บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 229 เจตจำนงดาบแห่งรังสรรค์วิถี
อักขระประหลาดสองตัวขนาดเท่าเมล็ดข้าวเคลื่อนไหวขึ้นพวกมันเปล่งแสงเจิดจาราวกับมีจิตวิญญาณสถิตอยู่ทันใดนั้นตัวอักษรทั้งสองกลับเปล่งเสียงแตกต่างกันออกไป
“หิวจะตายอยู่แล้วจะตายอยู่แล้ว! ฮือๆๆนายท่านพอจะมิโลหิตและเนื้อหนังของเทพมารมาเป็นอาหารให้ข้าบ้างหรือไม่?”
นี่คือเสียงของอักษร ‘ซือ’ มันดูร้อนรนกระวนกระวายน้ำเสียงแหบพร่าและกระหายจัดราวกับผีหิวโหยที่กำลังคร่ำครวญ
“ฆ่า! ฆ่า! ฆ่าให้หมดจนไม่เหลือเทพมารในโลกนี้! นายท่านได้โปรดพาข้าไปสังหารพวกเทพมารที!”
นี่คือเสียงของอักษร ‘จือ’ มันเปี่ยมไปด้วยความแค้นและกลิ่นอายสังหารอันคลุ้มคลั่งราวกับผู้ที่ตกอยู่ในภวังคมารอันดิบเถื่อน
ลูเยียรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
อักขระลึกลับสองตัวที่งามวิจิตรประดุจทองคำเซียนกลับมีจิตวิญญาณเป็นของตัวเอง!
ที่น่าประหลาดคือนิสัยใจคอของพวกมันยังต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“พวกเจ้า…”
ลูเยียกำลังจะเอ่ยปากถามบางสิ่งทันใดนั้นอักขระลึกลับทั้งสองกลับหม่นแสงลงอย่างกะทันหัน
“หิวจะตายอยู่แล้ว… นายท่านข้าไม่ไหวแล้วข้าต้องการโลหิตเทพมารโดยด่วน…”
‘ซือ’ คร่ำครวญเสียงแผ่วก่อนจะเงียบสงบลง
“น่าเสียดายที่พลังต้นกำเนิดแตกสลายจิตวิญญาณใกล้จะเหือดแห้งทั้งยังไม่มีเทพมารให้เข่นฆ่ามิเช่นนั้นไฉนเลยจะต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้?”
‘จือ’ แสดงความแค้นเคืองออกมาอย่างสุดกลั้นมันถอนหายใจด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจก่อนจะเงียบไปเช่นกัน
ลูเยียจมอยู่ในห้วงความคิด
เมื่อเทียบกับความลึกลับมหัศจรรย์ที่ซ่อนอยู่ในสมบัติตกทอดแห่งเทียนจินชิ้นอื่นลูกธนูหักนี้ดูด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งพิเศษเพียงอย่างเดียวก็คือตัวอักษรลึกลับสองตัวที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณคำว่า ‘ซือ’ กับ ‘จือ’ เท่านั้น
ทว่ามันก็เป็นเพียงเท่านั้น
เห็นหรือไม่ว่าพวกมันเพิ่งจะตื่นขึ้นมาได้เพียงครู่เดียวก็ต้องกลับไปหลับใหลต่อเพราะสูญเสียพลังไปอย่างหนัก?
แต่กระนั้นสมบัติชิ้นนี้กลับตราตรึงใจลูเยียที่สุด!
เพราะลูกธนูหักนี้ใช้เทพมารเป็นอาหารโดยมีเป้าหมายเพื่อสังหารเทพมารให้สิ้นซาก
และนี่คือสิ่งที่ลูเยียจะต้องทำเมื่อกลับไปยังสนามรบนอกอาณาเขตในอนาคต!
อาจกล่าวได้ว่าลูกธนูหักดอกนี้ได้สั่นสะเทือนความรู้สึกนึกคิดของลูเยียเข้าเสียแล้ว
“วางใจเถิดในอนาคตข้าจะเลี้ยงดูพวกเจ้าให้อิ่มหนำให้พวกเจ้าได้กินให้เต็มที่และได้ฆ่าให้สะใจ!”
ลูเยียพึมพำเสียงเบา
ในโลกมนุษย์ปถุชนนี้ก็มีเทพมารจากนอกอาณาเขตอยู่เช่นกันเช่นปีศาจกูพิษเผาใจที่เคยทำให้เชียหลิงชิวบาดเจ็บมารวิญญาณพันลักษณ์ที่เคยแย่งชิงร่างบรรพชนหลินชวนและศิษย์พี่หลิวเชิงมารวิญญาณพันลักษณ์ที่เคยปรากฏตัวในเขตหวงห้าม
ปีศาจกูพิษเผาใจผู้เคยปรากฏตัวในการประลองเดิมพันชีวิตในฐานะของ ‘กูเหยา’ ลูเยียมั่นใจว่าในโลกนี้ย่อมมีเทพมารจากนอกอาณาเขตอีกมากมายแน่นอน
และเรื่องนี้มู่เทียนเย่เจ้าสำนักดาบพันราตรีกำลังเป็นผู้นำในการสืบสวนเรื่องนี้อยู่
เขาเชื่อว่าผลลัพธ์จะต้องปรากฏในไม่ช้า
ลูเยียพลิกฝ่ามือเก็บลูกธนูหัก ‘ซือจือ’ กลับเข้าไป
“หลังจากสลายพลังหายนะเทียนจินไปมากมายหลายวันนี้ไม่รู้ว่าประตูรังสรรค์วิถีที่อยู่บนขั้นบันไดหินขั้นที่สองของบันไดสวรรค์แห่งชิงหมิงจะรวมตัวสำเร็จแล้วหรือยัง?”
ลูเยียนั่งขัดสมาธิลงทันทีเขาสู่ซากปรักหักพังแห่งชิงหมิงอีกครั้งเขาคุ้นเคยกับเส้นทางเป็นอย่างดีเท้าเหยียบลงบนเงาร่างดาบแห่งวิถีอันลึกลับมุ่งตรงไปยังบันไดสวรรค์แห่งชิงหมิงทันที
เมื่อทอดสายตามองไปบนขั้นบันไดหินขั้นที่สองที่เต็มไปด้วยสายฝนแสงเจิดจ้าหลากสีมีประตูบานหนึ่งที่ปิดสนิทปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์ที่ทางเข้าประตูมีพลังแห่งมิติกาลเวลาหมุนวนอยู่อย่างลึกลับและแปลกประหลาดช่างน่าพิศวงยิ่งนัก
สำเร็จแล้ว!
ลูเยียเผยรอยยิ้มออกมาประโยชน์ที่ได้รับมากที่สุดจากการมาที่เขตหวงห้ามลึกลับที่สีครั้งนี้ก็คงไม่มีอะไรเกินกว่านี้แล้ว!
เขารีบก้าวเดินเข้าไปทันที
ตูม!
ประตูเปิดออกมิติกาลเวลาเปลี่ยนแปลงไปเมื่อทัศนวิสัยของลูเยียกลับคืนมาเขาก็พบว่าตนเองได้มาถึงโลกอันลึกลับแห่งหนึ่งแล้วโลกใบนี้ช่างแปลกประหลาดรอบด้านถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกจนไม่อาจเห็นทิวทัศน์ใดๆมีเพียงแม่น้ำสวรรค์สายหนึ่งที่ไหลเอื่อยกว้างใหญ่ลอยอยู่สูงบนท้องฟ้าสิ่งที่สั่นสะเทือนหัวใจผู้คนคือภายในแม่น้ำสวรรค์นั้นกำลังมีกระแสสายธารแห่งความโกลาหลไหลบ่าอย่างเชี่ยวกราก!
ใช่แล้วกระแสธารที่ก่อตัวจากกลิ่นอายฮุนตุนราวกับเป็นแม่น้ำสวรรค์กำลังไหลบ่าอยู่บนจุดสูงสุด
เพียงแค่เหลือบมองลูเยียก็ตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ
ดินแดนแห่งรังสรรค์วิถีหรือ?
ลูเยียสังเกตเห็นว่าตนเองกำลังยืนอยู่บนแท่นหินสีเขียวที่ดูเก่าแก่โบราณแห่งหนึ่ง
แท่นมีขนาดเพียงหนึ่งจั้งเรียบง่ายไม่มีลวดลายประดับใดๆไม่มีที่ใดที่ควรค่าแก่การสนใจเป็นพิเศษ
แต่เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ทำให้ลูเยียรู้สึกจิตใจสงบจิตเทวะปลอดโปร่งความคิดฟุ้งซ่านทั้งปวงมลายหายไปสัมผัสได้ถึงความสงบเยือกเย็นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ลูเยียนึกถึงความเข้าใจในอดีตขอเพียงแค่เขาสู่ดินแดนแห่งรังสรรค์วิถีนั่งสมาธิในนั้นจะสามารถเฝ้ามองความลับแห่งการแปรเปลี่ยนของมหาวิถีของฟ้าเพื่อตระหนักรู้และขัดเกลามหาวิถีของตนเองได้
และตอนนี้เขาได้มายืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้แล้ว!
ต่อจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะสามารถตระหนักรู้เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีที่สอดประสานกับขอบเขตแทนทองคำของเขาได้ดีที่สุดหรือไม่…
ลูเยียนั่งขัดสมาธิบนแท่นหินเขียวเขาตัดสินใจเริ่มการพิสูจน์มหาวิถี
เขานำเคล็ดวิชาลับที่สืบทอดมาทั้งหมดแสดงออกมาให้หมดสิ้นเพื่อตระหนักรู้ความลับของการเปลี่ยนแปลงมหาวิถี
เพียงชั่วพริบตาลูเยียก็ตกอยู่ในภาวะรู้แจ้งอันลึกลับ
เขารู้สึกราวกับตนเองได้เข้าไปอยู่ในกระแสสายธารแห่งความโกลาหลบนท้องฟ้านั่น
เมื่อคลื่นมากมายถาโถมเข้ามาเปรียบเสมือนการวิวัฒนาการของสรรพสิ่งในมหาวิถีนับไม่ถ้วนความตระหนักรู้อันน่าอัศจรรย์หลากหลายทยอยหลั่งไหลเข้าสู่จิตใจราวกับน้ำป่าไหลหลากนี่คือความลับอันเป็นแก่นแท้ของวิวัฒนาการแห่งมหาวิถีซึ่งปรากฏชัดเจนในใจของลูเยีย
มันสอดประสานอย่างลึกซึ้งกับเคล็ดวิชาลับที่เขากำลังฝึกฝนอยู่ต้องรู้ไว้ว่าเคล็ดวิชาการสืบทอดของบรรดาบรรพจารย์ล้วนเป็นคัมภีร์มหาวิถีระดับสูงสุดของดินแดนหลิงชาง
หลักธรรมอันล้ำลึกของมหาวิถีที่แฝงอยู่ในคัมภีร์แท้จริงแล้วเป็นการแสดงออกรูปแบบหนึ่งของ ‘มหาวิถี’ และมหาวิถีนั้นไม่มีรูปร่างถูกประทับอยู่ในคัมภีร์การสืบทอดและปรากฏอยู่ภายในตัวอักษรหากไม่ได้รับ ‘การถ่ายทอดที่แท้จริง’ ของมหาวิถีในการสืบทอดต่อให้จดจำคัมภีร์การสืบทอดทั้งเล่มได้อย่างแม่นยำก็ไม่สามารถฝึกฝนเข้าถึงแก่นแท้ได้
การสืบทอดต่างๆที่อยู่ในตัวลูเยียนั้นล้วนเป็น ‘การถ่ายทอดที่แท้จริง’ ซึ่งแฝงไปด้วยแก่นแท้ของมหาวิถี
ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องทำเพียงแค่เลือกมหาวิถีที่เข้ากับตนเองมากที่สุดจากการสืบทอดต่างๆเหล่านั้น
เวลาค่อยๆผ่านไปทีละน้อยไม่นานกระแสสายธารแห่งความโกลาหลก็เริ่มปั่นป่วนคลื่นมากมายกำลังคำรามกึกก้องทั้งหมดเกิดการสั่นพ้องกับพลังปราณทั่วร่างของลูเยียภาพเหตุการณ์เช่นนั้นเหมือนกับว่าทุกสิ่งกำลังแย่งกันที่จะเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิถีของลูเยีย!
แต่ไม่นานคลื่นเหล่านั้นกลับถูกสะกดและสงบเงียบลง
เสียงดังกังวานของดาบได้ดังก้องอยู่เหนือกระแสสายธารแห่งความโกลาหลตูม!
ในเวลาเดียวกันลูเยียรู้สึกราวกับว่าพลังปราณทั่วร่างลุกโชนเขาได้สัมผัสถึงกระแสพลังลึกลับที่ปรากฏขึ้นในกระแสสายธารแห่งความโกลาหลนั่นคือเจตจำนงดาบแห่งวิถีอันยิ่งใหญ่!
เจตจำนงดาบแห่งวิถีอันยิ่งใหญ่นั้นมืดมนลึกล้ำดังห้วงเหวโอนลึกดังคุกนรกกดทับมหาวิถีนานาชนิดที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ในกระแสสายธารแห่งความโกลาหลได้อย่างสิ้นเชิงแสดงออกถึงท่วงท่าอันเกรียวกราดที่ข่มหมื่นวิถีมีเพียงข้าที่ไร้เทียมทาน!
เจตจำนงดาบแห่งวิถีอันยิ่งใหญ่นี้ไฉนจึงร้ายกาจถึงเพียงนี้? หรือนี่หมายความว่ามีเพียงเจตจำนงดาบแห่งวิถีอันยิ่งใหญ่นี้เท่านั้นที่เข้ากับตัวข้าได้ดีที่สุด?
ลูเยียพยายามอดกลั้นความปรารถนาที่จะเข้าไปตระหนักรู้ไว้การรวบรวมเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีเกี่ยวข้องถึงรากฐานมหาวิถีของขอบเขตแทนทองคำ
หากเริ่มทำตระหนักรู้และฝึกฝนในตอนนี้เจตจำนงดาบแห่งวิถีสายนั้นจะรวมตัวกลายเป็นเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีแรกของขอบเขตแทนทองคำของเขาซึ่งจะไม่สามารถย้อนกลับมาแก้ไขได้อีกดังนั้นจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ลูเยียยังอยากจะลองดูว่าในดินแดนแห่งรังสรรค์วิถีหากเขาสืบทอดของมหาวิถีที่แตกต่างกันไปเขาจะสามารถรับรู้มหาวิถีที่เหมาะกับตนเองได้มากเพียงใดและมีมหาวิถีแบบใดที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุดและทำให้เขาพึงพอใจมากที่สุดด้วย
ทันใดนั้นเขาก็เปลี่ยนไปใช้การสืบทอดมหาวิถีอีกแบบหนึ่งและเริ่มโคจรพลังอย่างเงียบเชียบ
ตูม!
กระแสสายธารแห่งความโกลาหลคลื่นนับไม่ถ้วนปะทุมหาวิถีทุกประเภทจากรอบทิศปรากฏขึ้นเกิดการสอดประสานกับพลังปราณทั่วร่างของลูเยียแต่ในไม่ช้ามหาวิถีเหล่านั้นก็ถูกปราบลงและคลื่นเหล่านั้นก็สงบนิ่งลงและเจตจำนงดาบแห่งวิถีที่คุ้นเคยสายนั้นก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง!
เกิดอะไรขึ้น? ข้าเปลี่ยนมาสืบทอดมหาวิถีอีกสายหนึ่งแล้วทำไมถึงได้ดึงดูดเจตจำนงดาบแห่งวิถีนี้มาได้อีกละ?
ลูเยียรู้สึกประหลาดใจอย่างมากเจตจำนงดาบแห่งวิถีทั้งลึกลับและเผด็จการนี้ไม่ใช่มันกำลังตามติดเขาอยู่หรอกนะ?