บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 28 การสัมผัสศีรษะ
บทที่ 28 การสัมผัสศีรษะ
เปลี่ยนเตาหลอมทดสอบพลังอันใหม่?
คำพูดประโยคเดียวของลู่เยี่ยทำให้ผู้คนในห้องโถงใหญ่ตื่นจากภวังค์ความตกตะลึง
เมื่อทุกคนหันไปมองลู่เยี่ยอีกครั้ง สายตาของพวกเขาก็ล้วนแปลกไป
สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นั้นช่างเหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง นับเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยจริง ๆ!
“คุณชายรองลู่คงไม่ทราบ”
ฟางเป่ยเจิ้นหัวเราะอย่างขมขื่นแล้วกล่าวว่า “จวนที่ว่าการกรมปราบปีศาจทั่วต้าเฉียนต่างมีเตาหลอมทดสอบพลังเพียงใบเดียว หากเสียหายก็ต้องขอให้กรมปราบปีศาจที่เมืองหลวงหลอมใหม่เท่านั้น”
แม่นางนั่วนั่วจ้องฟางเป่ยเจิ้นอย่างเอาเรื่อง แล้วกล่าวว่า “เจ้าไม่ได้ยินหรือ ลู่เยี่ยหมายความว่า เขาจำเป็นต้องทดสอบพลังด้วยหรือ?”
“เรื่องนี้…”
ฟางเป่ยเจิ้นลังเลไปชั่วขณะ
หัวหน้าอย่างหลี่ฮั่นซานได้จัดการทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว โดยไม่มีความตั้งใจที่จะให้โอกาสลู่เยี่ยเข้าร่วมกรมปราบปีศาจเลยแม้แต่น้อย!
และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นโอกาสในการขัดขวางไม่ให้ลู่เยี่ยผ่านการทดสอบ
“อย่างไรกัน? เจ้าต้องการใช้โอกาสนี้สร้างเรื่องวุ่นวาย เพื่อกลั่นแกล้งลู่เยี่ยงั้นหรือ?”
แม่นางนั่วนั่วแค่นเสียงเย็นชา แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “แม้ว่าการทดสอบเมื่อครู่จะเกิดเหตุไม่คาดฝันบ้าง แต่ทุกคนที่อยู่ในที่นี้ไม่ได้ตาบอด! ลู่เยี่ยทำให้ดวงดาวสว่างขึ้นถึงเก้าดวงในการทดสอบพลัง ทุกคนเห็นกับตาตัวเอง!”
ฟางเป่ยเจิ้นตัวแข็งทื่อไปทั้งตัว แล้วยิ้มเจื่อน ๆ “ท่านผู้บัญชาการกล่าวเกินไปแล้ว เหตุที่ข้าลำบากใจก็เพราะไม่เคยเผชิญเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน”
นั่วนั่วกล่าวอย่างเรียบเฉย “อย่างนั้นหรือ? ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ต้องคิดให้ดี เพราะท่านอาจารย์ของข้าก็จับตาดูเรื่องนี้อยู่เช่นกัน”
ฟางเป่ยเจิ้นสูดลมหายใจเย็นเยียบเข้าไป แล้วตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ความเห็นของข้าก็เหมือนกับท่านผู้บัญชาการ เมื่อครู่พวกท่านทุกคนเห็นชัดเจนแล้วใช่หรือไม่?”
ทุกคนในห้องโถงใหญ่ต่างพยักหน้าพร้อมกัน
“ถ้าเช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา”
ฟางเป่ยเจิ้นโบกมือ “การทดสอบพลังในครั้งนี้ คุณชายรองลู่ผ่านแล้ว!”
ลู่เยี่ยเอ่ยถามขึ้น “ผ่านก็คือผ่าน แต่ข้าต้องถามให้ชัดเจนก่อน เตาหลอมทดสอบพลังที่ถูกทำลายนี้ ข้าจำเป็นต้องรับผิดชอบหรือไม่?”
ในใจเขาทราบดีว่า หากวันนี้มิได้แม่นางนั่วนั่วติดตามมาด้วย เพียงเรื่องที่เตาหลอมทดสอบพลังถูกทำลายเพียงเรื่องเดียวนี้ ย่อมถูกฟางเป่ยเจิ้นใช้โอกาสนี้เป็นข้ออ้างในการกลั่นแกล้งตนอย่างแน่นอน!
ฟางเป่ยเจิ้นจึงรีบกล่าวว่า “คุณชายรองลู่โปรดวางใจ เรื่องนี้จวนที่ว่าการกรมปราบปีศาจของพวกเราจะบันทึกไว้โดยละเอียด แล้วส่งไปยังกรมปราบปีศาจแห่งเมืองหลวง เพื่อให้พวกเขาตัดสินใจ!”
คำพูดเช่นนี้ราวกับลมปาก เท่ากับไม่ได้พูดอะไรเลย
นั่วนั่วยิ่งรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง นางจึงกล่าวตรง ๆ “ข้าก็จะขอคำแนะนำจากท่านอาจารย์แล้วรายงานเรื่องนี้ไปยังกรมปราบปีศาจแห่งเมืองหลวงและจะฟ้องร้องด้วย ถามพวกเขาดูว่า เหตุใดเตาหลอมทดสอบพลังนี้ถึงระเบิด เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีผู้ใดลงมือทำอะไรบางอย่าง!”
สีหน้าของฟางเป่ยเจิ้นเปลี่ยนไป เขาไม่กล้าพูดจาเหลวไหลอีก
“ถ้าเช่นนั้นก็เริ่มการทดสอบด่านที่สองกันเถิด”
ลู่เยี่ยไม่ต้องการเสียเวลาอีกต่อไป
ด่านที่สองคือการสังหารปีศาจ
ต้องเข้าไปต่อสู้กับปีศาจตัวหนึ่งด้วยมือเปล่าในกรงขังขนาดเก้าจั้ง
“คุณชายรองตระกูลลู่ เชิญทางนี้ขอรับ”
องครักษ์ผู้หนึ่งนำลู่เยี่ยไปยังด้านข้างของห้องโถงใหญ่
ที่นั่นมีกรงเหล็กดำขนาดเก้าจั้ง ที่ปกคลุมไปด้วยอักขระอยู่
องครักษ์อีกผู้หนึ่งจูงสัตว์อสูรตัวหนึ่งเข้ามา
สัตว์อสูรตัวนั้นมีรูปร่างคล้ายหมาป่า ขนาดเท่าลูกวัว ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผล ลำคอถูกล่ามไว้ด้วยโซ่เหล็ก
เห็นได้ชัดว่าเป็นสัตว์อสูรที่เกือบจะพุ่งเข้าโจมตีลู่เยี่ยเมื่อตอนที่เขาเพิ่งมาถึงห้องโถงใหญ่!
“นี่คือสัตว์อสูรหมาป่าโลหิตที่โตเต็มวัย เป็นสัตว์อสูรระดับเก้า มีพลังเทียบเท่ากับผู้แข็งแกร่งขอบเขตชักนำวิญญาณขั้นเก้า”
ฟางเป่ยเจิ้นแนะนำว่า “อย่างไรก็ตาม หมาป่าโลหิตตัวนี้ก็แตกต่างจากหมาป่าโลหิตทั่วไป หมาป่าโลหิตตัวนี้มีสายเลือดที่พิเศษมาก หากถูกยั่วยุจนโกรธเต็มที่ มันจะสามารถปลุกพลังสายเลือดออกมา และแสดงพลังการต่อสู้ที่เทียบเท่ากับขอบเขตตำหนักวิญญาณได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นั่วนั่วก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “เจ้าทำเช่นนี้โดยเจตนาใช่หรือไม่? เป็นเพียงการทดสอบภายในเท่านั้น เหตุใดถึงเลือกหมาป่าที่มีสายเลือดกลายพันธุ์เช่นนี้?”
ฟางเป่ยเจิ้นจึงรีบอธิบายว่า “ท่านผู้บัญชาการเข้าใจผิดแล้ว ขณะนี้ในจวนที่ว่าการมีสัตว์อสูรที่คุมขังอยู่น้อยนัก มีเพียงหมาป่าโลหิตตัวนี้ที่เหมาะสมที่สุด ตัวอื่นล้วนใช้ไม่ได้ หากท่านไม่เชื่อ…”
เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ เสียงเขาก็หยุดชะงักไปทันที
ฟางเป่ยเจิ้นตกตะลึง
คนอื่น ๆ ที่อยู่ในที่นั้นรวมถึงเขาต่างก็เบิกตากว้าง
ที่แท้ลู่เยี่ยได้เดินเข้าไปในกรงขังที่สูงเก้าจั้งนั้นตั้งแต่แรก แล้วยื่นมือไปลูบศีรษะของสัตว์อสูรหมาป่าโลหิตตัวนั้น
ราวกับกำลังลูบหัวสุนัขอย่างไรอย่างนั้น
สัตว์อสูรหมาป่าโลหิตถูกปลดโซ่ตรวนออกไปแล้ว ได้รับอิสรภาพอีกครั้ง ปกติมันควรจะแสดงความดุร้ายออกมา
ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องอ้าปากค้างคือ หมาป่าโลหิตกลับทรุดลงนั่งอยู่ตรงนั้น
ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว
ดวงตาสีแดงฉานทั้งคู่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ไร้ที่พึ่ง และความสิ้นหวัง
มันไม่กล้าขยับเลยแม้แต่น้อย!
“นี่นับว่าผ่านด่านแล้วใช่หรือไม่?”
ลู่เยี่ยลูบศีรษะหมาป่าโลหิตพลางเอ่ยถาม
“นี่มัน…”
นั่วนั่วถึงกับงุนงง เกิดอะไรขึ้นกัน?
“ให้ตายเถอะ หรือว่าหมาป่าโลหิตนี่มันก็เกิดปัญหาเช่นเดียวกับเตาหลอมทดสอบพลัง?”
ฟางเป่ยเจิ้นอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา
“ท่านผู้บัญชาการ หมาป่าโลหิตมิมีปัญหาใด ๆ อย่างแน่นอน!”
องครักษ์ผู้หนึ่งรีบอธิบายด้วยเหงื่อท่วมใบหน้า
ฟางเป่ยเจิ้นมีสีหน้าเย็นชา “เจ้าเข้าไปตรวจดูด้วยตัวเองเดี๋ยวนี้! อย่าทำให้การทดสอบของคุณชายรองลู่ต้องล่าช้า!”
องครักษ์รีบเดินเข้าไปในกรง
ลู่เยี่ยยิ้มพร้อมกับถอยไปด้านข้าง
เสียงคำรามดังสนั่นราวกับฟ้าผ่า เสียงนั้นสะเทือนจนแก้วหูของทุกคนในห้องโถงใหญ่รู้สึกเจ็บปวด
เห็นเพียงหมาป่าโลหิตทะยานขึ้นสู่อากาศอย่างฉับพลัน พุ่งเข้าโจมตีองครักษ์ผู้นั้น
กรงเล็บแหลมคมฉีกอากาศ เกิดเป็นแสงสีเลือดที่บาดตา
พลังอำนาจที่ดุร้ายน่าสะพรึงกลัวนั้น ทำให้องครักษ์ที่เพิ่งก้าวเข้าไปในกรง ตัวแข็งทื่อ สีหน้าซีดเผือด
ทุกคนหน้าเปลี่ยนสีไปในทันที ต่างมองเห็นว่าหมาป่าโลหิตตัวนั้นได้กระตุ้นพลังสายเลือด และแสดงความสามารถในการต่อสู้เทียบเท่าขอบเขตตำหนักวิญญาณ
เมื่อเห็นว่าองครักษ์ผู้นั้นกำลังจะประสบเคราะห์ร้าย ในช่วงเวลาอันฉุกละหุกนี้ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“นั่งลง!”
กรงเล็บแหลมคมของหมาป่าโลหิตกำลังจะแตะถูกหน้าอกขององครักษ์แล้ว แต่มันกลับหดกรงเล็บกลับในชั่วขณะนั้น ร่างกายพลิกตัวลงพื้น งอขาหลังลง แล้วนั่งลงอย่างว่าง่ายอยู่ตรงนั้น
พลังสายเลือดอันน่าสะพรึงกลัวทั้งหมดพลันหายไปพร้อมกัน
“นี่มัน…”
ทุกคนตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ
ใครจะไปกล้าจินตนาการเล่าว่านี่คือหมาป่าโลหิตที่มีสายเลือดพิเศษ?
สุนัขที่เลี้ยงไว้ในบ้านคงไม่มีตัวไหนเชื่อฟังและว่านอนสอนง่ายถึงเพียงนี้!
ในขณะนี้เอง ทุกคนจึงเริ่มเข้าใจและตระหนักได้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หมาป่าโลหิต แต่เป็นเพราะลู่เยี่ยสามารถกดข่มและควบคุมความดุร้ายของมันไว้ได้อย่างสมบูรณ์!
“เจ้าโจรหน้าด้านคนนี้ใช้วิธีใดกันแน่ ถึงได้เหลือเชื่อถึงเพียงนี้?”
นั่วนั่วรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
หากเป็นผู้ฝึกตนผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ย่อมสามารถใช้เพียงกลิ่นอายก็สามารถกดข่มหมาป่าโลหิตตัวนี้ได้อย่างง่ายดาย
แต่ไม่ใช่ลู่เยี่ย!
ไม่เพียงแค่นั่วนั่วเท่านั้น ทุกคนที่อยู่ในสถานที่นี้ล้วนแสดงสีหน้าตกละลึงด้วยความไม่อยากเชื่อ
มันช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก!
“ยังต้องทดสอบอีกหรือไม่?”
ลู่เยี่ยเดินออกมาจากกรงขัง
ประตูของกรงยังคงเปิดกว้างอยู่ หมาป่าโลหิตตัวนั้นยังคงนั่งหมอบอยู่ตรงนั้นอย่างว่านอนสอนง่าย ไม่กล้าหายใจแรงและยิ่งไม่กล้าฉวยโอกาสหลบหนีออกมาด้วย
“ไม่จำเป็นแล้ว”
ฟางเป่ยเจิ้นสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ กลั้นความอึดอัดในใจไว้ แล้วกล่าวด้วยความชื่นชม “ขออนุญาตถาม คุณชายรองลู่ ท่านใช้วิธีการวิเศษอันใดกัน ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก!”
ลู่เยี่ยกล่าว “หากเจ้าบอกข้าว่าวันนี้หลี่ฮั่นซานสั่งให้เจ้ากลั่นแกล้งข้าหรือไม่ โดยไม่ต้องการให้ข้าผ่านการทดสอบ ข้าก็จะบอกเจ้า”
สีหน้าของฟางเป่ยเจิ้นนิ่งค้างไป หัวเราะแห้ง ๆ พลางกล่าวว่า “คุณชายรองลู่คิดมากไปแล้ว การทดสอบของพวกเรากรมปราบปีศาจนั้น ยุติธรรมที่สุด!”
ลู่เยี่ยยิ้มน้อย ๆ ไม่ได้กล่าวอะไรอีก
การทดสอบด่านที่สามมีชื่อเรียกว่า ทักษะการลงทัณฑ์
การทดสอบด่านนี้คือการทรมานปีศาจที่มีสติปัญญา เพื่อบีบบังคับให้มันเปิดเผยเบาะแสที่มีคุณค่า
ในกรมปราบปีศาจ ทุกคนที่เป็นองครักษ์ปราบปีศาจจำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะการลงทัณฑ์หลากหลายแขนง เพื่อความสะดวกในการรวบรวมข่าวกรองระหว่างการสังหารปีศาจและกำจัดมาร
องครักษ์ได้นำปีศาจนกชนิดหนึ่งเข้ามา ‘อีกาหัวขาว’ มีขนาดเท่าฝ่ามือ ขนสีดำสนิท มีเพียงขนสีขาวกระจุกเดียวบนศีรษะเท่านั้น
เมื่อเห็นอีกาหัวขาวตัวนี้ ใบหน้าอันงดงามของนั่วนั่วก็เปลี่ยนเป็นเศร้าหมองลงทันที
หากจะพูดว่าหมาป่าโลหิตก่อนหน้านี้เป็นการจงใจสร้างความยากลำบากให้ลู่เยี่ย
ดังนั้นในตอนนี้ นี่คือการไม่ให้โอกาสลู่เยี่ยผ่านการทดสอบเลยแม้แต่น้อย!
ใครบ้างจะไม่รู้ว่า อีกาหัวขาวแม้จะมีสติปัญญา แต่ปากของมันกลับแน่นมาก เมื่อถูกลงทัณฑ์มันก็จะฆ่าตัวตายในทันที?
การใช้คำหว่านล้อมให้ยอมจำนนก็ใช้ไม่ได้ เพราะอีกาหัวขาวจะไม่หลงกลโดยเด็ดขาด
ปีศาจนกชนิดนี้ เรียกได้ว่าทั้งวิธีรุนแรงและวิธีอ่อนโยนก็ใช้ไม่ได้ผลเลย!
ผู้คนจากจวนที่ว่าการกรมปราบปีศาจที่อยู่ในเหตุการณ์เห็นเช่นนั้นก็เข้าใจในทันทีว่าการทดสอบภายในวันนี้มีปัญหา
แน่นอนว่าเป็นการจงใจเล่นงานลู่เยี่ย!
ลู่เยี่ยลูบคางมองดูอีกาหัวขาวตัวนั้น ในใจคิดว่า ‘ดูเหมือนหลี่ฮั่นซานจะทำเพื่อแก้แค้นให้บุตรชายอย่างหลี่ทั่ว เขาคงจะเสียสติไปแล้ว!’
“ช้าก่อน ข้ามีอะไรจะพูด!”
นั่วนั่วจ้องมองฟางเป่ยเจิ้นอย่างเย็นชา พลางกล่าวว่า “ข้าถามเจ้า อีกาหัวขาวนี้เจ้าเป็นคนจัดการ หรือว่าเป็นหลี่ฮั่นซานที่เป็นคนจัดการกันแน่?”