บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 33 ราชาอสรพิษหางแดง
บทที่ 33 ราชาอสรพิษหางแดง
จวบจนกระทั่งลู่เยี่ยจากไป เซี่ยหลิงชิวก็ไม่ได้ถามว่าลู่เยี่ยเลือกภารกิจปราบปีศาจภารกิจใด
ย่อมมิมีความจำเป็น
“ท่านอาจารย์ ท่านมิได้กล่าวว่าจะไม่เข้ายุ่งเกี่ยวแล้วหรอกหรือ? เหตุใดจึงมอบสมบัติป้องกันตัวให้เขาเล่า? ข้าเป็นศิษย์ของท่าน แต่กลับมิเคยได้รับความโปรดปรานถึงเพียงนี้เลย!”
นั่วนั่วบ่นพึมพำ หญิงสาวแสดงความริษยาออกมาอย่างชัดเจน
เซี่ยหลิงชิวหัวเราะทั้งน้ำตา “หากเขาเกิดเรื่องขึ้นมา ใครจะมารักษาอาการบาดเจ็บให้ข้า เจ้าทำได้หรือ?”
นั่วนั่วชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เขาต้องไม่เกิดเรื่องเด็ดขาด! ท่านอาจารย์ หรือว่าข้าควรจะแอบติดตามเขาไปเงียบ ๆ ดี?”
เซี่ยหลิงชิวส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ไม่จำเป็น เขาวางใจมอบที่ดินของบรรพบุรุษตระกูลลู่ให้ฉินอู๋ซางคอยดูแล อีกทั้งยังเชิญข้ามาพักฟื้นที่ตระกูลลู่ ก็นับว่าเขาไม่มีความกังวลใด ๆ แล้ว”
เซี่ยหลิงชิวยืดตัวบิดขี้เกียจยาว ๆ พลางเอ่ยอย่างเนิบนาบว่า “อย่าได้ดูแคลนลู่เยี่ยเชียว เขาซ่อนความสามารถลึกล้ำเกินกว่าที่เจ้าจินตนาการไว้มากนัก”
เมื่อครู่นางสังเกตเห็นว่า แค่ไม่ได้พบกันเพียงสามวัน พลังบำเพ็ญของลู่เยี่ยกลับทะลวงขีดจำกัดอีกแล้ว!
และเป็นการทะลวงถึงสองครั้งแล้ว
บัดนี้ เขาได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตชักนำวิญญาณขั้นแปดแล้ว!
จนถึงขนาดที่เซี่ยหลิงชิวก็ยากจะประเมินได้ว่า หากลู่เยี่ยใช้พลังทั้งหมด เขาจะสามารถสังหารศัตรูในขอบเขตตำหนักวิญญาณการหลอมรวมใดได้บ้าง
……
จวนที่ว่าการกรมปราบปีศาจ
“เจ้ากำลังจะไปปราบปีศาจที่แม่น้ำซงหยางเช่นนั้นหรือ?”
เมื่อฟางเป่ยเจิ้นทราบภารกิจที่ลู่เยี่ยเลือก แววตาของเขาก็มีความผิดแผกไปบ้าง
“ใช่แล้ว” ลู่เยี่ยพยักหน้า
“เจ้าก็เคยอ่านเอกสารมาแล้ว การปราบปีศาจที่แม่น้ำซงหยางนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง จำเป็นต้องให้นายกองจากจวนที่ว่าการนำทีมด้วยตัวเองเท่านั้นจึงจะทำได้”
ฟางเป่ยเจิ้นเอ่ยด้วยความลำบากใจว่า “แต่ว่าตอนนี้ในจวนที่ว่าการนี้เหลือข้าเพียงคนเดียวที่เป็นนายกอง ส่วนเขานายกองทั้งหมดต่างออกไปปฏิบัติภารกิจข้างนอกกันหมดแล้ว ถ้าเช่นนั้น… เจ้าเปลี่ยนภารกิจอื่นดีหรือไม่?”
ลู่เยี่ยยิ้ม “หากเป็นไปได้ ขอให้ท่านใต้เท้าไปกับข้าสักครั้งได้หรือไม่?”
ฟางเป่ยเจิ้นชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วครุ่นคิดก่อนจะพูดว่า “ข้าไม่ได้ขัดข้องอะไร เพียงแต่ว่า… เจ้าไม่คิดพิจารณาดูอีกหน่อยหรือ?”
ลู่เยี่ยจึงตอบว่า “ข้าพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ขอให้ท่านใต้เท้าโปรดอำนวยความสะดวกด้วย!”
ฟางเป่ยเจิ้นไม่อาจคาดเดาได้ว่าลู่เยี่ยกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ เด็กคนนี้ไม่กลัวว่าจะถูกเขาแก้แค้นเลยหรืออย่างไร?
หรือว่า… เขาแน่ใจว่าตนเองเกรงกลัวแม่ทัพเซี่ยหลิงชิว จึงไม่กล้าทำอะไรอย่างบุ่มบ่ามกับเขา?
ครู่ใหญ่ ฟางเป่ยเจิ้นจึงเอ่ยว่า “เอาเถิด ข้าจะติดตามเจ้าไปสักครั้ง!”
“อย่างไรก็ตาม ต้องตกลงกันไว้ก่อน ในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ เจ้าจะต้องลงมือสังหารสัตว์อสูรระดับเก้าด้วยมือของเจ้าเอง!”
“แน่นอน ข้าจะไม่ยืนดูโดยไม่ช่วยเหลือ แต่หากเจ้าประสบภัยจนถึงแก่ความตาย ก็ไม่เกี่ยวข้องกับข้า! เข้าใจหรือไม่?”
ลู่เยี่ยตอบรับอย่างไม่ลังเล “เข้าใจแล้ว!”
ฟางเป่ยเจิ้นหยิบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการปราบปีศาจที่แม่น้ำซงหยางออกมา แล้วกล่าวว่า
“ลงนามและประทับลายนิ้วมือบนนี้ จึงจะถือว่าได้รับภารกิจปราบปีศาจนี้อย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นพวกเราจะออกเดินทาง”
ท้ายสัญญามีข้อความเขียนไว้ว่า ‘ในระหว่างการสังหารปีศาจ ความเป็นและความตายอยู่ขึ้นอยู่กับตนเอง’
ลู่เยี่ยเพียงแค่กวาดตาดูแวบเดียว ก็ลงนามชื่อของตนเอง และประทับลายนิ้วมือ
ถึงตอนนี้ ฟางเป่ยเจิ้นจึงเชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่า ลู่เยี่ยมิได้เป็นการลองเชิง แต่ตั้งใจจะไปทำภารกิจกับเขาจริง ๆ
ช่างเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดยิ่งนัก!
เจ้าเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่รู้หรือว่า สิ่งที่ตนอยากทำที่สุดในตอนนี้ก็คือการสังหารเขาให้ตายเสีย?
ฟางเป่ยเจิ้นคิดไม่ตก สุดท้ายก็สรุปได้เพียงสี่คำ
สวรรค์มีตา!
ในวันนั้น ลู่เยี่ยได้ติดตามฟางเป่ยเจิ้น ขี่ม้าเร็วที่กรมปราบปีศาจจัดเตรียมไว้ออกจากเมืองไป
“ข่าวการออกจากเมืองของลู่เยี่ย ได้ถูกส่งออกไปแล้วหรือไม่?”
ณ จวนที่ว่าการกรมปราบปีศาจ หลี่ฮั่นซานผู้เป็นหัวหน้าเอ่ยถาม
ในมือของเขากำลังเล่นถ้วยชาเคลือบลายครามที่ผลิตจากเตาเผาหรูเย่า
ในต้าเฉียน เครื่องปั้นดินเผาที่ผลิตจากเตาเผาหรูเย่าเป็นหนึ่งในสิ่งของล้ำค่าที่ขุนนางและตระกูลชนชั้นสูงชื่นชอบมากที่สุด
มีคำกล่าวที่ว่า “ถึงจะมีทรัพย์สมบัติมากมาย ก็มิอาจเทียบได้กับเศษเสี้ยวของเครื่องเคลือบลายครามจากเตาเผาหรูเย่า”
ในฐานะผู้บัญชาการอาภรณ์สีเงิน หลี่ฮั่นซานก็มีเครื่องเคลือบลายครามจากเตาเผาหรูเย่าสะสมไว้เพียงสองชิ้นเท่านั้น
ว่ากันว่าเตาเผาหรูเย่าคือเตาเผาหลวงที่สร้างขึ้นในราชวงศ์ซ่งเหนือ เครื่องเคลือบจากเตาเผาหรูเย่าถือเป็นสุดยอดของสุดยอดเครื่องเคลือบ โดยมีสีฟ้าสว่างเล็กน้อย คล้ายท้องฟ้าหลังฝนที่เมฆยังไม่สลายไปหมด
น่าเสียดายที่เมื่อวานนี้เพราะลู่เยี่ย ทำให้หลี่ฮั่นซานโกรธเกรี้ยวจนทำเครื่องเคลือบแตกไปหนึ่งชิ้น
“รายงานท่านใต้เท้า ข้าได้ส่งข่าวไปยังตระกูลหลี่ ตระกูลฟาง จวนเจ้าเมือง และสำนักศึกษาเทียนเหอแล้วขอบรับ”
บ่าวรับใช้สูงอายุผู้หนึ่งตอบอย่างนอบน้อม
หลี่ฮั่นซานพยักหน้าด้วยความพอใจ “ตราบใดที่กรมปราบปีศาจไม่ลงมือจัดการกับลู่เยี่ยโดยตรง ท่านแม่ทัพเซี่ยหลิงชิวก็จะหาข้อผิดพลาดใด ๆ ไม่ได้!”
เขายกถ้วยชาในมือขึ้นมาชื่นชมอย่างเงียบ ๆ “คราวนี้ เจ้าสารเลวลู่เยี่ยนั่นถูกลิขิตไว้แล้วว่าต้องไปไม่มีวันกลับ!”
แต่ทว่า เพียงครึ่งชั่วยามต่อมาก็มีข่าวส่งกลับมา
“ท่านใต้เท้าแย่แล้ว! กองกำลังที่ถูกส่งไปล่าลู่เยี่ยจากสำนักใหญ่ต่าง ๆ ล้วนถอนกำลังกลับหมดแล้ว!”
“อะไรนะ?”
หลี่ฮั่นซานตาหรี่ลง “เกิดความเปลี่ยนแปลงอันใดขึ้น?”
ผู้มารายงานกล่าวว่า “ท่านแม่ทัพเซี่ยหลิงชิวปรากฏตัวบนกำแพงเมืองด้านข้างประตูเมือง กล่าวว่าว่างงาน ไม่มีอะไรทำ จึงมาเดินเล่น”
หลี่ฮั่นซาน “……”
เดินเล่นบ้าบออะไรกัน นั่นมันเป็นการช่วยลู่เยี่ยสกัดกั้นกองกำลังไล่ล่าของเขาต่างหาก!
ในตอนนี้ที่เมืองเทียนเหอหากไม่ใช่คนหูหนวก ทุกคนต่างก็รู้ว่าเซี่ยหลิงชิวพำนักอยู่ที่จวนตระกูลลู่
และในวันนี้ แม่ทัพอาภรณ์สีแดงผู้มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วหล้าผู้นี้กลับปรากฏตัวอยู่เหนือประตูเมือง ใครจะโง่ถึงขนาดคาดเดาเจตนาของนางไม่ออก?
ผู้รายงานยังคงรายงานต่อไป “ไม่เพียงแต่แม่ทัพเซี่ยเท่านั้น ฉินอู๋ซาง ประมุขตระกูลฉิน ซึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่พันปี ก็ปรากฏตัวบนกำแพงเมืองด้วยเช่นกัน!”
“ได้ยินมาว่า… ท่านประมุขตระกูลฉินออกมาชมทิวทัศน์”
“ชมทิวทัศน์?”
หน้าผากของหลี่ฮั่นซานมีเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาด้วยความโกรธ เขาอดไม่ได้ที่จะสบถออกมาด้วยความเดือดดาล “ชมทิวทัศน์หรือ ชมบ้าชมบออะไรกัน!”
เพล้ง!
เขากระแทกถ้วยชาในมือจนแตก
เศษเครื่องเคลือบลายครามเตาเผาหรูเย่าแตกละเอียดกระจัดกระจาย ส่องประกายใสวาววับ
หลี่ฮั่นซานที่กลับมามีสติอย่างฉับพลัน เห็นภาพตรงหน้าแล้วรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังหยดเลือด สุดท้ายได้แต่ถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง
เขาตระหนักได้ว่า การจะกำจัดลู่เยี่ยในครั้งนี้ จะต้องอาศัยปฏิบัติการปราบปีศาจครั้งนี้เท่านั้น!
……
แม่น้ำซงหยางตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ห่างไกลความเจริญอย่างยิ่ง ใกล้กับเมืองซงหยาง ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเทียนเหอประมาณสองร้อยลี้
แม้จะใช้ม้าเร็ว ก็ยังต้องใช้เวลาเดินทางครึ่งวันจึงจะถึง
“เขามีนามว่าจ้าวชิง แม้ว่าฐานะครอบครัวจะธรรมดา แต่เขาก็อาศัยความสามารถของตนเองเข้าร่วมกรมปราบปีศาจ ปัจจุบันเป็นองครักษ์ปราบปีศาจขั้นเจ็ดในจวนที่ว่าการ”
ระหว่างทาง ฟางเป่ยเจิ้นชี้ไปที่องครักษ์ปราบปีศาจคนหนึ่งที่อยู่ข้างกาย และแนะนำให้ลู่เยี่ยได้รู้จัก
ในการปฏิบัติการปราบปีศาจครั้งนี้ นอกเหนือจากลู่เยี่ยแล้ว ฟางเป่ยเจิ้นยังพาองครักษ์ปราบปีศาจอีกสี่คนมาด้วย
จ้าวชิงก็เป็นหนึ่งในนั้น
“เมื่อครึ่งเดือนก่อน ระหว่างที่จ้าวชิงออกไปปฏิบัติหน้าที่ เขาผ่านเมืองซงหยาง และได้ค้นพบโศกนาฏกรรมนองเลือดที่เกี่ยวข้องกับปีศาจที่ก่อความชั่วร้าย”
“ภารกิจของพวกเราในครั้งนี้คือการสืบสวนความจริงให้กระจ่าง และคืนความยุติธรรมให้กับชาวเมืองซงหยาง!”
“หากคุณชายรองลู่มีข้อสงสัยใดเกี่ยวกับปฏิบัติการในครั้งนี้ ก็สามารถสอบถามจ้าวชิงได้เลย”
หลังจากฟางเป่ยเจิ้นพูดจบ จ้าวชิงก็รีบประสานมือคำนับทันที “ข้าน้อยจ้าวชิง คารวะคุณชายรองลู่ หากมีข้อสงสัยใด โปรดถามได้ตามสบาย!”
“ไม่จำเป็นแล้ว”
ลู่เยี่ยยิ้มพลางส่ายหน้า “ในเอกสารได้เขียนไว้อย่างชัดเจนแล้ว”
ตามที่บันทึกในเอกสาร เมืองซงหยางมีขนาดไม่ใหญ่ ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างห่างไกล มีเพียงสามพันแปดร้อยครัวเรือน ชาวบ้านในเมืองส่วนใหญ่ดำรงชีวิตด้วยการทำไร่ไถนาและล่าสัตว์
เมื่อครึ่งเดือนก่อน กลุ่มปีศาจน้ำฝูงหนึ่งฉวยโอกาสยามค่ำคืน บุกขึ้นมาจากแม่น้ำซงหยาง ก่อเหตุเผาทำลาย สังหาร ปล้นสะดม และสังหารชาวเมืองไปเกือบหนึ่งร้อยคน
ตามที่จ้าวชิงสันนิษฐาน กลุ่มปีศาจน้ำเหล่านั้นน่าจะเป็นบริวารของเทพแห่งแม่น้ำนามว่า ‘ราชาอสรพิษหางแดง’
หลังจากรับทราบเรื่องทั้งหมด จ้าวชิงก็รีบกลับไปที่กรมปราบปีศาจทันที รายงานเรื่องนี้ต่อจวนที่ว่าการเพื่อบันทึกลงในสำนวนคดี
เนื้อหาเหล่านี้ล้วนมีบันทึกอยู่ในเอกสารทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ลู่เยี่ยสนใจอย่างแท้จริง มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น นั่นคือ
เทพแห่งแม่น้ำ ‘ราชาอสรพิษหางแดง!’