บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 277 แผนนำภัย
ลูเยียตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ชิงซวิชิงหมิงเปรียบดังท้องฟ้า มหาวิถีเปรียบดังทึกกว้างใหญ่ ไม่มีอะไรต้องปิดบังอยู่แล้ว ก็แค่ชื่อเท่านั้น ไม่ใช่แก่นแท้ของวิถีดาบเสียหน่อย”
ชิงซวิ?
ทุกคนมองหน้ากันไปมา เจตจำนงดาบนี้คือสิ่งใดกันแน่?
“ชิงหมิงเปรียบดังท้องฟ้า มหาวิถีเปรียบดังที่กว้างใหญ่”
ไปเสวียนอีพึมพำกับตัวเอง “วันนี้ได้เห็นวิถีดาบเช่นนี้ ต่อให้พ่ายแพ้ในใจข้าก็ยังบังเกิดความยินดียิ่งนัก”
กล่าวจบเขาก็หันหลังเดินจากไป
“ท่านปู่ ข้าไม่ได้ทำให้ท่านผิดหวัง ตอนนี้ท่านสบายใจได้แล้ว”
ไปเสวียนอีเดินมาถึงข้างกายพยัคฆ์ขาวพร้อมกับเอ่ยปากอย่างยิ้มแย้ม
พยัคฆ์ขาวมีแววตาที่สงบราบเรียบ “ในใจเจ้ามีความสุขก็พอแล้ว”
ไปเสวียนอีพยักหน้าพลางกล่าวว่า “ผ่านความพ่ายแพ้ครั้งนี้กลับทำให้ข้าตระหนักรู้ในเรื่องการฝึกฝนได้กระจ่างแจ้งขึ้น หากไม่มีอะไรผิดพลาดอีกมิช้าคงจะทะลวงผ่านไปได้อีกขั้น”
คำกล่าวนี้นำให้สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวหลายตนถึงกับอึ้งไป ในใจบังเกิดความริษยาที่ไม่อาจกดข่มได้ พยัคฆ์ขาวนี้มีบุญวาสนาอันใดถึงได้มีลูกหลานที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้?
พยัคฆ์ขาวหัวเราะออกมา เงยหน้าขึ้นมองลูเยีย “สหายน้อยลู ขอบใจเจ้ามาก! ในภายภาคหน้าหากเจ้าสงสัยในเรื่องใดบนเส้นทางดาบก็สามารถมาหาข้าได้ทุกเมื่อ!”
ลูเยียชะงักไปครู่หนึ่ง นี่กำลังขอบคุณเขาที่เอาชนะไปเสวียนอีอย่างนั้นหรือ?
ฟิ้ว!
ป้ายสลักชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าผู้พิทักษ์สุสาน
พยัคฆ์ขาวกล่าวว่า “เมื่อการประลองสิ้นสุด ขอรบกวนท่านช่วยมอบสิ่งนี้ให้สหายน้อยลูด้วย ในภายหน้าหากเขามีสิ่งนี้ติดตัว ขอเพียงมายังเขตหวงห้ามลึกลับที่หก เขาก็สามารถมาที่ถ้ำศักดิ์สิทธิ์แดนสุขาวดีของข้าได้ทุกเมื่อ”
ผู้พิทักษ์สุสานรับของไว้ “ได้”
ในใจของนางรู้สึกตกตะลึงไม่น้อย ‘พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาผู้มีนิสัยรุนแรงจิตใจโหดเหี้ยม เป็นที่เลื่องลือไปทั่วเขตหวงห้ามลึกลับที่หกว่าเป็น ‘เทพแห่งการสังหาร!’ ในบรรดาสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวที่อยู่ที่นี่ สถานะของพยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขานั้นถือว่าอยู่ในระดับสูงสุดอย่างแน่นอน’
แต่ตอนนี้เพราะเรื่องของไปเสวียนอี เขาถึงกับมอบ ‘คำสั่ง’ ให้แก่ลูเยียและเป็นฝ่ายเริ่มสร้างความสัมพันธ์อันดีเสียเอง!
นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอย่างแท้จริง
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้เหล่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวที่อยู่ที่นั่นรู้สึกประหลาดใจ
“เจ้าพยัคฆ์เฒ่า เจ้าคงไม่ได้คิดจะรับศิษย์กระมัง?”
ต้นไม้ใหญ่ที่สูงเสียดฟ้าตนนั้นเอ่ยขึ้นว่า “ต้องยอมรับว่าสหายน้อยลูเยียผู้นี้ บนเส้นทางวิถีดาบนับเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่หาได้ยากยิ่งตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ข้ายามอยู่ขอบเขตแก่นทองคำไม่ได้มีความสามารถทางวิถีดาบที่ร้ายกาจเช่นนี้ และไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นคู่ต่อสู้”
พยัคฆ์ขาวกล่าวจบก็พาไปเสวียนอีจากไป ในเมื่อแพ้แล้วก็ย่อมสูญเสียโอกาสที่จะไปยังเนินจักรพรรดิเบญจธาตุด้วย
เมื่อมองสองปู่หลานคู่นี้เดินลับตาไป บรรยากาศในสนามประลองก็เริ่มกลับมาเคร่งขรึมอีกครั้ง แม้แต่ไปเสวียนอียังแพ้ ในบรรดาผู้เข้าร่วมการเดิมพันนั้นยังมีใครจะเป็นคู่ต่อสู้ของลูเยียได้อีก?
“สหายน้อยลู เจ้าต้องการพักสักครู่หรือไม่?”
ผู้พิทักษ์สุสานถามอีกครั้ง
การต่อสู้ครั้งนี้ดุเดือดเกินกว่าที่คาดคิด แม้ว่าลูเยียจะไม่ได้รับบาดเจ็บแต่ก็ทำให้ผู้พิทักษ์สุสานอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าเขาอาจจะใช้พลังมากเกินไปหรือไม่
ลูเยียปฏิเสธอีกครั้ง คู่ต่อสู้ที่เข้าร่วมการเดิมพันเหลือเพียงสามคนเท่านั้น สู้ อีกอึดใจเดียวให้จบไปเลยจะดีกว่า คู่ต่อสู้ทั้งสามไม่ได้ถอยหนีและไม่ได้ตกใจกับพลังการต่อสู้ของลูเยีย อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นผู้แข็งแกร่งที่ท้าทายสวรรค์แห่งเขตหวงห้ามลึกลับที่หก แต่ละคนมีความภาคภูมิใจของตัวเอง
ทว่าน่าเสียดายเมื่อทั้งสามทยอยลงสนามก็ไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้ ถูกลูเยียปราบลงทีละคน
จนถึงตอนนี้ลูเยียชนะมาแล้วแปดครั้งติดต่อกัน!
คู่ต่อสู้ทั้งหมดที่เข้าร่วมการเดิมพันล้วนพ่ายแพ้จนสิ้น
เมื่อเผชิญกับผลลัพธ์เช่นนี้ แม้สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นจะไม่ยินยอมพร้อมใจ พวกมันก็จำต้องยอมรับว่าลูเยียแข็งแกร่งมาก คู่ต่อสู้ทั้งหมดไม่ได้แพ้อย่างไม่เป็นธรรม!
“นี่สิถึงจะเรียกว่าไร้พ่ายในขอบเขตเดียวกันอย่างแท้จริง น่าโล่งใจที่เขามีพลังบำเพ็ญขอบเขตแก่นทองคำเท่านั้น”
ไก่ห้าสีถอนหายใจ “ถึงแม้จะท้าทายสวรรค์ก็เป็นเพียงขั้นเริ่มต้นของมหาวิถีเท่านั้น”
“ไก่ห้าสี เจ้าช่างใจแคบเหลือเกิน สหายน้อยลูที่อยู่ในขอบเขตแก่นทองคำเช่นนี้ ต่อไปอาจจะเหนือกว่าพวกเราคนแก่ทั้งหมดก็เป็นได้!”
ต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้ากล่าว “ขอบเขตแก่นทองคำแท้จริงแล้วอ่อนแอมาก แต่ลูเยียมีรากฐานที่น่าสะพรึงกลัวเพียงนี้ เส้นทางมหาวิถีในอนาคตย่อมสดใสแน่นอน!”
“จริงด้วย หากสหายน้อยลูอยู่ในขอบเขตเดียวกับพวกเรา… คงจะสามารถครอบครองเขตหวงห้ามลึกลับที่หกทั้งหมดได้เลย”
งูยักษ์สีเขียวเอ่ยพึมพำ
ลูเยียเดินออกจากสนามประลองค่ายกลต้องห้ามแล้ว แต่เมื่อได้ยินคำเหล่านี้ ในใจอดรู้สึกหนาวสั่นไม่ได้
คำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้มิใช่การยกยอปอปั้นเพื่อรอวันสังหารหรอกหรือ?
ในบรรดาผู้ที่อยู่ที่นี่มิแน่ว่าอาจจะมีตาแก่บางคนหมั่นไส้ตนเองและแอบซ่อนจิตสังหารไว้ในใจแล้วก็ได้!
“ทุกท่านคิดมากเกินไปแล้ว”
ผู้พิทักษ์สุสานเอ่ยขึ้น “สหายน้อยลูไม่ได้เป็นคนของเขตหวงห้ามลึกลับที่หก เส้นทางมหาวิถีของเขาอยู่ในโลกภายนอก พวกท่านอย่าได้คิดเล่นงานเขา มิเช่นนั้นข้าผู้นี้จะเป็นคนแรกที่ไม่ยินยอม!”
คำพูดเหล่านี้เท่ากับเป็นการประกาศจุดยืนว่าลูเยียจะไม่อยู่ในเขตหวงห้ามลึกลับที่หกนาน ใครก็ตามที่กล้าคิดร้ายจะต้องผ่านด่านนางไปก่อน!
“ฮาๆ เจ้าคิดมากเกินไป พวกเราจะไปคิดเล็กคิดน้อยกับเด็กหนุ่มขอบเขตแก่นทองคำได้อย่างไร?”
ไก่ห้าสีหัวเราะเสียงดัง ผู้พิทักษ์สุสานไม่สนใจ ส่งเสียงกระแสจิตไปหาลูเยีย
“ยามที่เจ้าวานรเฒ่ากับพยัคฆขาวจากไปต่างก็ได้ทิ้งแก่นแท้มหาวิถีเอาไว้คนละสาย ส่วนแก่นแท้มหาวิถีของคนอื่นๆ ข้าก็ช่วยเจ้ารวบรวมไว้แล้ว”
“รอให้เรื่องวันนี้จบลง ข้าจะตรวจสอบแก่นแท้มหาวิถีเหล่านี้ด้วยตัวเองว่ามีความเสี่ยงแฝงหรือไม่ แล้วค่อยมอบให้เจ้า”
ลูเยียพยักหน้า “รบกวนท่านผู้อาวุโสแล้ว”
ในใจของเขารู้สึกตื่นเต้นมาก แก่นแท้มหาวิถีที่คู่ต่อสู้ทั้งแปดคนแสดงออกมานั้นล้วนถือเป็นสุดยอดทั้งสิ้น เป็นมหาวิถีที่มุ่งตรงสู่สวรรค์อย่างแท้จริง แต่ละอย่างล้วนมีความลึกลับเฉพาะตัว หากสามารถหลอมรวมเข้าสู่เจตจำนงดาบชิงซวิ ย่อมต้องทำให้ระดับของคุณภาพเจตจำนงดาบชิงซวิเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างแน่นอน!
“ต่อไปเราจะดำเนินการประลองต่อ”
ผู้พิทักษ์สุสานเอ่ยปาก
การประลองก่อนหน้านี้คือการเดิมพัน
ยังมีผู้แข็งแกร่งบางคนที่ไม่ได้เข้าร่วมการเดิมพัน ตามกฎแล้วพวกเขาย่อมต้องดำเนินการแข่งขันต่อไป
“ไม่ต้องแข่งแล้ว มีสหายลูเยียอยู่ที่นี่ไม่มีอะไรให้สงสัยอีกแล้ว”
งูยักษ์สีเขียวส่ายหัวเลือกที่จะสละสิทธิ์ให้กับรุ่นหลังของตนด้วยความสมัครใจ
เมื่อนางแสดงท่าทีเช่นนั้น สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวคนอื่นๆ ก็เริ่มทยอยออกปากเลือกที่จะยอมแพ้
ลูเยียคนเดียวชนะติดต่อกันแปดศึก ทั้งยังเอาชนะไปเสวียนอีได้ถือว่าไร้เทียมทานในผู้ที่อยู่ขอบเขตเดียวกัน หากประลองต่อก็ไร้ความหมาย
ด้วยเหตุนี้การแข่งขันเพื่อแย่งชิง ‘เนินจักรพรรดิเบญจธาตุ’ ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จึงถือเป็นอันปิดม่านลง
อีกาหัวขาวดีใจเป็นบ้าเป็นหลัง รีบเข้าไปแสดงความยินดีกับลูเยียเป็นคนแรก
สีหน้าของราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณยิ่งซับซ้อนขึ้น
เมื่อช่วงก่อนหน้านี้ลูเยียได้พิชิตเหล่าปีศาจในเผ่าต่างๆ ของเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่และมหาปุโรหิตของแดนรัตติกาล
ตอนนี้การประลองในขอบเขตเดียวกันที่เขตหวงห้ามลึกลับที่หก เขายังสามารถกดข่มศัตรูได้ทั่วทั้งสารทิศ!
สิ่งเดียวที่ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณรู้สึกงุนงงคือ เหตุใดชายหนุ่มผู้นี้ที่เหล่าผู้ยิ่งใหญ่จากเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่เรียกว่า ‘ท่านผู้อาวุโสลู’ จึงแสดงเพียงพลังบำเพ็ญขอบเขตแก่นทองคำเท่านั้น?
“สหายน้อยลู เจ้าควรระวังไว้สักหน่อย วานรเฒ่ามีนิสัยจดจำเจ้าแค้นที่ที่สุด เขาไม่สนใจว่าพลังบำเพ็ญของเจ้าสูงหรือต่ำ หากมีโอกาสเขาต้องแก้แค้นเจ้าแน่!”
ไก่ห้าสีเอ่ยเตือนด้วยรอยยิ้ม ลูเยียยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้ากลับอยากรู้ว่าท่านจะแก้แค้นข้าด้วยหรือไม่?”
ไก่ห้าสีชี้ไปที่จีคุน “นั่นต้องดูที่ใจของหลานชายข้า”
จีคุนกล่าวอย่างไร้อารมณ์ว่า “ข้ายังยอมรับความพ่ายแพ้ได้!”
เขาไม่อาจทนอยู่ต่อได้อีกแล้ว หมุนตัวเดินจากไปทันที
“มีกระดูกสันหลัง! สมแล้วที่เป็นหลานชายของข้า!”
ไก่ห้าสีกล่าวพลางส่งมอบ ‘แก่นแท้แห่งสุริยัน’ ให้กับผู้พิทักษ์สุสานอย่างเต็มใจ
จากนั้นเขาก็หันมายิ้มให้ลูเยีย “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะยุแยงหรอกนะ แต่เป็นเพราะเจ้าแซ่ลูต่างหาก!”
เพียงแค่แซ่นี้ก็เพียงพอที่จะนำความหายนะมาสู่เจ้าแล้ว! เจ้าเด็กน้อย เจ้าต้องระวังตัวไว้ให้ดีละ”
ทิ้งคำพูดปริศนานี้ไว้ ไก่ห้าสีก็เหยียบบนเมฆสีม่วงนั้นแล้วล่องลอยจากไปอย่างสง่างาม ลูเยียขมวดคิ้ว เพียงแค่เพราะแซ่เท่านั้นก็จะนำภัยพิบัติมาสู่ตัวได้งั้นหรือ?
เขาเหลือบมองไปทางผู้พิทักษ์สุสาน แต่กลับเห็นว่าบนใบหน้าของอีกฝ่ายปรากฏแววความเคร่งขรึมพาดผ่านวูบหนึ่ง