บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 32 นกสายลับ
บทที่ 32 นกสายลับ
ในระหว่างทางที่กลับไปยังจวนตระกูลลู่
“เหตุใดเจ้าจึงจงใจยั่วยุหลี่ฮั่นซานเล่า ถ้าเขาเกิดบ้าคลั่งขึ้นมาแล้วลงมือสังหารเจ้าที่นั่นจะทำอย่างไร?”
นั่วนั่วจ้องด้วยดวงตาใส ถามด้วยความไม่พอใจ
ลู่เยี่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ “มีเจ้าอยู่ เขาไม่กล้าหรอก”
“ก็จริงของเจ้า”
นั่วนั่วชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพึมพำว่า “แต่เจ้ากำลังอวดอ้างบารมีผู้อื่น รอให้ข้ากับท่านอาจารย์จากไปสิ แล้วดูว่าเจ้าจะทำอย่างไร?”
ลู่เยี่ยกล่าวอย่างจริงจัง “ที่แท้นั่วนั่วก็เป็นห่วงข้านี่เอง!”
นั่วนั่ว “?”
หญิงสาวโกรธจนอยากจะเตะเจ้าคนสารเลวนี้สักครั้ง ใครกันแน่ที่ห่วงใยเจ้า!
บนท้องฟ้า นกตัวหนึ่งโบยบินวนเวียนอยู่เป็นเวลานาน ทันใดนั้นมันก็กระพือปีกอย่างแรง แล้วพุ่งลงมาดั่งดาบคมกริบ
เพียงชั่วพริบตา มันก็ร่อนลงมาเกาะบนบ่าของลู่เยี่ยอย่างมั่นคง
“ข้าน้อยขอคารวะท่านใต้เท้า!”
ที่แท้มันคืออีกาหัวขาวตัวนั้นนี่เอง
มันหุบปีกทั้งสองข้างเข้าหากัน ก้มศีรษะลง หดกรงเล็บอย่างระมัดระวัง เพราะเกรงว่าจะทำให้เสื้อบนบ่าของลู่เยี่ยฉีกขาด
“หลี่ฮั่นซานพูดว่าอย่างไร?” ลู่เยี่ยเอ่ยถาม
“เจ้าเฒ่าสารเลวนั่นช่างไร้ยางอายสิ้นดี ถึงกับเก็บความแค้นในใจต่อท่านใต้เท้า พร่ำพูดว่าจะให้ท่านใต้เท้าตายอย่างไร้ที่ฝัง!”
อีกาหัวขาวพูดจาหยาบคายก่อนจะสาปแช่งยาวเหยียด แล้วจึงเล่าบทสนทนาระหว่างหลี่ฮั่นซานและฟางเป่ยเจิ้นออกมาทีละประโยค
“ท่านใต้เท้า เฒ่าหลี่ผู้นั้นยังกล่าวอีกว่า ไม่ว่าท่านจะเลือกภารกิจปราบปีศาจใดในสามภารกิจนั้น ท่านก็จะไม่มีวันได้กลับมา!”
อีกาหัวขาวกล่าวว่า “และฟางเป่ยเจิ้นก็ตัดสินใจแล้วว่าจะร่วมมือกันจัดการกับท่านใต้เท้าด้วย!”
“อย่างนั้นหรือ ช่างไม่ได้ทำให้ข้าประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย”
ลู่เยี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกระซิบสั่งอะไรบางอย่างข้างหูของอีกาหัวขาว
ไม่นาน อีกาหัวขาวก็กระพือปีกทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า และหายลับไปในอากาศทันที
นั่วนั่วจึงถามด้วยความประหลาดใจ “ปีศาจนกนั่นหลบหนีออกมาจากจวนที่ว่าการกรมปราบปีศาจได้อย่างไรกัน?”
“ข้าช่วยมันเอง”
ลู่เยี่ยหัวเราะพลางกล่าว “ตอนนี้ มันได้เป็นสายลับที่ซื่อสัตย์ภักดีต่อข้าแล้ว!”
นั่วนั่วตกตะลึง
เจ้าโจรหน้าด้านคนนี้ไปช่วยอีกาหัวขาวตั้งแต่เมื่อใด และเหตุใดจึงทำให้มันกลายเป็นสมุนรับใช้ได้?
ในเรื่องนี้ ลู่เยี่ยกลับไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อีก เขาปิดปากเงียบ
……
ณ จวนตระกูลลู่
“หลังจากที่ดวงดาวเก้าดวงเปล่งแสงสว่างขึ้น เตาหลอมทดสอบพลังระเบิดอย่างนั้นหรือ?”
เซี่ยหลิงชิวพึมพำเบา ๆ ใบหน้าอันงดงามและเย้ายวนแสดงความประหลาดใจที่ไม่อาจปกปิด
หลังจากที่นั่วนั่วกลับมา นางก็เล่ารายละเอียดการทดสอบภายในของลู่เยี่ยทั้งหมดโดยไม่มีการปิดบังใด ๆ
“ท่านอาจารย์ ท่านคงคาดเดาอะไรบางอย่างออกแล้วกระมัง?”
นั่วนั่วรู้สึกสงสัยอย่างมาก
เซี่ยหลิงชิวสงบจิตใจลงก่อนจะกล่าวว่า “เนื่องจากการทดสอบนี้มุ่งเน้นไปที่การประเมินผู้เข้าใหม่ นอกจากเตาหลอมทดสอบพลังที่กรมปราบปีศาจแห่งเมืองหลวงแล้ว เตาหลอมทดสอบพลังในที่ต่าง ๆ ทั่วแผ่นดินล้วนสามารถทดสอบพลังได้สูงสุดเพียงแค่ขอบเขตตำหนักวิญญาณการหลอมรวมที่ห้าเท่านั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นั่วนั่วจึงเข้าใจในที่สุด นางกล่าวอย่างตกใจว่า “ลู่เยี่ยมีพลังบำเพ็ญอยู่ในขอบเขตชักนำวิญญาณขั้นเจ็ด ซึ่งเทียบเท่ากับผู้แข็งแกร่งขอบเขตตำหนักวิญญาณการหลอมรวมที่ห้าเลยหรือ?”
เซี่ยหลิงชิวมองด้วยสายตาประหลาด “หากเพียงแค่นั้น เตาหลอมทดสอบพลังจะระเบิดได้อย่างไรกัน?”
“ท่านอาจารย์กำลังบอกว่า พลังบำเพ็ญของลู่เยี่ยยังแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้อีกงั้นหรือ?”
นั่วนั่วเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
“เป็นเช่นนั้นแน่นอน”
เซี่ยหลิงชิวเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “แผ่นดินต้าเฉียนสืบทอดมายาวนานถึงแปดร้อยปีแล้ว ยังไม่เคยปรากฏขอบเขตชักนำวิญญาณที่ท้าทายสวรรค์ได้ถึงเพียงนี้มาก่อนเลย”
ในขอบเขตชักนำวิญญาณ ความสามารถนี้เหนือล้ำทุกคนในต้าเฉียนมาตลอดแปดร้อยปี!
“เจ้าโจรหน้าด้านนั่นหลับใหลไปตั้งสามปี เท่ากับสูญเสียเวลาฝึกฝนไปสามปีเต็ม แล้วทำไมพอตื่นขึ้นมาถึงได้น่าตกใจเช่นนี้…”
นั่วนั่วรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง
นางคิดเอาไว้ว่า หลังจากผ่านไปสามปี หากได้เผชิญหน้ากับลู่เยี่ยอีกครั้ง นางจะต้องจัดการเขาได้อย่างง่ายดาย
ใครจะคิดว่า ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย!
เซี่ยหลิงชิวกำลังครุ่นคิดถึงการแสดงความสามารถของลู่เยี่ยในด่านทั้งสี่ ได้แก่ การสังหารปีศาจ ทักษะการลงทัณฑ์ การผ่าพิสูจน์ และการฝึกฝนจิตใจ
แต่ละด่านล้วนแฝงไว้ด้วยความลับอันลึกซึ้งและเกินความคาดหมาย
จนกระทั่งเซี่ยหลิงชิวอดรู้สึกสงสัยไม่ได้
ในช่วงสามปีที่หลับใหล ลู่เยี่ยได้ผ่านประสบการณ์อะไรมาบ้าง?
และเจ้าหนูผู้นี้ยังซ่อนความลับอีกมากมายเพียงใดที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้?
“ว่าแต่ เขาเลือกภารกิจปราบปีศาจใด?”
เซี่ยหลิงชิวถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน
นั่วนั่วส่ายหน้า “เขาไม่ได้บอก มีเพียงเขาเท่านั้นที่ทราบ แต่ไม่ว่าเขาจะเลือกภารกิจใด หลี่ฮั่นซานก็จะไม่ปล่อยเขาไปแน่!”
ว่าแล้ว นั่วนั่วก็ถามว่า “ท่านอาจารย์ ท่านจะช่วยเขาหรือไม่?”
แววตาของเซี่ยหลิงชิวมีความหมายลึกซึ้ง “เจ้ายังมองไม่ออกอีกหรือ เขามีแผนการในใจพร้อมอยู่แล้ว เช่นนั้นพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่ง มิฉะนั้นจะกลายเป็นการทำเกินเหตุ”
นั่วนั่วชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วเข้าใจในทันที “ถูกแล้ว ตราบใดที่มีโอกาสอวดอ้างบารมีผู้อื่น เจ้าโจรหน้าด้านนั่นก็ไม่มีทางพลาด แต่ครั้งนี้กลับไม่ขอความช่วยเหลือจากท่านอาจารย์ แสดงว่าเขามีแผนอื่นอย่างแน่นอน!”
“อวดอ้างบารมีผู้อื่น?”
เซี่ยหลิงชิวพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาทันที “เจ้าเล่าให้ข้าฟังเกี่ยวกับเบาะแสของราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณอีกครั้งหน่อย!”
เมื่อพูดถึงราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณ สีหน้าของเซี่ยหลิงชิวกลับเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
“เจ้าค่ะ”
นั่วนั่วพยักหน้า
ตั้งแต่ต้นจนจบ สองอาจารย์ลูกศิษย์มิเคยคาดเดาได้เลยว่า ในการทดสอบพลัง ลู่เยี่ยใช้พลังเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
……
“พี่ใหญ่ ข้าต้องออกจากบ้านไปทำธุระในอีกสามวัน และยังไม่แน่ใจว่าจะกลับมาเมื่อใด”
หลังจากกลับมาถึงตระกูล ลู่เยี่ยก็ไปหาพี่ใหญ่ลู่เซียว
“แต่ท่านวางใจได้ อย่างช้าที่สุดภายในเจ็ดวัน ข้าจะกลับมาอย่างแน่นอน”
“ในช่วงเวลานี้ ไม่ว่าตระกูลจะเผชิญปัญหาใดก็ตาม ขอให้อ้างชื่อแม่ทัพเซี่ยหลิงชิวไปจัดการก็พอ”
ลู่เยี่ยกำชับอย่างจริงจัง
นับตั้งแต่เขาฟื้นขึ้นมา ในเวลาอันสั้นไม่ถึงสองวัน แรกเริ่มเขาได้บรรลุ ‘ข้อตกลงอย่างบุรุษ’ กับบิดาของคู่หมั้นในอนาคต ฉินอู๋ซาง
หลังจากนั้นก็ก่อเรื่องวุ่นวายที่สำนักศึกษาเทียนเหอ ฉีกหน้ากับเจ้าเมืองเทียนป๋อฉง และจับกุมพี่สะใภ้ใหญ่พานอิ๋งซิ่วกับน้องชายของนางพานอวิ๋นเฟิงขังไว้ด้วย
สามารถกล่าวได้ว่า การกระทำเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดคลื่นลมครั้งใหญ่แล้ว
แต่ลู่เยี่ยชั่วขณะนี้ยังไม่กังวลอะไรนัก
เพราะตระกูลลู่ในยามนี้มีเซี่ยหลิงชิวซึ่งเปรียบดั่งพระพุทธรูปองค์ใหญ่คอยคุ้มครองอยู่ เพียงพอที่จะกดข่มลมพายุที่กำลังพัดกระหน่ำทั่วเมือง และข่มขวัญทั้งสี่ทิศ!
“ดี!”
ลู่เซียวตอบรับ
เขาไม่ได้ถามว่าลู่เยี่ยจะไปทำอะไรในอีกสามวัน แต่กลับถามว่า “เจ้าต้องการให้ตระกูลช่วยทำอะไรบ้างหรือไม่?”
ลู่เยี่ยกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น พี่ใหญ่และตระกูลอยู่ดีมีสุข สำหรับข้าแล้ว นั่นก็เพียงพอแล้ว”
ยามค่ำคืน ภายในห้อง
ลู่เยี่ยนั่งขัดสมาธิ นั่งฝึกฝนอย่างสงบ
แม้ตระกูลลู่จะประสบภัยพิบัติครั้งใหญ่ แต่รากฐานยังคงอยู่ และไม่ขาดแคลนทรัพยากรสำหรับการฝึกฝนในขอบเขตชักนำวิญญาณ
เบื้องหน้าของลู่เยี่ยมีกล่อง ‘หินวิญญาณ’ วางอยู่เต็มไปหมด
ต้าเฉียนเป็นอาณาจักรของมนุษย์โลก ซึ่งคนธรรมทั่วไปมีจำนวนมาก ผู้ที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกฝนจริง ๆ มีไม่ถึงหนึ่งส่วนสิบของประชากรทั้งหมด
สกุลเงินที่ใช้กันมากที่สุดในต้าเฉียนคือเงินบริสุทธิ์และทองคำบริสุทธิ์
แต่ในสายตาของผู้ฝึกตน หินวิญญาณต่างหากที่ถือเป็นสกุลเงินหลักที่แข็งค่าและเป็นที่ยอมรับ
ตามราคาตลาดปัจจุบัน หินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งก้อนมีค่าเทียบเท่ากับเงินบริสุทธิ์หนึ่งพันก้อน หรือทองคำบริสุทธิ์สิบก้อน!
ราคาที่แพงลิบลิ่วเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะสามารถแบกรับได้
แคร่ก ๆ ๆ……
เมื่อเวลาผ่านไป พลังวิญญาณที่ลู่เยี่ยหลอมรวมยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ หินวิญญาณแต่ละก้อนแตกสลาย กลายเป็นผงละเอียดแล้วสลายไป
ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม หินวิญญาณระดับต่ำสามสิบก้อนในกล่องก็ถูกใช้จนหมดสิ้น
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ลู่เยี่ยก็ใช้ทองคำบริสุทธิ์ไปถึงสามร้อยก้อนในการฝึกฝน!
“คัมภีร์หลอมเก้าแห่งฮุ่นตุ้น สมแล้วที่เป็นหนึ่งในสามคัมภีร์มหัศจรรย์ที่บรรดาบรรพจารย์ระดับสูงยอมรับ เพียงแต่การฝึกฝนมันช่างสิ้นเปลืองเหลือเกิน!”
ลู่เยี่ยบ่นในใจ ‘อย่าว่าแต่คนทั่วไปเลย หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ทรัพย์สมบัติของตระกูลลู่คงต้องถูกข้าใช้หมดสิ้นเป็นแน่!’
ปัจจุบันเขามีพลังบำเพ็ญเพียงแค่ขอบเขตชักนำวิญญาณ แต่ปริมาณหินวิญญาณที่ใช้ในการฝึกฝนก็มากมายมหาศาลเช่นนี้แล้ว หากภายหลังก้าวเข้าสู่ขอบเขตตำหนักวิญญาณ ขอบเขตแท่นทองคำ ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์…
แล้วจะต้องใช้หินวิญญาณอีกมากเพียงใดจึงจะเพียงพอสำหรับความต้องการในการฝึกฝนประจำวัน?
ลู่เยี่ยรู้สึกปวดหัวเมื่อคิดถึงเรื่องนี้
“อย่างไรก็ตาม หากข้าสามารถสร้างรากฐานแห่งเต๋าที่สามารถยืนหยัดอย่างองอาจเหนือผู้อื่นในดินแดนหลิงชางได้ ไม่ว่าจะต้องใช้หินวิญญาณไปมากเท่าใด ก็ถือว่าคุ้มค่า” ลู่เยี่ยคิดในใจ
ประสบการณ์สามปีในการผจญภัยในสนามรบนอกอาณาเขต ทำให้วิสัยทัศน์ของเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ต้าเฉียนอีกต่อไป แต่กว้างไกลไปทั่วทั้งดินแดนหลิงชาง
ไม่นานนัก ลู่เยี่ยก็หยิบกล่องหินวิญญาณอีกกล่องหนึ่งออกมา แล้วฝึกฝนต่อไป
แสงเต๋าสีฟ้าอมเขียวอ่อน ๆ สายหนึ่งไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ดูเลือนรางราวกับความฝัน
ภายในทะเลแห่งจิตสำนึก ดาวดวงเล็ก ๆ สิบเก้าดวงซึ่งเป็นตัวแทนของรอบประทับบรรพจารย์สั่นไหวเบา ๆ หลั่งละอองแสงหลากสีลงมา ค่อย ๆ แทรกซึมเข้าสู่จิตเทวะของลู่เยี่ยอย่างเงียบงัน
ในขณะเดียวกัน ระหว่างเส้นลายมือบนฝ่ามือขวาของลู่เยี่ย ผังดาบเก้าคุมขังอันคุ้นเคยค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ
ในภาพนั้น มีความโกลาหลแผ่ปกคลุมไปทั่ว และมีซากปรักหักพังลึกลับที่เหมือนคุกคุมขังเก้าแห่งปรากฏให้เห็นลาง ๆ และเงาของดาบแห่งวิถีหนึ่งเล่มกดทับอยู่เบื้องบน
สำหรับความเคลื่อนไหวอันแผ่วเบาของผังดาบเก้าคุมขังที่อยู่บนฝ่ามือ ลู่เยี่ยที่กำลังฝึกฝนอยู่นั้นมิได้ไร้ความรู้สึกตัวโดยสิ้นเชิง
ตรงกันข้าม ตลอดหลายปีมานี้ เขาได้คุ้นชินกับมันมานานแล้ว
บางครั้งเขาถึงกับฝันเห็นตัวเองปรากฏอยู่ในความโกลาหลที่ผังดาบเก้าคุมขังแสดงออกมา!
น่าเสียดายที่ความฝันนั้นช่างเลือนราง
จนถึงตอนนี้ การค้นพบเพียงอย่างเดียวของลู่เยี่ยคือ ผังดาบเก้าคุมขังบนฝ่ามือค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นทีละน้อยตลอดหลายปีที่ผ่านมา!
นอกจากนี้ก็ไม่มีการค้นพบอื่นใดอีก
อย่างไรก็ตาม ลู่เยี่ยมีลางสังหรณ์อย่างแรงกล้าว่า อาจไม่ต้องรออีกนานนัก ตัวเขาจะต้องมีโอกาสที่จะสำรวจความลึกลับของผังดาบเก้าคุมขังอย่างแน่นอน!
สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ยามเช้าตรู่ หลังจากลู่เยี่ยช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้เซี่ยหลิงชิวแล้ว เขาก็ลุกขึ้นเพื่อกล่าวลา
“ท่านแม่ทัพ รอข้ากลับมาหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจปราบปีศาจ ข้าจะมารักษาอาการบาดเจ็บให้ท่านอีกครั้ง”
เซี่ยหลิงชิวหยิบม้วนคัมภีร์ที่ผนึกไว้อย่างแน่นหนาออกมา แล้วส่งให้
“เจ้าเก็บไว้ พกติดตัวไว้ หากพบเจอกับอันตราย ก็ให้เปิดม้วนคัมภีร์นี้ออก”