บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 36 หนทางคับแคบ
บทที่ 36 หนทางคับแคบ
แสงอัสดงยามเย็นทอประกาย
ภายในห้องโถงของวิหารเทพแห่งแม่น้ำ ร่างของเจียวชิงและผู้ดูแลนอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น
พื้นที่เปรอะเปื้อนด้วยเลือดสีสด เป็นประกายวาววับดั่งเปลวเพลิงภายใต้แสงอาทิตย์ยามเย็น
ฟางเป่ยเจิ้นโกรธจัดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน กล่าวตำหนิลู่เยี่ย “ผู้ติดตามของเทพแห่งแม่น้ำที่ได้รับแต่งตั้งจากกรมโหรหลวง แต่เจ้ากลับสังหารโดยไม่ไต่สวนให้ชัดเจนเสียก่อน!”
“ยังมีผู้ดูแลผู้นี้อีก เขาเป็นคนสนิทของเทพแห่งแม่น้ำราชาอสรพิษหางแดง! เมื่อเขาตายไปแล้ว ราชาอสรพิษหางแดงจะยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่าย ๆ ได้อย่างไร?”
“การกระทำของเจ้ามิใช่มาปราบปีศาจ แต่มาเพื่อสร้างปัญหาชัด ๆ!”
เสียงตำหนิด้วยความโกรธของฟางเป่ยเจิ้นยังคงก้องกังวานไปทั่วทั้งห้องโถงเป็นเวลานาน
ลู่เยี่ยเดินไปยังร่างของเฒ่าสวีเถาอย่างไม่สนใจสิ่งใด แล้วใช้นิ้วดีดเบา ๆ
พรึ่บ!
เปลวเพลิงสายหนึ่งตกลงมา ร่างของเฒ่าสวีเถาก็ถูกเผาจนมอดไหม้เป็นจุณทันที
“ไปให้ดีเถิด”
ลู่เยี่ยเอ่ยเบา ๆ พลางหยิบไหสุราออกมาเทลงบนพื้น
“ลู่เยี่ย เจ้าได้ฟังที่ข้าพูดอยู่หรือไม่!”
ท่าทีของลู่เยี่ยที่ทำเหมือนไม่ได้ยินคำพูดใด ๆ ยิ่งทำให้ฟางเป่ยเจิ้นโกรธหนักขึ้น
“ผู้ดูแลและปีศาจปลาตัวนี้ตายไปแล้ว โกรธไปก็มีประโยชน์อันใด?”
ลู่เยี่ยก้มตัวลงเก็บไข่มุกเมฆาวารีนั้นขึ้นมา แล้วกล่าวว่า “ตามความเห็นของข้า สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือการบุกเข้าไปในรังของราชาอสรพิษหางแดง แล้วกวาดล้างพวกปีศาจเหล่านั้นให้สิ้นซาก”
ฟางเป่ยเจิ้นหัวเราะด้วยความโกรธ “ข้าบอกไปกี่ครั้งแล้วว่า ราชาอสรพิษหางแดงตอนนี้ยังเป็นเทพแห่งแม่น้ำที่ได้รับแต่งตั้งจากราชสำนัก หากไม่ได้สืบสวนความจริงให้กระจ่าง จะสังหารตามอำเภอใจได้อย่างไร?”
“อีกอย่าง เจ้าคิดว่าด้วยกำลังของพวกเราเพียงเท่านี้ จะเป็นคู่ต่อสู้ของราชาอสรพิษหางแดงได้อย่างนั้นหรือ?”
ลู่เยี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “ถ้าไม่ลองดู จะรู้ได้อย่างไร?”
“ช่างดื้อรั้นไม่ฟังคำสั่ง!”
ฟางเป่ยเจิ้นพูดช้า ๆ ทีละคำ “จำไว้ ภารกิจปราบปีศาจครั้งนี้ ข้าเป็นหัวหน้า หากเจ้าไม่เชื่อฟังข้า เจ้าต้องรับผิดชอบผลที่ตามมาเอง!”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
องครักษ์ปราบปีศาจอีกสามนายก็รีบตามไปติด ๆ ทันที
มีเพียงจ้าวชิงที่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเลือกที่จะอยู่ต่อ
“เจ้าต้องการไปปราบปีศาจกับข้าด้วยกันหรือ?”
ลู่เยี่ยรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
จ้าวชิงถอนหายใจพลางกล่าวว่า “บางทีข้าอาจถูกมารเข้าสิง จึงมีความรู้สึกประหลาด ๆ ว่าเจ้าน่าจะทำได้!”
ลู่เยี่ยจ้องมองจ้าวชิงอย่างลึกซึ้ง “ตำราเล่มนั้นดูไม่เลว รสนิยมดีมาก”
จ้าวชิงยิ้มกว้างด้วยความดีใจ “ข้ารู้อยู่แล้ว พวกเราเป็นคนที่มีแนวทางเดียวกัน!”
ลู่เยี่ยชักดาบออกมาอย่างฉับพลัน แสงดาบสีแดงเลือดสว่างวาบขึ้น
ตูม!
เทวรูปราชาอสรพิษหางแดงกลางห้องโถงแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ ถล่มลงมาอย่างสนั่นหวั่นไหว
ท่ามกลางม่านควันฝุ่นที่แผ่กระจายไปทั่ว แสงวิญญาณปีศาจสีดำสนิทสายหนึ่งพุ่งออกจากห้องโถงราวกับสายฟ้า
ลู่เยี่ยฟันดาบขวางหนึ่งที
แสงสีดำนั้นระเบิดแตกกระจาย กลายเป็นละอองแสงเล็ก ๆ กระจายกระเซ็นไปทั่ว
ท่ามกลางความเลือนราง ดูเหมือนจะมีเสียงที่โกรธเกรี้ยวและเย็นชาดังขึ้น แต่ก็เงียบหายไปในทันที
“นี่คืออะไรกัน?” จ้าวชิงถามด้วยความตกใจ
ลู่เยี่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่เมื่อครู่ คงตกอยู่ในสายตาของราชาอสรพิษหางแดงหมดแล้ว”
“นี่มัน…”
จ้าวชิงสูดหายใจเย็น พึมพำ “ผลที่ตามมานั้นร้ายแรงเกินไปแล้ว! เทพแห่งแม่น้ำพิโรธ เกรงว่าจะมีแต่ความหายนะ…”
“ช่วยก่อเตาไฟหน่อย ประเดี๋ยวเราจะได้กินน้ำซุปปลา”
ลู่เยี่ยกล่าวพลาง ก็เริ่มชำแหละซากปลาเกล็ดสีเขียวขนาดใหญ่ที่ปีศาจเจียวชิงกลายร่างเป็น
จ้าวชิงยืนตะลึงอยู่ตรงนั้น
ในเวลาเช่นนี้ เจ้าคนผู้นี้ยังคิดถึงเรื่องกินอยู่อีกหรือ?
เจ้าไม่กังวลว่าจะถูกราชาอสรพิษหางแดงแก้แค้นเลยหรือ?
“เร็วเข้า”
ลู่เยี่ยเอ่ยอย่างเร่งเร้า
จ้าวชิงราวกับตื่นจากความฝัน รีบปฏิบัติตามทันที
ครึ่งชั่วยามต่อมา
ภายในห้องโถงวิหารเทพแห่งแม่น้ำ กองไฟลุกโชน หม้อเหล็กเดือดปุด ๆ มีฟองผุดขึ้น เนื้อปลาที่นุ่มและใสราวกับแก้วน้ำมันลอยขึ้นลงในน้ำซุปสีแดง
กลิ่นหอมชวนน้ำลายไหลแผ่กระจายไปทั่วทั้งห้องโถง
ลู่เยี่ยนั่งลงบนพื้น ทั้งกินอย่างเอร็ดอร่อยพลางดื่มสุรา
บนตักของเขายังวางนิยายเรื่องประหลาดที่มีเนื้อหาอันเร้าอารมณ์ เป็นครั้งคราวเขาใช้นิ้วพลิกเปิดทีละหน้า
ช่างเป็นความสุขสบายใจยิ่งนัก
จ้าวชิงรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
เขาเพิ่งจะรู้ว่าลู่เยี่ยพกหม้อเหล็ก ตะเกียบชาม และเครื่องปรุงต่าง ๆ ติดตัวมาด้วย!
ลู่เยี่ยคีบชิ้นส่วนท้องปลาที่กรอบอร่อยและและเด้งเคี้ยวเพลินเข้าปาก แล้วกล่าวด้วยความพึงพอใจว่า “อาหารสด ๆ นี่อร่อยที่สุดเลย”
ในช่วงสามปีที่โลดแล่นอยู่ในสนามรบนอกอาณาเขตนั้น เนื่องจากขาดแคลนทรัพยากรในการฝึกฝนอย่างรุนแรง ผู้ฝึกตนในดินแดนหลิงชางแทบทุกคนจึงพกหม้อติดตัวไปด้วย
หลังจากสังหารเทพมารเสร็จ ก็จะกินอาหารกันในที่นั้นเลย
นี่ยังไม่ถือว่าเป็นอะไรเลย พวกบรรพจารย์ระดับสูงบางคนนั้นน่าประหลาดใจยิ่งกว่า
เพื่อที่จะได้กินของสดใหม่ พวกเขามักจะจับเทพมารเป็น ๆ แล้วใช้เคล็ดวิชาลับผนึกพกติดตัวไว้ เมื่อหิวก็จะแล่เนื้อมากินประทังความอยาก…
นิสัยชอบพกหม้อติดตัวของลู่เยี่ยนั้นเป็นสิ่งที่เขาติดมาจากสนามรบนอกอาณาเขต
“น่าเสียดายที่ปีศาจปลาตัวนี้มีพลังบำเพ็ญเพียงแค่ขอบเขตชักนำวิญญาณขั้นเจ็ดเท่านั้น เนื้อของมันมีพลังวิญญาณน้อยเกินไป เหมาะแค่เป็นอาหารว่างเท่านั้น”
ลู่เยี่ยเอ่ยพึมพำ “รอให้ข้าได้สังหารราชาอสรพิษหางแดงตัวนั้นเสียก่อน แล้วค่อยลองชิมเนื้อของมันดูว่าจะอร่อยกว่าหรือไม่”
จ้าวชิงนิ่งเงียบอยู่นาน
ตอนนี้เพิ่งกินเนื้อในชามเสร็จ ก็คิดถึงเนื้อของเทพแห่งแม่น้ำผู้นั้นเสียแล้ว นี่มันจะโหดเหี้ยมเกินไปหรือไม่?
เมื่อกินอิ่มหนำสำราญ ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
อีกาหัวขาวตัวหนึ่งบินผ่านแสงสุดท้ายของอาทิตย์อัสดงมา แล้วร่อนลงเบา ๆ ตรงหน้าของลู่เยี่ย
“ท่านใต้เท้า ข่าวที่ท่านสั่งให้สืบนั้น ข้าน้อยได้สืบทราบแล้ว!”
อีกาหัวขาวก้มคำนับอย่างนอบน้อม
เหตุใดจึงเป็นปีศาจนกตัวนี้?
จ้าวชิงรู้สึกตกใจในใจ อีกาหัวขาวที่อยู่เบื้องหน้านี้ก็คือตัวที่หนีออกจากจวนที่ว่าการกรมปราบปีศาจเมื่อสามวันก่อนนั่นเอง!
แล้วได้เห็นอีกาหัวขาวเอ่ยว่า “เป็นไปตามที่ท่านคาดการณ์ไว้ ในจวนที่ว่าการกรมปราบปีศาจแห่งเมืองเทียนเหอมีคนสมคบคิดกับราชาอสรพิษหางแดงมานานแล้ว!”
เมื่อกล่าวจบ อีกาหัวขาวก็ปล่อยห่อที่กำลังหิ้วอยู่ในกรงเล็บ
“หลักฐานอยู่ในนั้น ท่านใต้เท้าดูแล้วจะรู้เอง”
ลู่เยี่ยเปิดห่อออก ข้างในมีจดหมายลับอยู่ฉบับหนึ่ง
เนื้อหาเรียบง่ายมาก มีเพียงประโยคเดียว
“พี่หลี่วางใจได้ หากลู่เยี่ยผู้นี้กล้ามา ข้าจะให้เขาไปแล้วไปลับอย่างแน่นอน รับรองว่าท่านจะพอใจ”
ลงนามสองคำ อสรพิษ
“จดหมายฉบับนี้ถูกส่งให้หลี่ฮั่นซานเมื่อสองวันก่อน แต่ข้าน้อยสกัดไว้ได้สำเร็จ”
อีกาหัวขาวแสดงความภาคภูมิใจ แต่ไม่ลืมประจบประแจง “ก็ต้องขอบคุณท่านใต้เท้าที่มีการคาดการณ์อันแยบยล จึงทำให้ข้าน้อยมีโอกาสทำเรื่องนี้ได้สำเร็จ!”
ลู่เยี่ยจ้องมองจดหมายลับฉบับนี้ครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวว่า “ราชาอสรพิษหางแดงตอนนี้อยู่ในรังของเขาหรือไม่?”
“อยู่!”
อีกาหัวขาวกล่าวว่า “พูดถึงแล้วก็บังเอิญจริง ๆ วันนี้เป็นวันมงคลใหญ่ที่เฒ่าเลื้อยคลานรับอนุภรรยาเข้าบ้าน พวกปีศาจที่อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำต่าง ๆ ของแม่น้ำซงหยางต่างก็นำของกำนัลมามอบให้และแสดงความยินดี ขณะนี้ทุกตัวรวมตัวกันอยู่ที่จวนของมันแล้ว”
ลู่เยี่ยประหลาดใจ “รับอนุภรรยาหรือ?”
“นี่เป็นอนุภรรยาคนที่สิบสามที่เฒ่าเลื้อยคลานได้แต่งเข้าบ้านแล้ว!”
น้ำเสียงของอีกาหัวขาวเจือด้วยความอิจฉา “เจ้าเลื้อยคลานนั้น เป็นเทพแห่งแม่น้ำแต่กลับมีหน้ามีตาถึงเพียงนี้!”
“ดีมาก ดีมาก!”
ลู่เยี่ยหัวเราะ ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม แล้วเรียกจ้าวชิง “ไปกันเถิด พวกเราไปร่วมแสดงความยินดีกับเทพแห่งแม่น้ำและดื่มสุรามงคลสักจอกกัน!”
“มีเพียงพวกเราสองคน… ไปรังของราชาอสรพิษหางแดงน่ะหรือ?”
จ้าวชิงรู้สึกใจหายวาบ
ลู่เยี่ยยิ้ม “มีอะไรที่ไม่สมควรด้วยหรือ?”
จ้าวชิงกลับนิ่งเงียบไป
หลังจากเงียบไปพักใหญ่ เขาก็กัดฟันตัดสินใจ “ช่างเถิด ข้าจะพูดตรง ๆ ก่อนจะเริ่มปฏิบัติการครั้งนี้ ท่านใต้เท้าฟางได้กำชับข้าไว้ให้เข้าหาเจ้าด้วยตัวเอง พยายามให้ได้รับความไว้วางใจจากเจ้า”
“รวมถึงเมื่อครู่ที่ข้าไม่ได้ออกไปพร้อมกับท่านใต้เท้าฟาง แต่เลือกที่จะอยู่เป็นเพื่อนเจ้า ก็เกี่ยวข้องกับคำสั่งของท่านใต้เท้าฟางเช่นกัน”
“และเมื่อท่านใต้เท้าฟางออกคำสั่ง ข้าก็จะแทงเจ้าจากข้างหลังทันที!”
ลู่เยี่ยมองด้วยสายตาประหลาด “ข้ารู้มานานแล้ว แต่แน่นอน ข้าดีใจที่เจ้าเลือกจะพูดออกมาเอง”
“รู้มานานแล้วหรือ?”
จ้าวชิงอึ้งไป แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงขมขื่น “คุณชายรองลู่ ข้าได้พิจารณาอย่างถ้วนถี่แล้ว ข้าไม่อยากเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ให้ผู้อื่นจัดการตามใจชอบ!”
“ยิ่งไม่อยากร่วมเสี่ยงอันตรายไปกับท่าน!”
“ขอคุณชายรองลู่โปรดเข้าใจ และอนุญาตให้ข้าจากไป!”
เมื่อกล่าวจบ จ้าวชิงก็ประสานมือและค้อมกายคำนับด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความละอายใจ
ลู่เยี่ยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วหยิบนิยายเล่มนั้นออกมาส่งให้จ้าวชิง
“เจ้ามีความกังวลและความลำบากใจของเจ้า ข้าเข้าใจ”
ลู่เยี่ยกล่าวว่า “ทุกสิ่งที่เจ้าพูดในวันนี้ ข้าจะเก็บเป็นความลับให้เจ้า จะไม่เปิดเผยแม้แต่นิดเดียว รีบไปเถิด”
“ขอบคุณมาก!”
จ้าวชิงกล่าวว่า “คุณชายรองลู่โปรดรักษาตัวด้วย!”
หลังจากมองส่งจ้าวชิงจากไปแล้ว อีกาหัวขาวส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “หากอยู่รับใช้ข้างกายท่านใต้เท้า อนาคตอันสดใสย่อมรออยู่เบื้องหน้า ความสำเร็จย่อมมาถึงในไม่ช้า! น่าเสียดาย เจ้าหนูคนนี้เลือกเดินทางที่คับแคบเสียแล้ว!”
ลู่เยี่ยเอ่ยออกมาอย่างไม่ใส่ใจนัก “แต่ละคนล้วนมีความตั้งใจของตัวเอง ไม่อาจบังคับได้”
การกระทำของจ้าวชิง ไม่เกี่ยวกับการทรยศแต่อย่างใด
เป็นเพียงแค่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจไปปราบปีศาจของตนเอง และไม่อยากเดือดร้อนเท่านั้น
“โชคดีที่ท่านใต้เท้ามีวิสัยทัศน์กว้างไกล ใจกว้างดุจดั่งท้องฟ้า!”
อีกาหัวขาวเอ่ยชม “หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น ย่อมไม่ปล่อยคนประเภทที่โลเลเช่นนี้ไปแน่!”
ลู่เยี่ยกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “อย่ามาพูดเหลวไหลกับข้า ข้าเป็นคนที่ไม่ชอบคนที่ชอบประจบสอพลอที่สุด!”
“ท่านใต้เท้าเข้าใจข้าน้อยผิดแล้ว!”
อีกากหัวขาวรู้สึกน้อยใจ ชี้นิ้วขึ้นฟ้าสาบานว่า “ทุกถ้อยคำของข้าน้อยล้วนออกมาจากใจจริง ฟ้าดินเป็นพยาน!”
ลู่เยี่ย “…”
เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็คือ ยังไม่ทันที่ลู่เยี่ยจะได้ลงมือ ผู้ติดตามของเทพแห่งแม่น้ำราชาอสรพิษหางแดงก็มาหาถึงที่เสียแล้ว
“ท่านคือคุณชายรองลู่ ลู่เยี่ยใช่หรือไม่?”
พร้อมกับเสียงทุ้มนุ่มดังขึ้น ชายหนุ่มรูปงามสวมอาภรณ์สีสันสดใสเดินเข้ามาในวิหารเทพแห่งแม่น้ำ
กลุ่มปีศาจที่แปลงกายเป็นมนุษย์ติดตามมาด้านหลังเหมือนดวงดาวล้อมดวงจันทร์
“ตามหาข้ามีเรื่องอันใด?”
แสงลึกลับวูบวาบในดวงตาของลู่เยี่ย เขามองออกทันทีว่าตัวตนที่แท้จริงของชายในอาภรณ์สีสันสดใสผู้นี้มีร่างแท้จริงเป็นคางคกตัวหนึ่ง
ชายหนุ่มคนนั้นประสานมือคำนับอย่างสุภาพ แล้วจากนั้นก็กล่าวว่า “ข้าน้อยได้รับคำสั่งจากท่านเทพแห่งแม่น้ำ ขอเชิญคุณชายรองลู่ไปร่วมงานเลี้ยงมงคลที่เกาะชิงจั๋ว หวังว่าคุณชายจะไม่ปฏิเสธ!”
ลู่เยี่ยหัวเราะทันที “ดูเหมือนว่า เหล้าฉลองมงคลจอกนี้ ข้าคงต้องดื่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว!”