บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 355 ตายแล้วฟื้นคืนชีพ
บนยอดเขาเพลิงกัลป์ ดาบหักเล่มนั้นเปรียบเสมือนตะปูที่ตอกตรึงลู่ซิงอีเอาไว้ตรงนั้นอย่างแน่นหนาจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้อีก เขากลับไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้ ดวงตาของเขาจ้องเขม็งไปยังเบื้องหน้าจนแทบจะปริแตกด้วยความโศกเศร้า
เหตุการณ์อันน่าสลดที่เกิดขึ้นกับลู่เยี่ยก่อนหน้านี้ แม้ลู่ซิงอีจะมองไม่เห็น แต่เขากลับได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน เพราะเหตุนี้ เขาจึงรู้ดีว่าลู่เยี่ยเดินทางมาที่นี่เพื่อช่วยตนเอง ทั้งหมดเป็นความผิดของเขาเองที่ทำร้ายลู่เยี่ย!
“สารเลว! ทำไมต้องกักขังข้าไว้ตรงนี้ด้วย!!” ลู่ซิงอีคำรามด้วยความโกรธ เลือดไหลรินออกจากดวงตา เขาประคองสติไม่อยู่แล้ว แทบจะคลุ้มคลั่งเสียสติไปในทันที ทว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น กลับทำให้หัวใจของเขาแตกสลายลงอย่างสิ้นเชิง
ศีรษะของลู่เยี่ยแตกออก ถูกหนึ่งปู่ลู่ใช้เท้าเหยียบจนแหลกละเอียด ตามมาด้วยร่างกายของลู่เยี่ยที่ระเบิดเป็นเสี่ยงๆ เปรียบดังดอกไม้ไฟสีแดงเลือดที่เพิ่งจะระเบิดออก แล้วก็หายวับไปในชั่วพริบตา ในชั่วขณะก่อนความตาย ลู่เยี่ยไม่ได้รู้สึกสิ้นหวังแต่อย่างใด และไม่เคยรู้สึกลังเลสับสนเลยแม้แต่น้อย
ตั้งแต่แรกจนจบ เขาไม่เคยปิดบัง และเป็นไปตามที่เขาเคยกล่าวไว้ การมาในครานี้ เดิมทีเขาก็มาเพื่อรนหาที่ตายอยู่แล้ว และยามนี้ในที่สุดเขาก็สมปรารถนา!
“ลู่เยี่ย!!” บนยอดเขาเพลิงกัลป์ เสียงคำรามด้วยความสิ้นหวังและพังทลายของท่านอารองลู่ซิงอิดังขึ้น มันเป็นเสียงร้องที่โศกเศร้าราวกับสัตว์ป่าบาดเจ็บ
จากระยะไกล เลยเซียว เซียนหนึ่ง บรรพชนคางคกโลหิต เต่าเฒ่า และคนอื่นๆ ต่างถูกกระทบกระเทือนใจอย่างรุนแรง ยืนนิ่งงันอยู่ที่นั่น ท่านผู้อาวุโสลู่สิ้นชีพแล้วหรือ? เหตุใด… ถึงไม่มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นเลย?
ในใจของทุกคนรู้สึกว่างเปล่า หม่นหมอง และว้าวุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? ท่านผู้อาวุโสลู่ผู้ที่สามารถลบเลือนจุดเชื่อมต่อมิติตาลเวลาได้ด้วยมือเปล่า เหตุใดถึงต้องมาจบชีวิตลงเช่นนี้?
“หึ! สุดท้ายก็เป็นเพียงมดปลวกเท่านั้น มีเพียงจิตใจอันแข็งกร้าวและหัวใจนักดาบเท่านั้น ช่างน่าเวทนา น่าเศร้า ช่างน่าขันสิ้นดี!” หนึ่งปู่ลู่ส่ายหน้าเบาๆ
ถึงแม้จะพูดเช่นนั้น แต่ในขณะนี้เขากลับระแวดระวังมากกว่าที่เคยเป็นมา! ไม่มีใครรู้ว่า ในจังหวะที่เขาเหยียบศีรษะของลู่เยี่ยจนแหลกนั้น แท้จริงแล้วเขาเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันทุกประการเอาไว้แล้ว!
เพราะเขามองออกตั้งแต่แรกแล้วว่า การที่ลู่เยี่ยมาเพื่อรนหาที่ตายในครั้งนี้มันผิดปกติและมีเงื่อนงำเกินไป ยิ่งไปกว่านั้น บนร่างของลู่เยี่ยมีพลังลึกลับบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกขยาดหวาดเกรง ก่อนหน้านี้เขาก็เคยคาดการณ์ไว้แล้วว่า เป็นเพราะพลังลึกลับนี้เองที่ทำให้เจดีย์หมื่นเร้นลับยอมเชื่อฟังและทำตาม และเป็นพลังนั้นเองที่ทำให้มดปลวกตัวเล็กๆ อย่างลู่เยี่ยสามารถลบจุดเชื่อมต่อมิติตาลเวลาได้
ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายของหนึ่งปู่ลู่ก็คือ หลังจากที่เขาเหยียบลู่เยี่ยจนตายไปแล้ว กลับไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นเลย!
“บัดซบ! หรือว่าข้าคิดไปเอง และสร้างความหวาดกลัวให้ตัวเอง?” หนึ่งปู่ลู่เผยรอยยิ้มหยันตัวเองที่มุมปาก ต้องยอมรับว่า มดปลวกตัวนี้มีความสามารถอย่างหนึ่งที่เก่งกาจมาก นั่นคือการเสแสร้ง! ทำให้ตนเองต้องระแวงไปต่างๆ นานา จนถึงขั้นประเมินค่าเขามากเกินไป
บนพื้นดินยังมีเศษซากสิ่งของหลายอย่างของลู่เยี่ยเหลืออยู่ ทว่าส่วนใหญ่ได้กลายเป็นเศษเหล็กเศษทองแดงไปสิ้นแล้ว มีเพียงสมบัติล้ำค่าเท่านั้นที่ดึงดูดความสนใจของหนึ่งปู่ลู่ นั่นคือ ตราสายฟ้าที่แย่งชิงมา! และลูกธนูหักที่เต็มไปด้วยสนิม!
หนึ่งปู่ลู่รู้สึกตกใจ เขามองออกเพียงแวบเดียวว่า สมบัติล้ำค่าทั้งสองชิ้นนี้พิเศษยิ่งนักและมีที่มาไม่ธรรมดา แต่ในการต่อสู้ก่อนหน้านี้ ลู่เยี่ยกลับไม่ได้ใช้มัน
“ควรจะด่าว่าเจ้าโง่ หรือจะชมว่าเจ้าฉลาดดีนะ?” หนึ่งปู่ลู่คิดในใจ “ทั้งที่มีไพ่ตายแต่ไม่ยอมใช้ คงเป็นเพราะรู้ดีว่าต่อให้มีไพ่ตายใดๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าข้า ก็ล้วนเปราะบางจนไม่อาจต้านทานได้แม้แต่กระบวนท่าเดียวละมั้ง?”
เขายกมือขึ้นคว้าเก็บตราสายฟ้าที่แย่งชิงมาและลูกธนูหักมาไว้ในครอบครอง
“เมื่อเวลามาถึง ฟ้าดินย่อมเป็นใจ วันนี้ ณ ที่แห่งนี้ มหาวิถีของข้าหนึ่งปู่ลู่ย่อมก้าวสู่จุดสูงสุดได้อย่างแน่นอน!” หนึ่งปู่ลู่เงยหน้ามองไปยังเขาเพลิงกัลป์ในระยะไกล เปลวเพลิงเปล่งประกายร้อนแรง ลู่ซิงอีถูกกำหนดไว้แล้วว่า จะไม่สามารถปลุกพลังพิเศษที่อยู่ในร่างขึ้นมาได้ วาสนาที่เขาเพลิงกัลป์มอบให้นั้น ก็เปรียบเสมือนผลไม้แห่งมหาวิถีที่สุกงอม ซึ่งรอให้เขาไปเก็บเกี่ยวแต่เพียงผู้เดียว!
ทว่าก่อนหน้านั้น ยังมีเรื่องสำคัญยิ่งประการหนึ่งที่ต้องจัดการ หนึ่งปู่ลู่จะไม่มีวันลืมว่า เจตจำนงดาบแห่งวิถีของลู่เยี่ยนั้นมีความลึกลับวิเศษเพียงใด! เขาย่อมไม่ยอมปล่อยให้มันหลุดมือไปเด็ดขาด
“จงควบแน่น!” หนึ่งปู่ลู่ยกมือขึ้นเพื่อร่ายเคล็ดวิชา ภายใต้การปกคลุมของใบบัวสีเขียวผืนนี้ กลิ่นอายทุกอย่างในฟ้าดินแม้จะสลายไปแล้ว เขาก็ยังสามารถรวบรวมกลับมาได้ และสิ่งที่หนึ่งปู่ลู่กำลังทำอยู่ในตอนนี้ ก็คือการรวบรวมพลังเจตจำนงดาบแห่งวิถีอันยิ่งใหญ่จากกลิ่นอายของลู่เยี่ยที่เสียชีวิตไปแล้ว!
แต่ในชั่วขณะนั้น สีหน้าของหนึ่งปู่ลู่เปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาดีดตัวถอยร่นออกไปในทันที
เห็นได้ชัดว่า บริเวณที่ลู่เยี่ยตายอย่างน่าสยดสยอง ค่อยๆ ปรากฏรอยประทับลวดลายหนึ่งที่เปื้อนเลือดขึ้นมาอย่างเงียบๆ ลวดลายนั้นพร่าเลือนจนมองไม่ชัด ราวกับมีหมอกฮุ่นตุ้นวนเวียนอยู่ภายใน แผ่ซ่านพลังลึกลับเป็นระลอกคลื่นออกมาเป็นเส้นบางๆ
“มันคือกลิ่นอายลึกลับสายนั้น!” หนึ่งปู่ลู่อุทานด้วยความตกใจ “เจ้ามดปลวกนั้นตายไปแล้ว แต่สิ่งนี้กลับยังหลงเหลืออยู่?”
ฮ่าๆ! วาสนาช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ในที่สุดมันก็ตกมาอยู่ในมือข้า! สายตาของหนึ่งปู่ลู่เปล่งประกายร้อนแรง หากเขาสามารถครอบครองพลังลึกลับนี้ได้ แม้แต่เจดีย์หมื่นเร้นลับก็จะต้องก้มหัวยอมจำนนต่อตน!
อย่างไรก็ตาม หนึ่งปู่ลู่ไม่ได้ทำอะไรโดยรีบร้อน จากลวดลายลึกลับที่เหมือนความโกลาหลนั้น ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ไม่น่าไว้วางใจสายหนึ่ง หนึ่งปู่ลู่ยืนพลันยื่นมือออกไปคว้า ชิ้ง! บรรพชนคางคกโลหิตที่อยู่ห่างไกลออกไป ถูกเขาใช้พลังคว้าตัวมาอยู่ตรงหน้าในชั่วอึดใจ
“ไปเก็บลวดลายนั้นมาให้ข้า” หนึ่งปู่ลู่กล่าวเสียงเรียบ “หากเจ้าปฏิเสธ ข้าจะฆ่าเจ้าทิ้งเสียเดี๋ยวนี้!”
บรรพชนคางคกโลหิตรู้สึกหวาดกลัวจนวิญญาณแทบแตกสลาย สีหน้าซีดเผือด สุดท้ายก็ยอมพยักหน้าอย่างหมดอาลัยตายอยาก ‘ท่านผู้อาวุโสลู่ ท่านอย่าได้ตำหนิข้าเลย ยามที่ข้าไปเก็บของดูต่างหน้าของท่าน ข้าจะทำลายมันทิ้งเสีย เพื่อรับประกันว่าหนึ่งปู่ลู่จะไม่มีวันได้มันไปครอบครอง!’ บรรพชนคางคกโลหิตหมุนตัว ตั้งปณิธานแน่วแน่ในใจ ลู่เยี่ยเคยช่วยชีวิตเขาไว้ ตอนนี้แม้ลู่เยี่ยจะตายไปแล้ว เขาก็ต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อลู่เยี่ยให้ได้!
ทว่าก่อนที่บรรพชนคางคกโลหิตจะทันได้เข้าใกล้ แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่ไม่อาจอธิบายได้ ก็พลันแผ่ขยายออกมาจากลวดลายอันโกลาหลนั้น
ตูม! บรรพชนคางคกโลหิตถูกผลักกระเด็นออกไป เขาแผดร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัว ก่อนจะร่วงลงกระแทกพื้นไกลออกไปนับพันจั้ง
หนึ่งปู่ลู่ใจสั่นสะท้าน ในชั่วขณะนี้ เหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์ใจประการหนึ่งได้บังเกิดขึ้นในฟ้าดิน กลางห้วงอากาศปรากฏเส้นสายของโลหิตและกลิ่นอายแห่งมหาวิถีพุ่งออกมา ทั้งหมดต่างไหลมารวมกันที่ลวดลายอันโกลาหลนั้น ค่อยๆ ก่อเกิดเป็นเนื้อหนังที่บิดเบี้ยวเคลื่อนไหว ห่อหุ้มลวดลายอันสับสนโกลาหลนั้นทั้งหมดไว้
ในเวลาเดียวกัน กลิ่นอายแห่งชีวิตอันลึกลับที่ยากจะพรรณนา ก็ค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วชั้นฟ้าดิน หนึ่งปู่ลู่เบิกตากว้าง จ้องเขม็งไปยังก้อนเนื้อเหล่านั้น ในหัวบังเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา เจ้ามดปลวกนั้นคงไม่ใช่จะฟื้นคืนชีพจากความตายกระมัง?
เหล่าผู้คนที่อยู่เบื้องไกลต่างก็ตกตะลึง นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน ภายใต้สายตาของทุกคนที่จับจ้องมา ก้อนเนื้อก้อนนั้นเริ่มส่งเสียงเต้นเป็นจังหวะ คล้ายการเต้นของหัวใจ มันกลับราวกับเสียงของมหาวิถีที่ดังก้องกังวานไปทั่ว แผ่ซ่านพลังอันลึกลับและวิเศษที่ไม่อาจคาดเดาได้
หนึ่งปู่ลู่ขมวดคิ้ว เขาลงมืออย่างฉับพลันด้วยการฟาดฟันดาบออกไปหนึ่งครา ดาบของเขาในครั้งนี้ไม่มีการออมมือแต่อย่างใดทั้งสิ้น ปราณดาบชี้ไปที่ใด ฟ้าดินที่นั่นพลันปริแตก ห้วงมิติถูกผ่าออกเป็นสองซีก ทว่าเมื่อคมดาบสัมผัสกับก้อนเนื้อก้อนนั้น มันกลับสลายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับน้ำแข็งที่ละลายลงภายใต้แสงอาทิตย์อันร้อนแรง!
เปลือกตาของหนึ่งปู่ลู่กระตุกไม่หยุด เขาหาได้หวาดกลัวไม่ แต่กลับรู้สึกยินดี นั่นคือขุมพลังลึกลับที่เพียงพอจะทำให้เจดีย์หมื่นเร้นลับยอมจำนนได้! กระทั่งดาบของเขาก็ยังต้านทานไว้ได้ นั่นมิได้หมายความว่าพลังสายนี้แข็งแกร่งเกินกว่าที่เขาประเมินไว้มากหรอกหรือ? หากเขาสามารถครอบครองมันได้ พลังบำเพ็ญเต๋าของตนจะก้าวหน้าไปถึงขอบเขตใดกัน?
ครั้งนี้หนึ่งปู่ลู่ไม่ได้ลงมืออีก เขาอยากจะรู้หนักว่า ก้อนเนื้อก้อนนั้นสุดท้ายแล้วจะแปรเปลี่ยนเป็นสิ่งใด ท่ามกลางสายตาของทุกคน เสียงมหาวิถีที่เต้นเป็นจังหวะเหมือนหัวใจดังก้องไม่หยุด และก้อนเนื้อก้อนนั้นก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเป็นเงาร่างหนึ่ง ตอนแรกเงาร่างนั้นยังดูพร่าเลือน ทว่าเพียงชั่วพริบตาเดียว มันกลับเด่นชัดและมั่นคงขึ้นมา และที่สำคัญที่สุดคือ เขามีชีวิตฟื้นคืนกลับมาจริงๆ ทุกคนเบิกตากว้าง มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่านั่นคือลู่เยี่ย
ก่อนหน้านี้เขาถูกทำลายจนดับสูญไปหมดสิ้นแล้ว แต่ตอนนี้เขากลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาต่อหน้าต่อตากอบทุกคน