บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 278 ล้วนซ่อนเขี้ยวเล็บ
ลูเยียกวาดสายตามองไปยังบรรดาสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวโดยรอบ
เขาตระหนักได้อย่างเฉียบคมว่ายามที่ไก่ห้าสีจงใจเน้นย้ำว่าตัวเองแซ่ลูนั้น แววตาที่สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นมองมายังตนก็แปรเปลี่ยนไปอย่างลึกซึ้ง
ลูเยียตรึกตรองเพียงครู่ก็เข้าใจ
เรื่องนี้ย่อมต้องเกี่ยวข้องกับวาสนาในเทือกเขาเฉียนเฟิงอย่างแน่นอน!
แม้ว่าตอนนั้นชายในอาภรณ์สีเขียวจะลงมือลบเลือนร่องรอยและความทรงจำทั้งหมดของการต่อสู้ที่เทือกเขาเฉียนเฟิงไปแล้ว แต่ทว่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นคงจับตามองเทือกเขาเฉียนเฟิงมาเนินนานมากแล้ว!
หรือจะกล่าวให้ถูกคือพวกเขากำลังจับตามองวาสนาที่ทิ้งไว้ให้พี่ใหญ่ลูเฉียวต่างหาก!
เป็นไปตามคาด มีผูหนึ่งเอ่ยปากทำลายความเงียบขึ้นมาโดยตรง
“สวรรค์ส่งสัญญาณสังหาร ดวงดาวเคลื่อนคล้อย แผ่นดินส่งสัญญาณสังหาร มังกรผุดขึ้นจากแผ่นดิน มนุษย์ส่งสัญญาณสังหาร พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน…”
ต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้าตนนั้นเอ่ยปากว่า “สหายน้อยลู หรือว่าเจ้าก็คือคนผู้นั้น?”
บรรยากาศพลันเคร่งขรึมกดดันขึ้นมาในทันใด
“จำเป็นด้วยหรือที่ต้องพูดเรื่องพวกนี้ออกมา? เดี๋ยวจะทำให้ผู้พิทักษ์สุสานไม่พอใจเอานะ”
ปักษาดุร้ายสีทองนั้นกล่าวว่า “แต่ในเมื่อทุกอย่างถูกเปิดเผยออกมาแล้ว ไม่ต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้อีกต่อไป ข้าก็อยากจะฉวยโอกาสนี้เตือนสหายน้อยลูสักประโยคหนึ่ง”
ลูเยียกล่าวอย่างสงบเยือกเย็น “เชิญท่านกล่าวมาเถิด”
ปักษาดุร้ายสีทองมีแววตาหยั่งเชิง “ระหว่างทางที่เจ้าออกจากเขตหวงห้ามลึกลับที่หก เจ้าจะต้องระมัดระวังให้มากเชียวละ”
ผู้พิทักษ์สุสานมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นทันที “เจ้าคิดว่าข้าไม่อยู่ที่นี่หรืออย่างไร?”
ปักษาดุร้ายสีทองหัวเราะพลางกล่าวว่า “ข้าแค่เตือนสหายน้อยลูเท่านั้นเอง”
ลูเยียยิ้มพลางกล่าว “ขอบคุณสำหรับคำเตือน หากมีโอกาสในอนาคตข้าจะเชิญท่านดื่มสุรา”
ปักษาดุร้ายสีทองตกตะลึงไปชั่วครู่ก่อนจะหัวเราะเสียงดัง “ดีมาก! ไม่ว่าจะเป็นสุราคารวะหรือสุราลงทัณฑ์ข้าก็ซื่อบื้อดื่มทั้งนั้น”
ปักษาดุร้ายสีทองพาจินเกิงจากไปพร้อมกัน
“ผู้พิทักษ์สุสาน ท่านเพียงคนเดียวต้องทั้งปกป้องเทือกเขาเฉียนเฟิง ทั้งจับตาดูเนินจักรพรรดิเบญจธาตุ ต้องแบ่งความสนใจไปส่งสหายน้อยลู ข้าเกรงว่าท่านจะดูแลไม่ทั่วถึง”
ต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้ากล่าว “มิสู้พวกเรามาร่วมมือกันด้วยการทำสัญญาพันธมิตรแบบ ‘วิถีสวรรค์’ ข้าจะช่วยท่านสักแรงเป็นอย่างไร?”
ผู้พิทักษ์สุสานพ่นวาจาออกมาเพียงคำเดียว “ไสหัวไป!”
ต้นไม้ใหญ่หัวเราะเยาะ “เช่นนั้นก็คอยดูกันต่อไป!”
เขาพาตัวหนึ่งจากไปด้วยเช่นกัน
ผู้พิทักษ์สุสานกวาดสายตามองสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวที่เหลือแล้วกล่าวว่า “ยังจะรั้งอยู่ที่นี่ทำไมกันอีก? อยากจะลองดูหรือว่ายายแก่คนนี้ยังสู้ไหวอยู่หรือไม่?”
เสียงนั้นแผ่กระจายออกไป เหล่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวพากันจากไปทีละคน
“ผู้พิทักษ์สุสาน หากท่านยินยอมให้สหายน้อยลูเยียมารับเป็นศิษย์ข้าสืบทอดวิชาของข้า ข้าสัญญาได้ว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของท่าน”
ก่อนจากไป ‘ราชันวิญญาณ’ ที่สวมเกราะเก่าๆ กล่าว
ผู้พิทักษ์สุสานตอบว่า “สืบทอดวิชางั้นหรือ? ข้าว่าเจ้าแก่หนังเหนียวนี่กำลังจ้องจะฮุบร่างของลูเยียเสียมากกว่ากระมัง? รีบไสหัวไปเสีย!”
น่าเสียดายยิ่งนัก ราชันวิญญาณถอนหายใจหนึ่งครั้งแล้วหมุนตัวจากไป
“สหายน้อยดูแลตัวเองให้ดีนะ!”
งูยักษ์สีเขียวจากไปด้วยรอยยิ้ม ทว่าแววตาที่มองลูเยียนั้นกลับแฝงความหมายบางอย่างที่ยากจะคาดเดาได้
ไม่นานพวกสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นก็จากไปจนหมด ใต้ต้นหม่อนเก่าแก่ ใบหน้าอันเมตตาของผู้พิทักษ์สุสานบัดนี้เต็มไปด้วยความมืดมน
“ขออภัยด้วย ข้าไม่ได้คาดคิดว่าพวกเขาจะสงสัยว่าเจ้าเป็นคนๆ นั้น”
ผู้พิทักษ์สุสานหันกายมองไปที่ลูเยีย “แต่เจ้าวางใจได้ ข้าจะต้องให้เจ้าออกไปอย่างปลอดภัย”
น้ำเสียงมั่นคงเด็ดเดี่ยว
ลูเยียยิ้มพลางกล่าว “ท่านผู้อาวุโสไม่ต้องรู้สึกผิด ข้าเข้าใจดี”
เขายังคงจดจำเรื่องราวการต่อสู้ที่เทือกเขาเฉียนเฟิงได้อย่างครบถ้วน เข้าใจดีว่าทำไมพวกสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นถึงจับตาดูเขา และย่อมเข้าใจอย่างชัดเจนว่าคนที่ติดต่อตัวเขาอย่างแท้จริงมีเพียงผู้พิทักษ์สุสานเท่านั้น
“เจ้ารอสักครู่”
ผู้พิทักษ์สุสานพลิกฝ่ามือขึ้นแล้วแก่นแท้มหาวิถีถึงแปดชนิดปรากฏออกมา
ได้แก่ ‘แก่นแท้แห่งสุริยัน’ ของไก่หกสี ‘วิถีแห่งอนธการดับสูญ’ ของเผ่าวานรปีศาจ ‘วิถีแห่งการเกิดดับ’ ของต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้า ‘แก่นแท้แสงวายุ’ ของปักษาดุร้ายสีทอง ‘เจตจำนงแห่งเต๋าซิงจิ’ ของเผ่าพยัคฆ์ขาว… รวมไปถึง ‘แก่นแท้โลหิตเร้น’ ‘แก่นแท้หมื่นลักษณ์’ ‘แก่นแท้เสวียนหมิง’ ที่ลูเยียชนะมาจากคู่ต่อสู้สามตนสุดท้าย
รวมแล้วเป็นแก่นแท้มหาวิถีถึงแปดชนิด ล้วนเป็นมหาวิถีระดับสูงสุดที่ทะลวงถึงสวรรค์ทั้งสิ้น
ผู้พิทักษ์สุสานทำการตรวจสอบทีละอย่าง
ไม่นานนางก็ขมวดคิ้ว “นอกจากเจ้าพยัคฆ์ขาวแล้ว เจ้าพวกแก่หนังเหนียวคนอื่นๆ ล้วนแต่เล่ห์เหลี่ยมจัด แก่นแท้มหาวิถีที่มอบไว้ดูเหมือนจะสมบูรณ์แต่ความล้ำลึกที่แฝงอยู่กลับคลุมเครือมาก ยากที่จะตระหนักรู้และควบคุมได้”
ลูเยียยิ้มพลางกล่าว “ขอแค่ไม่ถูกปลอมแปลงก็ดีแล้ว”
ในใจของเขากลับมองเจ้าพยัคฆ์ขาวสูงขึ้นอีกระดับ รวมไปถึงไปเสวียนอีด้วยที่เขารู้สึกมีมุมมองที่เปลี่ยนไปด้วย
ผู้พิทักษ์สุสานนำแก่นแท้มหาวิถีเหล่านั้นมาผนึกทีละอย่าง แล้วส่งมอบให้ลูเยียพร้อมกับป้ายคำสั่งที่พยัคฆ์ขาวมอบให้
อีกาหัวขาวโมโหเป็นฟืนเป็นไฟไม่อาจทนได้อีกต่อไป
“มารดามันเถิด ท่านใต้เท้าของข้าเพิ่งแสดงความสามารถได้อย่างยิ่งใหญ่ แต่กลับถูกกลั่นแกล้งอย่างนี้ ยกเว้นพยัคฆขาวเฒ่าตัวนั้น พวกเฒ่าเศษเดนเหล่านั้นสมควรตายทั้งหมด!”
ลูเยียกล่าวเสียงอ่อนโยน “อาจู อย่าทำให้ท่านยายต้องลำบากใจเพิ่มเลย การที่ท่านสามารถนั่งพิทักษ์อยู่ที่นี่จนสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นมิกล้าทำอะไรบุ่มบ่ามก็นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว”
อีกาหัวขาวชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็กล่าวด้วยความเป็นห่วง “ท่านยาย ท่านอย่าได้เก็บไปคิดมากเลย ข้าแค่ด่าพวกคนแก่เลวๆ พวกนั้นต่างหาก ไม่ได้จะกดดันให้ท่านต้องทำอะไร”
ผู้พิทักษ์สุสานมองด้วยสายตาเมตตา “ข้าเข้าใจดี”
นางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “รอให้เจ้าปลุกพลังสายเลือดแล้ว วันหน้าไม่จำเป็นต้องพึ่งข้า เจ้าก็สามารถไปสั่งสอนพวกมันได้เอง”
จริงหรือ?
ดวงตาของอีกาหัวขาวเปล่งประกายวาววับ ผู้พิทักษ์สุสานยิ้มอย่างเมตตา “ข้าเคยโกหกเจ้าเมื่อใดกัน? ไปกันเถอะ พวกเราจะไปที่เนินจักรพรรดิเบญจธาตุกันตอนี้เลย”
อีกาหัวขาวกล่าวอย่างตกตะลึง “ท่านยาย ตอนนี้ไม่ควรส่งท่านใต้เท้าออกไปก่อนหรือ? หากเจ้าพวกเฒ่าพวกนั้นเตรียมการพร้อมสรรพการจะออกไปเกรงว่าจะ…”
ผู้พิทักษ์สุสานส่ายหน้า “ไม่จำเป็นต้องกังวล ให้สหายน้อยลูเข้าสู่เนินจักรพรรดิเบญจธาตุพร้อมกับเจ้าได้เลย”
ลูเยียชะงัก “ข้าก็สามารถไปได้เช่นกันหรือ?”
ผู้พิทักษ์สุสานพยักหน้า “โอกาสในการเข้าสู่เนินจักรพรรดิเบญจธาตุแท้จริงแล้วมีเพียงหนึ่งเดียวจริงๆ และอนุญาตให้เพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่จะไปได้ ทว่าหากมีอาจูนำทาง เจ้าก็สามารถไปได้เช่นกัน”
ลูเยียตระหนักได้อย่างเฉียบคมว่ากุญแจสำคัญอยู่ที่ตัวอาจู
“ดีเยี่ยมยิ่งนัก! ขอเพียงแค่หลบอยู่ในเนินจักรพรรดิเบญจธาตุ พวกเฒ่าเลวทรามเหล่านั้นย่อมหาท่านใต้เท้าไม่พบแน่นอน!”
อีกาหัวขาวกล่าวอย่างตื่นเต้น
ทว่าลูเยียกลับกล่าวว่า “ท่านผู้อาวุโส ข้ามาพบท่านในครานี้ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะขอคำชี้แนะ”
“เช่นนั้นก็คุยกันระหว่างทาง”
“แม่หนู ขอให้เจ้าอดทนซ่อนตัวอยู่ในเทือกเขาเฉียนเฟิงก่อน”
ผู้พิทักษ์สุสานมองไปทางราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณ
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าจะทำตามคำสั่งของท่านยาย!”
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณรีบตอบ ในใจลึกๆ แม้จะรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ไปเห็นเนินจักรพรรดิเบญจธาตุด้วยตาตนเอง
“โชคชะตาของเจ้าไม่ได้อยู่ที่เนินจักรพรรดิเบญจธาตุ”
ผู้พิทักษ์สุสานจ้องมองราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณอย่างลึกซึ้ง “ในอนาคตเจ้าจะเข้าใจเอง”
กล่าวจบนางก็ยกมือโบกหนึ่งครั้ง ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณก็ถูกย้ายไปยังส่วนลึกของเทือกเขาเฉียนเฟิง หลังจากนั้นผู้พิทักษ์สุสานพลิกฝ่ามือขึ้นปรากฏโคมไฟที่ส่องแสงสีเหลืองหม่นดวงหนึ่งออกมา
“ไปกันเถอะ”
ผู้พิทักษ์สุสานถือโคมไฟนำทาง ลูเยียและอีกาหัวขาวออกเดินทางไปด้วยกัน
ทุกย่างก้าวชดเชยระยะทางในพริบตา เร็วราวกับการเคลื่อนย้ายร่างในชั่วพริบตา
“ท่านผู้อาวุโส ข้าเตรียมจะไปยังเขตหวงห้ามลึกลับที่หาในเร็วๆ นี้ ไม่ทราบว่าท่านพอจะรู้เรื่องราวของที่นั่นบ้างหรือไม่?”
ระหว่างทางลูเยียถามด้วยความถ่อมตัว
“เขตหวงห้ามลึกลับที่หา? ที่นั่นเป็นที่ตั้งของซากโบราณสถานตั้งแต่ยุคบรรพกาลแห่งโลกชิงหมิง มีวัตถุประหลาดมากมายที่เกี่ยวข้องกับเผ่าหมอผียุคบรรพกาล แตกต่างจากเขตหวงห้ามอื่นๆ โดยสิ้นเชิง…”
กล่าวมาถึงตรงนี้ผู้พิทักษ์สุสานก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“เจ้าจะไปที่นั่นเพื่อสิ่งใด?”
ลูเยียไม่ได้ปิดบัง เล่าเรื่องที่ท่านอารองลูซิงอีถูกกักขังให้ฟัง
“ลูซิงอี? แววตาของผู้พิทักษ์สุสานเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน “สวรรค์ส่งสัญญาณสังหาร ดาวเคลื่อนคล้อย… เขาถึงกับถูกกักขังอยู่ในเขตหวงห้ามลึกลับที่หาหรือ? เกรงว่าเรื่องนี้จะมีเงื่อนงำอื่นแฝงอยู่เสียแล้ว”