บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 228 ลูกธนูหักนามว่า 'ซือจิ'
ปราณดาบที่เปล่งประกายราวกับแสงเซียนพุ่งทะยานออกมาจากเศษกระจกทองแดง จากนั้นมันก็ฉีกผ่านม่านฟ้าอันมืดมิดฟันตรงไปยังภูเขาเทียนจิน!
นี่เป็นครั้งแรกที่ลูเยียได้เห็นภาพอันน่าตื่นตะลึงเช่นนี้ด้วยตาตัวเอง อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่ทำให้ขนลุกได้เกิดขึ้นทันที เปลวเพลิงภัยพิบัติอันน่าสะพรึงกลัวได้ระเบิดขึ้นบนภูเขาเทียนจิน มันบดขยี้ทำลายดาบแห่งวิถีสายนั้นให้สูญสิ้นไปอย่างง่ายดาย
ทันใดนั้นแสงแห่งภัยพิบัติสายหนึ่งก็ฟาดลงมาจากภูเขาเทียนจิน มันทะลวงผ่านม่านฟ้าอันมืดมิดราวกับเป็นสายฟ้าฟาดที่คมกริบที่สุดในโลก ฉีกท้องฟ้าฟันตรงไปยังเศษกระจกทองแดงในมือของลูเยีย บรรพชนทั้งหลายต่างตระหนกตกใจจนขนลุก!
“ไม่ดีแล้ว!”
“ท่านใต้เท้าลู กำลังตกอยู่ในอันตราย!”
แสงสายฟานั้นรวดเร็วเกินไป พวกเขาเพิ่งจะตอบสนองได้มันก็โถมลงมาแล้ว
ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงจนตาค้างก็คือแสงสายฟ้าฟาดลงบนเศษกระจกทองแดง มันกลับเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ไม่มีระลอกคลื่นเลยแม้แต่น้อย ลูเยียยังคงนั่งอยู่ได้อย่างสงบตรงนั้น มิได้รับผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น
ภาพที่แปลกประหลาดนี้ทำให้ทุกคนต่างเบิกตากว้าง
ลูเยียค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแหงนมองไปยังห้วงลึกของท้องฟ้า ณ ภูเขาเทียนจินนั้น ในดวงตาลึกล้ำของเขามีประกายความปรารถนาอย่างแรงกล้า
สายฟ้าที่ฟาดลงมาเมื่อครู่นี้ด้วยความเร็วระดับนั้น แม้แต่เขาก็ยังตั้งตัวไม่ทัน
มีเพียงผังดาบเก้าคุมขังในฝ่ามือขวาที่จู่ๆ ก็ร้อนระอุขึ้นมาเหมือนคนตะกละที่อดอาหารมานาน ในชั่วขณะที่สายฟานั้นฟาดลงมามันก็กลืนกินพลังนั้นเข้าไป
ลูเยียจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าความผิดปกตินี้หมายความว่าอะไร?
“ลองมาอีกสักทีสิ?”
ราวกับกำลังว่าเขากำลังท้าทายภูเขาเทียนจิน
แต่สิ่งที่ทำให้เขาผิดหวังก็คือรอยแยกกับม่านฟ้าสีดำนั้นได้ประสานกลับเข้าหากันอีกครั้ง ไม่อาจเห็นภูเขาเทียนจินนั้นอีกต่อไป
ลูเยียก้มหน้าลงมองชิ้นส่วนกระจกทองแดงในมือ
‘ก่อนหน้านี้ที่แสงลำนั้นปรากฏขึ้นเพราะถูกปราณดาบที่อยู่ในเศษกระจกทองแดงเรียกมา’
เมื่อลูเยียมองไปภายในเศษกระจกทองแดงนั้นไม่มีปราณดาบหลงเหลืออยู่แล้ว บนผิวกระจกที่ใสกระจ่างและสุกสกาวกลับปรากฏเงารางๆ ของกล่องดาบอยู่ กล่องดาบนั้นดูเลือนลางยิ่งนักปรากฏในกระจกเป็นระยะ ดูเหมือนภาพมายา
เห็นได้ชัดว่าปราณดาบที่เหมือนแสงเซียนเมื่อครู่นี้พุ่งออกมาจากกล่องดาบนั้น ในขณะนี้ทุกคนต่างได้สติจากความตกตะลึง สายตาจ้องมองมายังลูเยียเต็มไปด้วยความยำเกรงอย่างลึกซึ้ง แสงแห่งการลงทัณฑ์ของภูเขาเทียนจินกลับไม่สามารถทำอันตรายท่านผู้อาวุโสลูผู้นี้ได้เลยแม้แต่น้อย!
“ท่านผู้อาวุโสลู ในเศษกระจกทองแดงนี้ซ่อนสิ่งใดไว้กันแน่หรือ?”
บรรพชนปาเฟิ่งเอ่ยถาม น้ำเสียงเขาสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความประหม่า
“พลังต้นกำเนิดที่หลงเหลือจากกล่องดาบใบหนึ่ง ไม่ธรรมดายิ่งนัก”
ลูเยียกล่าวพร้อมกับใช้ปลายนิ้วแตะเบาๆ บนกระจกทองแดง กล่องดาบพุ่งออกมาส่งเสียงหวีดหวิวอาบไปด้วยแสงเซียนที่ดูราวกับความฝันอันเลือนราง กล่องดาบนั้นมีจิตวิญญาณสูงส่งยิ่ง มันบินวนรอบตัวลูเยียราวกับกำลังแสดงความขอบคุณ ทุกคนมองด้วยสายตาเป็นประกาย ช่างเป็นสมบัติที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!
ไม่ได้ด้อยไปกว่าหม้อดินเผาสีดำของบรรพชนขงเชิ่งเลย ต่างก็มีความมหัศจรรย์ในแบบของตัวเอง
ลูเยียชี้ไปที่กระจกทองแดง “กลับไปเถิด ข้าเชื่อว่าในเผ่าปีศาจปาเสอเจ้าจะไม่ถูกฝังรากทิ้งขว้างดังขี้มูกในโคลนตม”
เงาร่างกล่องดาบสั่นไหวส่งเสียงอืออึง เห็นได้ชัดว่ามันไม่ยินยอมพร้อมใจ ราวกับกำลังอ้อนวอนขอร้องลูเยีย ลูเยียไม่ได้สนใจแต่อย่างใด ในที่สุดเงาร่างกล่องดาบก็ดูเหมือนจะหมดแรงแล้วเปลี่ยนเป็นแสงเซียนสายหนึ่งก่อนจะหายวับไปในชิ้นส่วนกระจกทองแดง
ลูเยียส่งชิ้นส่วนกระจกทองแดงให้บรรพชนปาเฟิ่ง “วิญญาณกล่องดาบนั้นมีจิตวิญญาณเต็มเปี่ยม อย่าได้ละเลย ต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี”
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโส!”
บรรพชนปาเฟิ่งรู้สึกซาบซึ้งใจ ต่อให้ลูเยียปฏิเสธที่จะคืนสิ่งนี้ให้เขาก็ไม่กล้าปริปากกล่าวสิ่งใดแม้แต่คำเดียว แต่ลูเยียไม่ได้ทำเช่นนั้น เขาจะไม่รู้สึกซาบซึ้งได้อย่างไร?
หลังจากนั้นลูเยียกลับมานั่งที่โต๊ะหยกตัวเดิม บรรพชนที่เหลือก็ทยอยเดินเข้ามาข้างหน้า นำสมบัติตกทอดแห่งเทียนจินมามอบให้ด้วยความเคารพนอบน้อม ลูเยียจัดการให้ตามคำขออย่างรวดเร็ว ช่วยสลายพลังหายนะเทียนจินในสมบัติตกทอดแห่งเทียนจินของพวกเขาแต่ละชิ้น จุดประสงค์ของการเชิญพวกบรรพชนมาชมการต่อสู้ในครั้งนี้ก็เพื่อโอกาสเช่นนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้เขาสามารถสลายพลังหายนะเทียนจินเหล่านั้นทีละชิ้น เพื่อเสริมสร้างประตูรังสรรค์วิถีให้แข็งแกร่ง!
หนึ่งก้านธูปผ่านไป พลังหายนะเทียนจินในสมบัติตกทอดแห่งเทียนจินทั้งหมดถูกลูเยียสลายออกไปหมดแล้ว สมบัติล้ำค่าเหล่านี้แสดงคุณสมบัติอัศจรรย์ที่แตกต่างกันออกมา
แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วกลับไม่มีชิ้นใดเลยที่สามารถเทียบกับภาพหลอมรวมวิถีเทียนจินของบรรพชนหลิงเจินได้ เพราะในภาพวาดนั้นมีวิญญาณผู้ล่วงลับที่ดูราวกับเทพเซียนมารวมตัวกันอยู่!
“ท่านใต้เท้า พวกเราได้จัดเตรียมงานเลี้ยงไว้แล้ว ขอเชิญท่านไปร่วมงานด้วย!”
บรรพชนหลิงเจินเอ่ยเชิญพร้อมรอยยิ้ม
บรรดาบรรพชนคนอื่นๆ ต่างดวงตาเป็นประกาย เฝ้ารอคำตอบจากลูเยียอย่างมีความหวัง
ความสามารถที่ลูเยียแสดงออกมาเมื่อครู่นี้ทำให้พวกเขายอมจำนนและทึ่งจนพูดไม่ออก พวกเขามองลูเยียเป็นผูมีวิชาสูงส่งนอกภพที่เทียบเท่ากับเทพเจ้า
พวกเขาย่อมต้องการอาศัยโอกาสนี้เพื่อสร้างสัมพันธ์อันดีกับลูเยียให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นอกจากนี้พวกเขายังหวังว่าหากในภายหน้าสมบัติตกทอดแห่งเทียนจินเหล่านี้เกิดปัญหาประการใด พวกเขาจะได้ขอให้ลูเยียช่วยแก้ไขได้อีก
ลูเยียส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้าเหนื่อยแล้ว ต้องการกลับถ้ำพักเพื่อฝึกฝน จึงไม่ขอร่วมงานเลี้ยงดังกล่าวได้”
แม้ในใจของทุกคนจะรู้สึกผิดหวังแต่ก็ไม่กล้าฝืนใจ พวกเขาต่างพากันเดินห้อมล้อมส่งลูเยียกลับไปยังถ้ำที่พักก่อนจะจากไป
“ทุกท่านจะไปร่วมงานเลี้ยงหรือไม่?” บรรพชนหลิงเจินถาม
“ไปแน่นอน!” บรรดาบรรพชนเหล่านั้นตอบตกลงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ยามเผชิญหน้ากับบรรพชนหลิงเจินพวกเขากลับกลายเป็นผู้มีมารยาทและเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น
“สหายเต๋าหลิงเจิน หากครั้งนี้ไม่ได้ท่านแนะนำพวกข้า ไม่เพียงแต่จะพลาดโอกาสอันยิ่งใหญ่ แต่ยังไม่มีวันได้รู้จักกับท่านผู้อาวุโสลูอีกด้วย!”
บรรพชนขงเชิ่งกล่าว “นับแต่นี้ไปธุระของท่านก็คือธุระของข้า หากมีสิ่งใดให้รับใช้ ข้าจะไม่ปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย!”
บรรพชนคนอื่นๆ ต่างก็เป็นคนเจ้าเล่ห์ทั้งสิ้น จะไม่เข้าใจความคิดของบรรพชนขงเชิ่งที่ทำเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?
ในทันใดนั้นพวกเขาก็รีบแสดงท่าทีของตน คำพูดคำจาต่างยกย่องบรรพชนหลิงเจินจนแทบจะเหยียบเมฆา ส่วนตนเองนั้นวางตัวต่ำต้อยลงอย่างยิ่ง
บรรพชนหลิงเจินในใจเบิกบานแทบตัวลอย แต่ภายนอกยังคงสำรวมกล่าวว่า “ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพระคุณของท่านใต้เท้าลู ข้าผูเฒ่าไม่กล้ารับความชอบไว้เองหรอก!”
ทุกคนต่างกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “พวกเราเข้าใจ!”
ในความเป็นจริงทุกคนต่างรู้ดีว่าหลังจบเรื่องนี้ไป ต่อไปในเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่คงไม่มีเผ่าปีศาจใดกล้าเป็นศัตรูกับเผ่าปีศาจปีศาจอีกแล้ว
และด้วยการมีท่านผู้อาวุโสลูเป็นที่พึ่ง เผ่าปีศาจปีศาจในภายหน้าย่อมมีแต่จะรุ่งโรจน์ยิ่งขึ้น!
ก่อนหน้านี้พวกเขายังสามารถเรียกบรรพชนหลิงเจินว่าพี่น้องและนั่งในระดับเดียวกันได้ แต่ต่อไป…
ทุกอย่างย่อมต้องเปลี่ยนไป!
แม้บรรพชนเหล่านั้นจะรู้สึกริษยาและไม่ยินยอมพร้อมใจเพียงใด ก็ทำได้เพียงวางตัวให้ต่ำต้อยลงเท่านั้น
นี่คือความจริงแท้ของโลก
ภายในถ้ำพำนัก ลูเยียถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
ไม่ว่าอย่างไรการอาศัยเรื่องราวของเผ่าปีศาจชิงชิวในครั้งนี้ก็ทำให้เขาบรรลุวัตถุประสงค์ถึงสองประการ ทั้งช่วยบรรพชนเหวินอวินออกมาได้และยังได้สลายพลังหายนะเทียนจินได้อีกจำนวนหนึ่ง
สิ่งเดียวที่ทำให้ลูเยียรู้สึกเหนื่อยใจคือการถูกเรียกว่า ‘ท่านผู้อาวุโสลู’ นั้นช่างชวนให้รู้สึกอึดอัดใจเหลือเกิน
ที่สำคัญคือต่อให้เขาพูดความจริงออกไปก็ไม่มีใครเชื่อหรอกว่าเขาเป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำเท่านั้น…
ถึงตอนนี้ลูเยียขี้เกียจจะสนใจเรื่องเหล่านี้แล้ว
อยากเข้าใจผิดก็ปล่อยให้พวกเขาเข้าใจผิดไปเถิด!
“ไม่รู้ว่าในลูกธนูหักเปื้อนเลือดนี้จะซ่อนความลับอะไรไว้กันแน่”
ลูเยียพลิกฝ่ามือนำเอาสมบัติตกทอดแห่งเทียนจินของเผ่าปีศาจชิงชิวออกมา ลูกธนูหักดอกนี้เหลือเพียงครึ่งหนึ่งของก้านธนูและหัวธนูที่สึกหรออย่างหนัก
เมื่อถืออยู่ในมือรู้สึกหนักอึ้ง ก้านธนูที่เปื้อนเลือดแผ่พลังหายนะเทียนจินออกมาอย่างเข้มข้น
เผ่าปีศาจชิงชิวเรียกสมบัตินี้ว่า ‘ลูกธนูหักเทียนจิน’
ลูเยียไม่มีความลังเล เร่งพลังกระตุ้นของผังดาบเก้าคุมขังและไม่นานก็ขจัดพลังหายนะเทียนจินของสมบัติล้ำค่านี้จนสิ้นซาก!
ลูกธนูหักหลังไหลด้วยแสงเซียนเจิดจ้าและลึกลับ ส่องสว่างไปทั่วทั้งห้อง
พลังสังหารอันคมกล้าเหนือโลกแผ่กระจายไปทั่วถ้ำพำนัก ในขณะที่บริเวณหัวลูกธนูที่สึกหรอรุนแรงปรากฏอักษรลึกลับสองตัวมีขนาดเพียงเท่าเมล็ดข้าว ราวกับถูกจารึกขึ้นด้วยทองคำเซียน
ซือจิ!
ซือ มีความหมายว่า กัดกิน กลืนกิน และหลอมรวม
จิ มีความหมายว่า ประหาร
เมื่อสองคำ ‘ซือจิ’ รวมเข้าด้วยกันทำให้ลูเยียรู้สึกถึงความดุร้าย อำมหิตและยโสโอหังในทันที
นี่คงเป็นชื่อของลูกธนูดอกนี้กระมัง?
เมื่อลูเยียคิดถึงเรื่องนี้ จู่ๆ เขาก็พบว่าอักษรลึกลับประหลาดสองตัวที่ดูราวกับหล่อด้วยทองคำเซียนนั้นเริ่มเคลื่อนไหว ราวกับพวกมันกำลังค่อยๆ ตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน!