บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 227 ปราณดาบพุ่งทะยานใส่ภูเขาเทียนจิน
ครึ่งชั่วยามต่อมาลูเยี่ยและบรรพชนหลิงเจินพร้อมคณะออกเดินทาง มีบรรพชนเหวินอวินและชิงชิวหวานเอ๋อร์ร่วมเดินทางไปด้วย
“ผลลัพธ์เช่นนี้ท่านยอมรับได้หรือไม่?”
ระหว่างทางลูเยียเอ่ยถาม บรรพชนหลิงเจินยิ้มตอบว่า “มิใช่แค่พอใจ แต่ผูเฒ่าผู้นี้ดีใจจนเกินความคาดหมายไปไกลแล้ว!”
ก่อนหน้านี้ลูเยียได้ไว้ชีวิตเผ่าปีศาจชิงชิว
แต่เขากลับตั้งเงื่อนไขสามประการ ประการแรกต้องยอมสวามิภักดิ์ต่อเผ่าปีศาจปีศาจนับแต่นี้เป็นต้นไป ทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อยในเผ่าปีศาจชิงชิวต้องเชื่อฟังคำสั่งจากเผ่าปีศาจปีศาจ ประการที่สองห้ามเข้าไปแทรกแซงเรื่องของชิงชิวหวานเอ๋อร์และบรรพชนเหวินอวินอีก ประการที่สามต้องส่งมอบสมบัติตกทอดแห่งเทียนจิน
ซึ่งก็คือลูกธนูหักเปื้อนเลือดนั้น
การที่สามารถรักษาชีวิตไว้ได้ก็นับเป็นความเมตตาอันยิ่งใหญ่แล้ว เผ่าปีศาจชิงชิวจึงตอบตกลงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
บรรพชนหลิงเจินกล่าวว่า “ไม่ขอปิดบังท่านใต้เท้า พวกเราเผ่าปีศาจปีศาจต่อสู้กับเผ่าปีศาจชิงชิวมาหลายปี ผูเฒ่าเพิ่งจะรู้สึกสะใจเช่นนี้เป็นครั้งแรก! นี่ก็ต้องขอบคุณท่านใต้เท้าที่ยื่นมือเข้าช่วย ทำให้เผ่าของขาสามารถเชิดหน้าชูตาได้อีกครั้ง!”
ลูเยียพยักหน้า เช่นนี้ย่อมดีที่สุด เขาได้ช่วยบรรพชนเหวินอวินออกมาแล้ว ต่อไปไม่ว่าบรรพชนเหวินอวินจะไปไหนทำอะไรก็ไม่เกี่ยวข้องกับเขาอีกแล้ว สิ่งที่ทำให้ลูเยียเป็นกังวลอย่างแท้จริงคือเรื่องการเดินทางไปยังเมืองหลวงต้าเฉียน
‘หลังจากจัดการเรื่องราวเสร็จสิ้น ข้าจะออกเดินทางไปยังเมืองหลวงต้าเฉียนทันที’
ลูเยียตัดสินใจในใจ
ณ เบื้องหน้าภูเขาศักดิ์สิทธิ์ชิงชิวที่ตอนนี้กลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้ว
“ท่านบรรพชน ครั้งนี้เป็นเพราะข้าที่ทำให้เผ่าต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย ข้ายินดีจะชดใช้ความผิดด้วยชีวิต!”
ชิงชิวเหยาเยวคุกเข่าลงกับพื้น
“ดินแดนบรรพบุรุษถูกทำลาย ย่อมสร้างใหม่ได้ ขอเพียงคนยังไม่ตายก็เพียงพอแล้ว”
บรรพชนเสวียอวี้กล่าวเสียงเบา “วันนี้ท่านผู้อาวุโสลูได้แสดงความเมตตาปล่อยพวกเราไปแล้ว เหตุใดเจ้ายังต้องคิดสั้นอีกเล่า?”
ชิงชิวเหยาเยวกล่าวอย่างขมขื่น “แต่นับจากนี้ไปเผ่าของพวกเราจะต้องกลายเป็นเผ่าบริวารของเผ่าปีศาจปีศาจ ต้องทำตามคำสั่งพวกมันทุกอย่าง ค่าตอบแทนเช่นนี้…”
บรรพชนเสวียอวี้ส่ายหน้าพลางขัดจังหวะ “เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ในความเห็นของข้านี้ไม่เคยเป็นเรื่องเลวร้ายเสมอไป”
ชิงชิวเหยาเยวชะงักไป เหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างก็ไม่เข้าใจเช่นกัน
“พวกเจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ? การมีท่านผู้อาวุโสลูเป็นที่พึ่งย่อมเพียงพอจะทำให้เผ่าปีศาจปีศาจกวาดล้างเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ได้ทั้งหมด ไม่มีขุมอำนาจใดที่จะเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเขาได้!”
บรรพชนเสวียอวี้กล่าว “แม้ว่าท่านผู้อาวุโสลูจะจากไปในภายหลัง แต่ขอเพียงแคมีม้วนภาพนั้นอยู่ก็เพียงพอให้เผ่าปีศาจปีศาจมีอำนาจบารมีเหนือผู้อื่น!”
ในใจของทุกคนปรากฏภาพกลุ่มเงาร่างที่พร่าเลือนประดุจเทพเซียนเหล่านั้นขึ้นมา ต่างคนต่างสีหน้าเปลี่ยนไปและยังคงหวาดผวา
และบัดนี้การที่พวกเรายอมสวามิภักดิ์ต่อเผ่าปีศาจปีศาจ แม้จะดูเหมือนสูญเสียเกียรติและกลายเป็นเผ่าบริวาร แต่ก็เท่ากับว่าพวกเรามีที่พึ่งอันยิ่งใหญ่เช่นกัน
บรรพชนเสวียอวี้กล่าว “หากมองในระยะยาวเป็นเรื่องดีอย่างแน่นอน” ทุกคนดูเหมือนกำลังครุ่นคิด
“นอกจากนี้ในท้องของหวานเอ๋อร์มีบุตรของเหวินอวิน และเหวินอวินก็เป็นคนที่ท่านผู้อาวุโสลูให้ความสำคัญที่สุด”
บรรพชนเสวียอวี้กล่าวว่า “ในสถานการณ์เช่นนี้เพียงแค่นึกถึงหน้าตาของหวานเอ๋อร์และทารกในครรภ์ เผ่าปีศาจปีศาจก็คงไม่โหดร้ายกับเผ่าของพวกเรามากเกินไป”
นางหยุดชั่วครู่ก่อนจะกล่าวต่อว่า “แน่นอนว่าเหวินอวินสามารถรั้งอยู่กับเผ่าเราได้ย่อมดีที่สุด เมื่อมีเขาอยู่เผ่าปีศาจปีศาจยิ่งจะไม่กล้าปฏิบัติไม่ดีต่อพวกเรา”
ชิงชิวเหยาเยวถึงกับอึ้ง
นี่เรียกว่าโลกไม่จิรังหรืออย่างไร?
มิเช่นนั้นเหตุใดเพียงชั่วพริบตา บุตรสาวของนางกับเหวินอวินถึงได้กลายเป็นบุคคลล้ำค่าของเผ่าไปเสียได้?
ภูเขาศักดิ์สิทธิ์เทียนหง
“เหวินอวิน เจ้าช่างเป็นสัตว์เดรัจฉานใจมัวเมาในกามารมณ์! ทำให้พวกเราสำนักกระบี่เกาสวรรค์ขายหน้าจนหมดสิ้น!”
เสียงด่าทอด้วยความโกรธของบรรพชนซิงหลินดังก้องในตำหนักใหญ่
หลังจากรู้เรื่อง ‘ความรักระหว่างมนุษย์กับจิ้งจอก’ ของบรรพชนเหวินอวิน ทำให้เขาโกรธจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ บรรพชนเหวินอวินยืนอยู่ตรงนั้นไม่กล้าเอ่ยปากแม้แต่น้อย
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนทั้งสำนักเป็นห่วงเจ้ามากเพียงใด? และเพื่อช่วยเจ้าพวกเราได้ทุ่มเทความพยายามไปมากเพียงใด?”
บรรพชนซิงหลินโกรธจนดวงตาแทบจะพ่นไฟออกมา
“แต่เจ้ากลับมัวแต่ลุ่มหลงในความรัก ทั้งยังกล้าส่งจดหมายขอความช่วยเหลือ ทำไมไม่ตายเพราะความรักไปเสียเลยละ? ช่างเป็นความอัปยศของผู้ฝึกดาบอย่างแท้จริง!”
อาจารย์เติงเทียนและคนอื่นๆ ที่ยืนดูเรื่องสนุกอยู่ไม่ไกลนักต่างหัวเราะร่าอย่างขบขัน
บรรพชนหลิงเจินสมควรถูกด่าหรือไม่?
พูดยากนัก
เพราะว่าทุกคนมีจุดยืนที่แตกต่างกัน
แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่าหากครั้งนี้ไม่ใช่เพราะลูเยียออกหน้า ความรักระหว่างมนุษย์กับจิ้งจอกของบรรพชนเหวินอวินย่อมจบลงด้วยโศกนาฏกรรมอย่างแน่นอน!
ณ ตำหนักใหญ่อีกแห่งหนึ่ง
มีเพียงลูเยีย บรรพชนหลิงเจิน และบรรพชนอีกห้าคน
“ท่านผู้อาวุโสลู นี่คือสมบัติตกทอดแห่งเทียนจินจากเผ่าปีศาจเจินโฮวของข้า โปรดท่านช่วยพิจารณาด้วย!”
บรรพชนขงเชิ่งจากเผ่าปีศาจเจินโฮวก้าวออกมา ข้างหน้าใช้สองมือประคองหม้อดินเผาเก่าๆ ใบหนึ่งอย่างนอบน้อม ลูเยียนั่งอยู่หลังโต๊ะหยกรับหม้อดินเผามาแล้วกล่าวว่า “ท่านไปรออยู่ด้านข้างก่อนเถิด”
“ครับ!”
บรรพชนขงเชิ่งถอยไปด้านข้างอย่างว่าง่าย ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ กลัวว่าจะรบกวนลูเยีย
บรรพชนคนอื่นๆ ที่เห็นเช่นนั้นก็ไม่มีใครกล้าหัวเราะเยาะ ต่างพากันสำรวมท่าที ก้มหน้าก้มตาทำตัวเรียบร้อยกว่าใครเพื่อน
บรรพชนหลิงเจินรู้สึกทึ่งยิ่งนัก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกปีศาจเฒ่าเหล่านี้ต่างถูกเหตุการณ์ของเผ่าปีศาจชิงชิวข่มขวัญจนกระเจิง! พวกเขาต่างพากันลดความเย่อหยิ่ง ทำตัวเหมือนเด็กเรียบร้อยไม่กล้าเสียมารยาทต่อหน้าท่านใต้เท้าลูอีกต่อไป!
ชั่วครู่ต่อมา
ท่ามกลางแสงเซียนที่ไหลเวียน หม้อดินสีดำที่เก่าแก่และมีรอยแตกในมือขวาของลูเยียก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์ ภายในหม้อดินกลับมีพลังของแก่นต้นกำเนิดมหาวิถีอันลึกลับซ่อนอยู่!
เพียงแค่กลิ่นอายก็ทำให้เหล่าบรรพชนในที่นั้นถึงกับสะท้าน ดวงตาของแต่ละคนเริ่มเปล่งประกายร้อนแรง
มีเพียงบรรพชนขงเชิ่งที่รู้สึกผิดหวังบ้าง เขาคิดว่าภายในหม้อดินจะมีเงาร่างเลือนรางของเทพเซียนเช่นเดียวกัน
“เอาไปเถิด”
ลูเยียยื่นหม้อดินส่งให้
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโส!”
บรรพชนขงเชิ่งรีบเดินเข้ามาข้างหน้า เมื่อรับหม้อดินเผาก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า “ท่านผู้อาวุโส ขอบังอาจถามท่าน พลังต้นกำเนิดในหม้อดินเผานี้แท้จริงแล้วมีที่มาอย่างไรหรือ?”
ลูเยียตอบอย่างไม่ใส่ใจ “เป็นแก่นต้นกำเนิดมหาวิถีชนิดหนึ่งที่สามารถป้องกันหายนะเทียนจินได้ร้ายกาจมากทีเดียว”
“คืออะไรนะ?”
ภายในตำหนักใหญ่เกิดความวุ่นวายขึ้นทันที เหล่าบรรพชนมิใช่เพียงแค่อิจฉาอีกต่อไป แต่พวกเขากำลังอิจฉาจนตาร้อน!
ความผิดหวังในใจของบรรพชนขงเชิ่งมลายหายไปสิ้น เปลี่ยนเป็นความปรีดาอย่างยิ่ง ตลอดเวลาอันยาวนานที่ผ่านมาเคยเกิดหายนะมหาวิถีสามครั้งซึ่งทั้งหมดเกิดจากภูเขาเทียนจิน ทำให้เขตหวงห้ามลึกลับที่สี่มีผู้บาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วน และตอนนี้ด้วยพลังของแก่นต้นกำเนิดมหาวิถีในหม้อดินเผานี้ ทั่วทั้งเผ่าปีศาจเจินโฮวย่อมไม่ต้องกังวลว่าจะถูกทำลายจากหายนะมหาวิถีอีกต่อไป!
“ท่านผู้อาวุโสลู นี่คือสมบัติตกทอดแห่งเทียนจินของเผ่าข้า โปรดพิจารณาด้วย!”
บรรพชนปาเฟิ่งรีบก้าวเข้ามาแล้วยื่นเศษกระจกทองแดงให้ด้วยสองมือ
หลังจากลูเยียรับมาแล้วเขาก็เหลือบมองบรรพชนปาเฟิ่งแวบหนึ่งพลางเย้าแหย่ว่า “เหตุใดจึงไม่เรียกข้าว่าท่านใต้เท้าน้อยแล้วเล่า?”
บรรพชนปาเฟิ่งถึงกับทำตัวไม่ถูก กล่าวด้วยความขมเขินว่า “เป็นเพราะข้าตาสอดมืดบอดเสียมารยาทต่อท่านผู้อาวุโส หวังว่าท่านผู้อาวุโสจะให้อภัยแก่คนโง่เขลาเช่นข้าด้วย!”
ลูเยียย่อมไม่ถือสา ไม่นานนักเศษกระจกทองแดงนั้นก็เปล่งแสงเซียนออกมา
สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือผิวกระจกที่แตกร้าวนั้นกลับกลายเป็นสว่างเจิดจ้า บาดตาทันใดนั้นมีแสงเซียนพุ่งออกมาสายหนึ่งกลายเป็นปราณดาบที่ไร้เทียมทานพุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า
ตุม!
หลังคาตำหนักใหญ่ปรากฏรูโหว่ขนาดใหญ่ถูกแสงเซียนที่เป็นดั่งดาบแห่งวิถีนั้นทะลวงผ่านไป ภายใต้สายตาตกตะลึงของทุกคน ปราณดาบนั้นทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าฉีกกระชากม่านฟ้าสีดำที่ปกคลุมมาอย่างยาวนานจนเกิดรอยแยก!
ตุม!
ท่ามกลางรอยแยกของม่านฟ้านั้น มองเห็นเลือนลางว่ามีภูเขาที่ลึกลับและยิ่งใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือม่านฟ้า
ภูเขาเทียนจิน
ทุกคนต่างพากันสีหน้าเปลี่ยนไปพร้อมกัน
ปราณดาบนั้นมีที่มาอย่างไรถึงกับดึงดูดภูเขาเทียนจินที่ปราบปรามเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ให้ปรากฏขึ้นได้?
และแสงเซียนของดาบแห่งวิถีสายนั้นก็ได้ฟันตรงไปยังภูเขาเทียนจิน ในชั่วขณะนั้นลูเยียนึกถึงเจ้าของดาบพิชิตมารที่เคยฟันฉีกม่านฟ้าและกระหน่ำฟันใส่ภูเขาเทียนจินมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนอย่างอดไม่ได้