บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 230 เจตจำนงดาบชิงซวี
เจตจำนงดาบลึกลับนั้นปราบปรามมหาวิถีหมื่นสายในกระแสสายธารแห่งความโกลาหลช่างโอหังและเผด็จการถึงขีดสุด
ลูเยียเองก็เริ่มสั่นไหวในใจรู้สึกว่าเจตจำนงดาบลึกลับนี้ถูกใจเขาอย่างมาก
แต่เขาก็ยังอยากเลือกดูให้มากกว่านี้
เผื่อว่าจะไม่มีสิ่งใดที่แข็งแกร่งกว่าเจตจำนงดาบลึกลับนั้นก็ได้
“เอ่ยฉางเจตจำนงดาบข้าต้องขออภัยด้วยไม่ใช่เพราะเจ้าไม่ดีพอแต่เพราะข้าไม่ชอบให้เจ้ามาบีบบังคับข้าต่างหาก”
ลูเยียพึมพำกับตนเองในเวลาต่อมาเขาพยายามฝึกฝนการสืบทอดมหาวิถีต่างๆอย่างไม่หยุดยั้ง
ทว่าสิ่งที่ทำให้ลูเยียต้องขมวดคิ้วก็คือทุกครั้งผลลัพธ์ยังคงเป็นเช่นเดิมมหาวิถีนับหมื่นใดก็ตามที่สอดประสานกับพลังปราณในร่างของเขาล้วนถูกปราบโดยเจตจำนงดาบอันลึกลับนั่น!
จนกระทั่งเขาทดลองใช้การสืบทอดของมหาลัยวิถีทั้งหมดผลลัพธ์ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
ลูเยียได้แต่ทอดถอนใจอย่างจนปัญญาเจตจำนงดาบลึกลับนี้เห็นทีที่จะตามตื้อเขาไม่เลิกราเสียแล้ว
ตูม!
เหนือกระแสสายธารแห่งความโกลาหลเจตจำนงดาบลึกลับพลุ่งพล่านกดข่มมหาวิถีทั้งปวงประดุจคลื่นคลั่งที่โหมกระหน่ำราวกับมันจงใจสำแดงอานุภาพเพื่อข่มขวัญลูเยีย
“ของที่ส่งมาถึงประตูบ้านมักจะดูไร้ค่าอยู่เสมอ…”
ลูเยียพึมพำ
แต่คราวนี้ไม่ทันที่เขาจะได้ตอบสนองพลังของเจตจำนงดาบลึกลับนั้นก็ได้เกิดการสั่นพ้องกับพลังบำเพ็ญเต๋าในร่างของเขาแล้วหลอมรวมเข้าสู่พลังปราณในร่างของเขาทันที
นี่คิดจะฝืนบังคับขืนใจกันจริงๆหรือ!?
ในชั่วขณะนั้นลูเยียเกิดความต่อต้านในใจอย่างที่สุด
การตระหนักรู้มหาวิถีจะถูกบังคับให้รับได้อย่างไร?
ลูเยียนั้นไม่ชอบการเป็นฝ่ายถูกกระทำมากที่สุด
อย่างไรก็ตามเขาไม่มีเวลาให้คิดมากแล้วพลังแห่งการตระหนักรู้ราวกับสายน้ำสวรรค์ที่ทำนบพังทลายซัดสาดเข้าสู่ห้วงความคิดอย่างรุนแรง
เป็นความลึกลับของเจตจำนงดาบอันลึกลับสายนั่นมันกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งใหญ่หาที่สุดมิได้
เมื่อมันพุ่งพรวดเข้ามาพร้อมกันในคราวเดียวทำให้จิตเทวะของลูเยียแทบจะแตกสลายเขาเกือบจะรับมันไว้ไม่ไหวเขาต้องทุ่มเทสมาธิทั้งหมดเพื่อตระหนักรู้และรับมือกับแรงปะทะที่ราวกับจะระเบิดออกได้นั่น
กาลเวลาค่อยๆไหลผ่านไปทีละน้อย
ลูเยียยังนิ่งประดุจรูปสลักอยู่บนแท่นหินสีเขียวบนฟากฟ้าในกระแสสายธารแห่งความโกลาหลนั่น
ไม่มีคลื่นม้วนตัวขึ้นอีกต่อไปราวกับเกรงว่าจะรบกวนเด็กหนุ่มในอาภรณ์สีดำที่กำลังตระหนักรู้เจตจำนงดาบแห่งวิถีไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด
กลิ่นอายเจตจำนงดาบที่ดูเลือนลางและว่างเปล่าสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นรอบกายของลูเยียผู้กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่
เจตจำนงดาบนั้นมีสีเขียวจางๆดูโปร่งใสและบริสุทธิ์ยิ่งนักมีความงามอันเป็นธรรมชาติที่กลมกลืนกับสวรรค์
และในขณะเดียวกันนั้นเองปรากฏการณ์อันน่าพิศวงก็เกิดขึ้น ณ ปลายบันไดสวรรค์แห่งชิงหมิงท่ามกลางหมอกฮุนตุนอันกว้างใหญ่ไพศาลและสูงส่งมีวิหารแห่งเตาอันลึกลับตั้งตระหง่านอยู่
และในขณะนี้เสียงระฆังสายหนึ่งก็ดังแว่วออกมาจากวิหารแห่งเตา
เสียงระฆังดังก้องกังวานราวกับเป็นลางบอกเหตุแผ่ขยายไปทั่วทั้งซากปรักหักพังแห่งชิงหมิงในชั่วขณะนั้นคุกทั้งเก้าแห่งฮุนตุนสั่นสะเทือนหมอกฮุนตุนปั่นป่วนพลุ่งพล่านบันไดสวรรค์แห่งชิงหมิงที่สร้างขึ้นจากซากดวงดาวนับไม่ถ้วนเปล่งประกายสว่างไสวในยามนี้
แม้แต่เงาของดาบแห่งวิถีที่ปราบคุกทั้งเก้าแห่งฮุนตุนก็ส่งเสียงดาบดังก้องในขณะนี้!
เสียงระฆังดังก้องกังวานเสียงดาบร้องก้องราวกับคลื่นเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เจ้าแห่งวิหารเตากลับมาแล้วหรือ?
“เมื่อครู่คนลึกลับผู้นั้นไปที่บันไดสวรรค์แห่งชิงหมิงจะเป็นไปได้หรือไม่ว่านี่เป็นความเคลื่อนไหวที่เขาก่อขึ้น?”
เสียงกระซิบกระซาบอันวุ่นวายดังขึ้นในคุกทั้งเก้าแห่งซึ่งเต็มไปด้วยความตกใจความสับสนและความไม่สบายใจบรรดาผู้ที่ถูกกักขังในคุกฮุนตุนเหล่านี้ต่างติดอยู่ในนี้มานานนับไม่ถ้วนปีแล้วแต่นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นซากปรักหักพังแห่งชิงหมิงเกิดความเคลื่อนไหวผิดปกติเช่นนี้
สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่?
ปรากฏการณ์แปลกประหลาดทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่เท่านั้นแล้วก็นิ่งสงบลงอย่างเงียบงันณ ดินแดนแห่งรังสรรค์วิถี
ลูเยียที่นั่งขัดสมาธิอยู่ค่อยๆลืมตาขึ้นดวงตาและคิ้วของเขาปรากฏแววตกตะลึงในใจเขามีความคิดเพียงอย่างเดียวช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก!
อะไรที่ว่าไม่ดีพออะไรที่ว่าเป็นการบังคับฝืนใจทั้งหมดล้วนเป็นเพียงความเข้าใจผิดของตัวเขาเองทั้งสิ้น!
โชคดีที่เจตจำนงดาบลึกลับไม่ทอดทิ้งตน…
ลูเยียรู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง
ยามนี้เขาได้ล่วงรู้แล้วว่าเจตจำนงดาบลึกลับนี้มีนามว่า ‘ซิงซวี’!
ภายในบรรจุไปด้วยสัจธรรมแห่งมหาวิถีอันวิเศษพิสดารอย่างยิ่งยวด
เพียงแค่การตระหนักรู้ขั้นพื้นฐานของความลึกลับในมหาวิถีนี้ก็ยังแบ่งออกเป็นเก้าระดับ!
และตอนนี้ลูเยียได้ตระหนักรู้เจตจำนงดาบซิงซวีถึงขั้นพื้นฐานระดับหนึ่งแล้ว
แม้จะดูเหมือนเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นแต่เจตจำนงดาบแห่งวิถียิ่งใหญ่นี้กลับล้ำลึกอย่างสุดขีดและเด็ดขาดอย่างที่สุดในบรรดามหาวิถีทั้งหมดที่เขาครอบครองอยู่แต่ละอย่างก็มีความล้ำลึกของมหาวิถีแต่ไม่มีสิ่งใดสามารถเปรียบเทียบกับเจตจำนงดาบซิงซวีได้
ต้องบอกว่าไม่มีคุณค่าเพียงพอจะนำมาเปรียบเทียบเสียมากกว่าเพราะเจตจำนงดาบซิงซวีสอดประสานเข้ากับพลังบำเพ็ญเต๋าทั้งหมดของเขาทั้งพลังบำเพ็ญจิตเทวะและร่างวิถีรวมถึงจิตใจทั้งหมดล้วนสามารถหลอมรวมเข้ากับเจตจำนงดาบซิงซวีได้ราวกับเป็นหนึ่งเดียวกัน!
นี่ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก
เพราะสิ่งนี้หมายความว่าตราบใดที่เขาขัดเกลาเจตจำนงดาบซิงซวีมันก็สามารถส่งผลสะท้อนกลับมาหล่อเลี้ยงตนเองได้ทำให้พลังบำเพ็ญจิตเทวะร่างวิถีและจิตใจของตนเองได้รับการขัดเกลาทั้งหมด
ลูเยียเคยได้รับการถ่ายทอดวิชาจากบรรพจารย์หลายท่านแต่กระนั้นเขาก็ยังเป็นครั้งแรกที่รู้ว่าในโลกนี้มีเจตจำนงดาบแห่งวิถีอันน่าอัศจรรย์เช่นนี้อยู่ช่างน่า…มหัศจรรย์อะไรเช่นนี้!
นอกจากนี้วิธีการตระหนักรู้และยกระดับเจตจำนงดาบซิงซวีนั้นก็แปลกพิเศษมาก
ยิ่งตระหนักรู้และครอบครองมหาวิถีหลากหลายชนิดมากเท่าใดมหาวิถีเหล่านั้นก็จะเปรียบเสมือน ‘สารอาหารมหาวิถี’ ที่ช่วยส่งเสริมให้เจตจำนงดาบซิงซวีเติบโตทำให้ระดับของเจตจำนงดาบซิงซวีสูงขึ้น!
กล่าวง่ายๆ เจตจำนงดาบซิงซวีเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์หนึ่ง และ ‘สารอาหาร’ ที่จำเป็นต่อการเติบโตก็คือวิถีทั้งหลายนั่นเอง!
กลืนกินความลึกลับของวิถีทั้งหลายมาเป็นสารอาหาร
นี่มิใช่การรวมวิถีทั้งหมดเข้าด้วยกันหรอกหรือ?
ลูเยียพึมพำในใจเต้นระรัวไม่อาจสงบลงได้เขาเกิดลางสังหรณ์อย่างรุนแรงว่าทั่วทั้งดินแดนหลิงซางคงไม่อาจหามหาวิถีที่คล้ายกับเจตจำนงดาบซิงซวีได้อีกแล้ว!
และยังมีดินแดนแห่งรังสรรค์วิถีนี้ก็ดูลึกลับไม่แพ้กัน…
ลูเยียเงยหน้าขึ้นมองไปยังกระแสสายธารแห่งความโกลาหลที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า
สิ่งที่ไหลบ่าอยู่ในสายธารนั้นล้วนเป็นความลับของการเปลี่ยนแปลงมหาวิถีทั้งปวงหากต้องการยกระดับของเจตจำนงดาบแห่งชิงหมิงในอนาคตเพียงแค่นั่งขัดสมาธิที่นี่แล้วตระหนักรู้ถึงแก่นแท้ของมหาวิถีที่แฝงอยู่ในเคล็ดวิชาการสืบทอดต่างๆก็สามารถเปลี่ยนให้เป็นอาหารในการยกระดับได้แล้ว!
ทันใดนั้นลูเยียก็เกิดความคิดหนึ่งที่ทำให้ตนเองยังต้องตกตะลึง
เขาครอบครองเคล็ดวิชาการสืบทอดมหาวิถีหลากหลายสายแต่ละสายมีเคล็ดวิชาลับในการฝึกฝนและมีแก่นแท้ของมหาวิถีที่แตกต่างกัน!
ในขั้นที่หนึ่งของบันไดสวรรค์แห่งชิงหมิงซึ่งเป็นดินแดนแห่งปฐมกำเนิดสามกะรัตการทำให้เคล็ดวิชาลับของคัมภีร์ต่างๆสมบูรณ์แบบถึงขีดสุดเพื่อให้ตนเองได้ใช้
สิ่งนี้สามารถเรียกว่า ‘รวมสรรพวิชาเป็นหนึ่ง’ ใช่หรือไม่?
และในขั้นที่สองของดินแดนแห่งรังสรรค์วิถีโดยใช้เจตจำนงดาบแห่งชิงหมิงเป็นเมล็ดพันธุ์ก็จะสามารถบรรลุรวมสรรพวิถีเป็นหนึ่ง!
การรวมสรรพวิชาเป็นหนึ่งคือเส้นทางแห่งการฝึกฝน
รวมหมื่นมหาวิถีเป็นหนึ่งคือหนทางในการตระหนักรู้ความลับของมหาวิถี
เมื่อนำมารวมกันก็จะกลายเป็นเส้นทางมหาวิถีที่สมบูรณ์สายหนึ่ง!
สิ่งที่ทำให้ลูเยียตกใจก็คือเรื่องนี้
เหล่าบรรพจารย์มากมายที่ทุ่มเทเวลาชั่วชีวิตเพื่อแสวงหาแต่กลับยังไม่เคยครอบครองเส้นทางมหาวิถีที่สมบูรณ์ได้อย่างแท้จริง
แต่ตอนนี้ตัวเขามีเพียงแค่พลังบำเพ็ญขอบเขตแทนทองคำเท่านั้นแต่กลับดูเหมือนว่าจะพบมันเข้าเสียแล้ว!
อย่างไรก็ตามเมื่อลูเยียเริ่มสงบสติอารมณ์ลงเขาก็พบว่าเขาอาจค้นพบเส้นทางมหาวิถีที่ควรแสวงหาแล้วแต่หนทางสายนี้หาได้เดินได้ง่ายดายไม่หากไม่เข้าใจวิชาทั้งหมื่นแล้วจะรวมวิชาทั้งหมื่นเป็นหนึ่งได้อย่างไร? ถ้าไม่บรรลุหมื่นมหาวิถีจะรวมหมื่นมหาวิถีเป็นหนึ่งได้อย่างไร?
นี่ก็หมายความว่าเส้นทางมหาวิถีที่เขาต้องเดินนั้นจะยากลำบากเกินกว่าจะจินตนาการได้!
สมดังคำที่ว่าทุกสิ่งย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียโชคและเคราะห์ย่อมมาคู่กันเสมอ
ลูเยียกล่าวเสียงเบา
เขาหาได้หวั่นเกรงความลำบากเหล่านั้นไม่
นับตั้งแต่ที่เขาอยู่สนามรบนอกอาณาเขตเขาก็ยึดมั่นในความเชื่อจิตแห่งเต๋าหนึ่งมาโดยตลอดไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นไม่ว่าจะดีหรือร้ายล้วนเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาทั้งสิ้น!
สิ่งที่เรียกว่าความยากลำบากและอุปสรรคเหล่านั้นมองย้อนกลับไปล้วนเป็นหินลับมีดเป็นสาเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงของตนเอง
นี่คือสภาวะจิตใจของลูเยียที่มีต่อตนเองต่อฟ้าดินและต่อเรื่องราวในโลก
เส้นทางมหาวิถีต้องพบพานฟ้าดินพบพานสรรพชีวิตและพบพานตนเองสิ่งที่สอดประสานกันอยู่ตลอดเวลาก็คือสภาวะจิตใจแห่งตัวตนที่แท้จริง
“ไม่รู้ว่าเจตจำนงดาบแห่งซิงซวีที่ข้าตระหนักรู้ถ่องแท้แล้วนี้จะทำให้ข้าสร้างเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีเช่นไรในขอบเขตแทนทองคำ…”
ในไม่ช้าลูเยียก็ก้าวออกจากดินแดนแห่งรังสรรค์วิถีเขาแทบจะอดใจรอไม่ไหวอีกต่อไป