนี้ เขาต้องเผชิญกับทัณฑ์ทรมานนานัปการ ถูกทรมานจนมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตายไปเสียยังจะดีกว่า
“หากไม่รู้จักเจ้า แล้วเหตุใดพวกเขาจึงต้องมาช่วยเจ้าโดยไร้สาเหตุ?”
ที่ด้านนอกคุก แววตาของชิงชิวเหยาเยว่เย็นชาดุจน้ำแข็ง “แต่ทว่า เรื่องนั้นไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว ถึงแม้ว่าเง็กเซียนฮ่องเต้จะมาด้วยตัวเอง ก็ช่วยเจ้าออกไปไม่ได้หรอก!”
กล่าวจบ นางก็หมุนตัวจากไป
เบื้องหลังในคุกใต้ดินที่มืดมิดนั้น ได้ยินเสียงตะโกนอย่างปวดร้าวของบรรพชนเหวินอวิ๋น
“เจ้าอย่าเพิ่งไป! หว่านเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง? เจ้าขังนางที่ใดกันแน่? ข้าอยากพบนาง ข้าอยากพบนาง!”
ตั้งแต่ต้นจนจบ ชิงชิวเหยาเยว่ไม่เคยสนใจเลย
ทันทีที่เดินออกจากคุกใต้ดิน ก็มีคนรีบร้อนมารายงานว่า
“เรียนท่านประมุขเผ่า บรรพชนหลิงเจินจากเผ่าปีศาจปี้ฟางมาถึงแล้วขอรับ! ระบุชื่อต้องการพบท่านและบรรพชนเสวี่ยอวี่ขอรับ”
ชิงชิวเหยาเยว่รู้สึกประหลาดใจมาก “เจ้าเฒ่าหลิงเจิน? เขาเดินทางมาด้วยตนเอง หรือว่าจะมาเพื่อช่วยเหวินอวิ๋นผู้ฝึกดาบจากสำนักกระบี่เก้าสวรรค์จริง ๆ?”
หลังจากนั้นไม่นาน ชิงชิวเหยาเยว่พลันเหยียดยิ้มเย็น “ก็ดี ข้าจะไปพบคนเฒ่าผู้นั้นเสียหน่อย!”