บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 226 ความรักระหว่างคนและจิ้งจอก
บทที่ 226 ความรักระหว่างคนและจิ้งจอก
รัศมีเซียนเจิดจ้าสาดส่องไปทั่วขุนเขาและสายน้ำ
เมื่อได้ยินคำพูดของลู่เยี่ย เหล่าเงาร่างพร่าเลือนที่ดูประดุจเทพเซียนจึงค่อยๆ ยืดกายขึ้น แล้วหันมองไปยังภูเขาศักดิ์สิทธิ์ชิงชิว
ในชั่วพริบตา บรรพชนเสวี่ยอวี่พลันตระหนักถึงลางร้าย นางแผดเสียงตะโกน “ช้าก่อน! ข้ามีเรื่องจะกล่าว”
ทว่ายามนี้สายเกินไปเสียแล้ว
ชายในชุดคลุมขนหงส์ที่ที่เป็นผู้นำพลันยกมือขึ้นกดลงเบา ๆ
ตูม!
รัศมีเซียนม้วนตัวเข้าหากัน รวมตัวกันเป็นมือใหญ่ยักษ์ที่ปิดบังท้องฟ้า กระหน่ำฟาดลงอย่างรุนแรง
ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ชิงชิวเป็นที่กล่าวขานว่าสูงใหญ่แข็งแกร่ง และถูกปกคลุมด้วยค่ายกลที่ปกป้องภูเขา
แต่ภายใต้ฝ่ามือนี้ ค่ายกลปกป้องภูเขาพลันแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ และพังทลายลงในพริบตา
ไม่เพียงเท่านั้น ทั่วทั้งเทือกภูเขาศักดิ์สิทธิ์ชิงชิวที่สูงหมื่นจั้งก็กำลังยุบตัวและพังทลายลงมา ฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่วทุกสารทิศ
เสียงระเบิดดังสะเทือนฟ้า กระแสแห่งการทำลายล้างแผ่ซ่านออกไปราวกับเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่
“สะกด!”
เงาร่างของสตรีโฉมงามที่ดูพร่าเลือนอีกนางหนึ่งก็ลงมือบ้าง นางวาดนิ้วร่ายเคล็ดวิชา แล้วชี้นิ้วลงไปยังความว่างเปล่า
ท่ามกลางเศษซากปรักหักพังของภูเขาศักดิ์สิทธิ์ชิงชิวที่กำลังถล่มลงมา บรรพชนเสวี่ยอวี่ ชิงชิวเหยาเยว่และเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายต่างถูกอักขระเซียนลึกลับจากรัศมีเซียนเข้าพันธนาการไว้ ไม่สามารถขยับตัวได้!
เงาร่างพร่าเลือนอีกร่างหนึ่งก็ลงมือ ทำท่าคว้าจากระยะไกล
ในชั่วขณะถัดมา ร่างของบรรพชนเสวี่ยอวี่และอีกหลายสิบคนก็ร่วงหล่นลงมาเบื้องหน้าของลู่เยี่ย
พวกเขาทุกคนถูกรัศมีเซียนพันธนาการร่างกายจนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ล้มทรุดอยู่บนพื้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
“ไป!”
ชายในชุดคลุมขนหงส์ที่ลงมือคนแรกสะบัดมือ
ฝ่ามือยักษ์ที่บดบังท้องฟ้าพลันเปลี่ยนรูปกลายเป็นกรงขัง เข้ากดทับล้อมรอบภูเขาศักดิ์สิทธิ์ชิงชิวไว้ทุกทิศทาง
นั่นหมายความว่า สมาชิกเผ่าปีศาจชิงชิวคนอื่น ๆ ไม่มีทางหนีรอดไปได้อีกต่อไป
การต่อสู้สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา!
กลุ่มเงาร่างที่ประดุจเทพเซียนเหล่านั้น มีเพียงสามคนที่ลงมือ ทั้งยังประสานงานกันได้อย่างไร้ที่ติ และกระทำได้อย่างง่ายดายราวกับดีดนิ้ว
เฮือก!
เหล่าบรรพชนที่เหลือต่างพากันสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวเหน็บ
ในชั่วพริบตาเดียว ค่ายกลป้องกันภูเขาอันยิ่งใหญ่ถูกทำลายลง ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ชิงชิวพังทลายย่อยยับ บรรพชนเสวี่ยอวี่และบรรดาผู้อาวุโสของเผ่าปีศาจชิงชิวทั้งหมดต่างถูกสยบและถูกจับกุม กลายเป็นนักโทษในพริบตา!
ใครจะไม่ตกใจกันเล่า?
และใครจะคาดคิดถึงผลลัพธ์เช่นนี้?
หากเงาร่างพร่าเลือนที่ประดุจเทพเซียนเหล่านั้นลงมือพร้อมกันทั้งหมด จะน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงใดกัน?
หากพวกเขามุ่งเป้าไปที่เผ่าของตนเองบ้าง พวกเขาจะจัดการได้ง่ายดายเช่นนี้หรือไม่?
เพียงแค่คิด บรรดาบรรพชนต่างก็รู้สึกสันหลังเย็นวาบ จิตวิญญาณสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
เมื่อลู่เยี่ยเห็นภาพนี้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ คนเหล่านี้เป็นเพียงวิญญาณผู้ล่วงลับเท่านั้น ซ้ำยังถูกกักขังมานานนับไม่ถ้วนปี แต่กลับยังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้!
แล้วยามที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ จะแข็งแกร่งเพียงใดกัน?
“ท่านผู้อาวุโสลู่ต้องการให้พวกเราช่วยจัดการคนพวกนี้หรือไม่?”
ชายในชุดคลุมขนหงส์เอ่ยถามอย่างนอบน้อม
ทั่วทั้งบริเวณเงียบสงัด ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่ลู่เยี่ย
แตกต่างจากก่อนหน้านี้ สายตาของทุกคนล้วนเปลี่ยนไปแล้ว
“ไม่จำเป็น”
ลู่เยี่ยส่ายหน้าเล็กน้อย พลางก้มมองชิงชิวเหยาเยว่ที่ทรุดนั่งอยู่กับพื้น
“ถ้อยคำที่ข้ากล่าวไว้ก่อนจากไปเมื่อวาน ดูท่าเจ้าจะไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย”
น้ำเสียงของลู่เยี่ยเรียบเฉย “ตอนนี้ ชีวิตความเป็นความตายของเผ่าปีศาจชิงชิวขึ้นอยู่กับความคิดเพียงวูบเดียวของเจ้าแล้ว จงตัดสินใจเสียเถิด”
ชิงชิวเหยาเยว่ตัวสั่นเทิ้มไปทั่วร่าง ใบหน้าอันงดงามซีดเผือด นางเอ่ยว่า “หาก…หากข้าปล่อยตัวเหวินอวิ๋น ท่านผู้อาวุโสจะให้โอกาสเผ่าของข้ามีชีวิตรอดได้หรือไม่”
บรรพชนหลิงเจินตวาดด้วยความโกรธ “ยังกล้าต่อรองอีกหรือ รนหาที่ตายแท้ ๆ!”
ใบหน้าชิงชิวเหยาเยว่ถอดสี เอ่ยอย่างขมขื่น “เผ่าของข้าตกต่ำถึงเพียงนี้แล้ว ไหนเลยจะกล้าต่อรองอะไรอีก ยามนี้เพียงหวังขอโอกาสมีชีวิตรอดเพียงสายหนึ่งเท่านั้น…”
ทันใดนั้น ประมุขเผ่าปีศาจชิงชิวผู้นี้ก็ทรุดลงอย่างหมดสภาพ ร้องไห้อย่างเจ็บปวดว่า “ทั้งหมดเป็นความผิดของข้า ข้าไม่ควรเห็นแก่ตัวจนทำให้ทั้งเผ่าต้องลำบาก”
“ไม่ควรรังแกเหวินอวิ๋น และกักขังเขาไว้ในเผ่าของข้า”
“ยิ่งไปกว่านั้น ข้าไม่ควรเพิกเฉยต่อถ้อยคำของท่านผู้อาวุโสเมื่อวาน จนนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมในวันนี้!”
“ท่านผู้อาวุโส ข้าขอร้องท่าน สังหารข้าเพียงผู้เดียวก็ได้ ทว่าโปรดเมตตาละเว้นเผ่าของข้าด้วยเถิด!”
น้ำเสียงนั้นช่างเศร้าสร้อยและเต็มไปด้วยการอ้อนวอน
ในขณะนั้นเอง ทางด้านภูเขาศักดิ์สิทธิ์ชิงชิวพลันมีคนร้องตะโกนอย่างร้อนรน “ปล่อยท่านแม่ข้าไปเถิด! ข้า… ข้านำท่านพี่เหวินอวิ๋นมาด้วยแล้ว!”
ลู่เยี่ยเงยหน้ามองไป พบว่าท่ามกลางซากปรักหักพังของภูเขาศักดิ์สิทธิ์ชิงชิว มีบุรุษและสตรีคู่หนึ่งปรากฏกายขึ้น
สตรีผู้นั้นร้องไห้น้ำตานองหน้า ท่าทางร้อนใจยิ่งนัก
ส่วนบุรุษผู้นั้นผมเผ้ายุ่งเหยิง ทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผลเลือดอาบ
ลู่เยี่ยเคยเห็นภาพวาดของบรรพชนเหวินอวิ๋นมาก่อน จึงจำได้ทันทีว่าชายผู้นั้นคือบรรพชนเหวินอวิ๋น
“ให้พวกเขาทั้งสองเข้ามา”
ลู่เยี่ยสั่งการ
ชายในชุดคลุมขนหงส์โบกมือคราหนึ่ง บุรุษและสตรีคู่นั้นก็มาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าลู่เยี่ยทันที
สตรีผู้นั้นโผเข้ากอดชิงชิวเหยาเยว่พลางร้องไห้โฮ
บรรพชนเหวินอวิ๋นมีสีหน้าตกใจและสงสัย “ข้าได้ยินว่ามีคนจะมาช่วยข้า หรือว่า… จะเป็นพวกท่าน?”
ลู่เยี่ยนวดขมับตนเองเบา ๆ เห็นได้ชัดว่าบรรพชนเหวินอวิ๋นไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเลย
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังไม่ล่วงรู้เลยว่าตนเองเป็นใคร…
นี่มันยุ่งยากที่จะอธิบายเสียแล้ว
ลู่เยี่ยส่งเสียงกระแสจิตไปหาบรรพชนหลิงเจิน “ทำให้เขาสลบแล้วพาเขาไป รอให้กลับไปก่อนค่อยอธิบายให้เขาฟัง”
บรรพชนหลิงเจิน “???”
แม้จะไม่เข้าใจความหมาย ทว่าเขาก็ยังคงกัดฟันทำตามคำสั่งนั้น
ลู่เยี่ยรู้สึกพอใจยิ่งนัก
แต่ในชั่วขณะนั้น เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
สตรีที่กำลังกอดชิงชิวเหยาเยว่ร้องไห้อยู่นั้น พลันพุ่งเข้ามาราวกับคนเสียสติ ปากก็ร้องตะโกนเสียงดัง “ปล่อยสามีของข้าเถิด ได้โปรดละเว้นสามีของข้าด้วย!”
สามีหรือ?
ลู่เยี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น?
หรือว่าสตรีผู้นี้ได้ร่วมเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกับบรรพชนเหวินอวิ๋นไปแล้ว?
ในขณะที่ความคิดกำลังหมุนวน ลู่เยี่ยจึงเอ่ยขึ้นว่า “บรรพชนหลิงเจิน ท่านพาคนอื่น ๆ ออกไปก่อน ข้าจะขอสนทนากับเผ่าปีศาจชิงชิวเพียงลำพัง”
“รับทราบ!”
บรรพชนหลิงเจินและเหล่าบรรพชนต่างพากันหมุนตัวเดินจากไปทันที
ไม่มีผู้ใดกล้าขัดคำสั่งแม้แต่คนเดียว
“พวกเจ้าเองก็กลับไปได้แล้ว”
ลู่เยี่ยเหลือบตามองไปยังชายในชุดคลุมขนหงส์และคนอื่น ๆ
“น้อมรับโองการศักดิ์สิทธิ์ของท่านผู้อาวุโส!”
ชายในชุดคลุมขนหงส์และคนอื่น ๆ กลายเป็นรัศมีเซียนสายหนึ่ง แล้วเลือนหายเข้าไปในภาพหลอมรวมวิถีเทียนจิ้น
ในขณะนี้เอง พลังพันธนาการบนร่างของบรรพชนเสวี่ยอวี่และชิงชิวเหยาเยว่รวมถึงคนอื่น ๆ ได้สลายไปหมดแล้ว พวกนางได้รับอิสรภาพอีกครั้ง
แต่กลับไม่มีใครกล้าลุกขึ้น!
แม้ว่าเงาร่างพร่าเลือนที่ประดุจเทพเซียนและเหล่าบรรพชนเหล่านั้นจะไม่ได้อยู่ในที่นี้แล้ว และในที่แห่งนี้เหลือเพียงลู่เยี่ยแค่คนเดียว
ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเคลื่อนไหวโดยไม่คิดให้รอบคอบ!
“เล่ามาเถิด เรื่องราวระหว่างท่านบรรพชนหวินอวิ๋นกับพวกเจ้าเผ่าปีศาจชิงชิวเป็นมาอย่างไรกันแน่?”
ลู่เยี่ยกล่าว “คำตอบของพวกเจ้าจะเป็นตัวตัดสินความเป็นความตายของพวกเจ้าเอง”
หนึ่งชั่วยามผ่านไป
ลู่เยี่ยยืนอึ้งตะลึงอยู่ตรงนั้น สีหน้าบ่งบอกถึงความรู้สึกอันซับซ้อน ในที่สุดเขาก็เข้าใจถึงต้นสายปลายเหตุทั้งหมด
กล่าวโดยสรุปคือ ท่านบรรพชนหวินอวิ๋นที่ออกเดินทางท่องเที่ยวไปหลายปีนี้ แท้จริงแล้วเขาวนเวียนอยู่ในเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่มาโดยตลอด
เขาได้บังเอิญพบกับบุตรสาวของประมุขเผ่าปีศาจชิงชิวนามว่าชิงชิวหว่านเอ๋อร์ ทั้งสองมีใจตรงกันและตัดสินใจจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันโดยไม่สนกฎเกณฑ์ของเผ่า
นอกจากนั้น ชิงชิวหว่านเอ๋อร์ยังตั้งครรภ์อีกด้วย!
เรื่องนี้ย่อมสร้างความขุ่นเคืองให้แก่เผ่าปีศาจชิงชิวอย่างยิ่ง จึงได้จับตัวบรรพชนเหวินอวิ๋นมาขังไว้
ช่างเป็นเรื่องน้ำเน่ายิ่งนัก
นี่ไม่ต่างจากนิยายพื้นบ้านทั่วไปที่ผู้ฝึกดาบได้พบรักกับนางจิ้งจอกผู้เลอโฉม จากนั้นก็เกิดสายฟ้าฟาดกลางใจ ยอมทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้ครองคู่กัน…
เพียงแต่ ลู่เยี่ยไม่เคยคิดเลยว่า ‘ความรักระหว่างมนุษย์กับจิ้งจอก’ อันแสนน้ำเน่าเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับบรรพชนเหวินอวิ๋น
ไม่น่าแปลกใจเลยที่เผ่าปีศาจชิงชิวจะโกรธถึงเพียงนั้น ยอมเสี่ยงสู้จนถึงที่สุด แต่ไม่ยอมส่งคนกลับมา
ใครจะไม่โกรธล่ะ ในเมื่อผู้ฝึกดาบผู้นี้ทำให้บุตรสาวของประมุขเผ่าท้องป่องไปเสียแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้ลู่เยี่ยจะเข้าใจ แต่ในด้านจุดยืน เขายังคงอยู่ข้างสำนักกระบี่เก้าสวรรค์อยู่ดี
เขามาที่นี่เพื่อช่วยคน
ไม่ได้มาแบ่งแยกว่าใครถูกใครผิด
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวานเขาก็ได้แสดงท่าทีสุภาพเพียงพอแล้ว
แม้กระทั่งวันนี้ที่มีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ เขาก็ไม่ได้กำจัดเผ่าปีศาจชิงชิวให้สิ้นซาก
ทุกอย่างนี้ก็เป็นเพราะการช่วยคนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และเขาก็ไม่อยากให้บรรพชนเหวินอวิ๋นต้องจบชีวิตลง
แต่ตอนนี้ลู่เยี่ยเพิ่งค้นพบว่า ตนเองคิดง่ายเกินไป!
‘หากยามนี้ข้าลงเผ่าปีศาจชิงชิวอย่างเด็ดขาด บรรพชนเหวินอวิ๋นจะคิดอย่างไร?’
ลู่เยี่ยขมวดคิ้ว
อย่างไรเสีย นี่ก็นับว่าเป็นบ้านแม่ยายของบรรพชนเหวินอวิ๋นเชียวนะ
และบุตรในครรภ์ของชิงชิวหว่านเอ๋อร์ก็ยังมีเลือดเนื้อเชื้อไขของบรรพชนเหวินอวิ๋นอยู่อีกด้วย!
‘มารดามันเถิด ช่างเป็นเรื่องเหลวไหลอะไรเช่นนี้..’
ลู่เยี่ยทอดถอนใจอย่างจนปัญญา ไม่รู้ว่าจะเริ่มวิจารณ์จากตรงใดดี
ทว่าครานี้เป้าหมายที่เขาต้องการยิงธนูครั้งเดียวได้นกสองตัว ก็นับว่าสำเร็จไปแล้วหนึ่งประการ
ส่วนเป้าหมายอีกประการหนึ่ง ยามนี้ก็นับว่าอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว