บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 37 ทัดเทียมมังกรวารี มิใช่สิ่งธรรมดาสามัญ
บทที่ 37 ทัดเทียมมังกรวารี มิใช่สิ่งธรรมดาสามัญ
“นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ไม่ว่าลู่เยี่ยผู้นี้จะเป็นหรือตาย ก็ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราอีกต่อไป!”
ภายในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเมืองซงหยาง
ฟางเป่ยเจิ้นยกจอกขึ้น “มา พวกเราดื่มกันสักหน่อย!”
องครักษ์ปราบปีศาจทั้งสามตอบรับเสียงดังก้อง แล้วยกจอกดื่มพร้อมกัน
“ลู่เยี่ยผู้นี้ช่างกำเริบเสิบสานนัก ไม่เพียงแต่สังหารผู้ติดตามของเทพแห่งแม่น้ำและผู้ดูแลวิหารเทพแห่งแม่น้ำโดยพลการ แต่ยังคิดจะไปสังหารเทพแม่น้ำเพียงลำพังอีก หากเขาตายไป ก็โทษพวกเราไม่ได้แล้ว!”
มีคนหนึ่งหัวเราะเยาะเย้ย
“ก็ยังเป็นท่านใต้เท้าที่เก่งกาจ ทำให้พวกเราสามารถวางตัวเป็นกลางได้ แต่ก็ผลักลู่เยี่ยไปสู่ความตาย ถือเป็นผลประโยชน์สองทางในคราวเดียว!”
มีคนประจบสอพลอ
“อย่าดูแคลนลู่เยี่ยนัก เขากล้าปฏิบัติการเพียงลำพัง ย่อมต้องมีที่พึ่งแน่นอน”
ฟางเป่ยเจิ้นกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ “หากไม่เป็นเช่นนั้น ตลอดทางที่ผ่านมานี้ ข้าจะอดทนต่อเขามาจนถึงตอนนี้ได้อย่างไร?”
มีคนถามหนึ่งขึ้นมา “ท่านใต้เท้าคิดว่าลู่เยี่ยยังมีโอกาสรอดชีวิตกลับมาอีกหรือ?”
ฟางเป่ยเจิ้นแกว่งสุราในจอกอย่างช้า ๆ สายตาเย็นชาและเยียบเย็น “คนที่หยิ่งยโสเกินไปย่อมถูกฟ้าลงโทษ ราชาอสรพิษหางแดงนั้นมิใช่ผู้ที่มีใจเมตตาปราณี!”
เขาเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “เอาล่ะ พวกเจ้าจงจำไว้ว่าต้องเตรียมสุราให้มากหน่อย”
“เพื่ออันใด?”
“อย่างไรก็เคยร่วมเดินทางกันมา ประเดี๋ยวเราจะไปไว้อาลัยให้วิญญาณของลู่เยี่ยด้วยกัน!”
ราตรีมืดมิดราวหมึก แสงดาวพร่างพราย
แม่น้ำซงหยางไหลเชี่ยวกราก เสียงคลื่นดังกึกก้องราวกับฟ้าร้อง
บนเเกาะชิงจั๋วที่ตั้งอยู่ใจกลางแม่น้ำ โคมไฟสว่างไสวเจิดจ้า ระยิบระยับดั่งมังกรไฟที่ขดตัว ขับไล่ความมืดมิดของราตรี ช่างโดดเด่นยิ่งนัก
ที่นั่นคือรังของเทพแห่งแม่น้ำ ราชาอสรพิษหางแดง
“เกาะแห่งนี้ช่างเป็นสถานที่พิเศษจริง ๆ”
ลู่เยี่ยไพล่มือไว้ข้างหลัง ยืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำใหญ่มองออกไปไกล
เขาเคยพลิกอ่านสำนวนคดีฆาตกรรมของเมืองซงหยางอย่างละเอียด
สิ่งที่ปลุกความสนใจของเขาก็คือเกาะชิงจั๋วแห่งนี้
แม่น้ำซงหยางที่ไหลผ่านสถานที่แห่งนี้ ครึ่งหนึ่งใสสะอาด ส่วนอีกครึ่งหนึ่งขุ่นมัว
เกาะชิงจั๋วตั้งอยู่ตรงกลางบริเวณจุดบรรจบระหว่างความใสและความขุ่นพอดี
ในตอนนั้นลู่เยี่ยได้คาดเดาไว้แล้วว่า รูปแบบฮวงจุ้ยของเกาะชิงจั๋วจะต้องมีความลับพิเศษซ่อนอยู่เป็นแน่
ตอนนี้ได้เห็นกับตา ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าการคาดเดาของเขานั้นถูกต้อง
เกาะแห่งนี้ชัดเจนว่าเป็นดินแดนหยินหยางที่กำบังลมและดึงดูดน้ำ ซึ่งสามารถบ่มเพาะสมบัติฟ้าดินได้อย่างแท้จริง!
“ที่พำนักของเทพแห่งแม่น้ำเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์เพียงแห่งเดียวในบริเวณน่านน้ำสามร้อยลี้ ในสายตาของคนธรรมดาสามัญแล้ว นี่คือตำหนักเซียนใต้น้ำที่แท้จริง จะเป็นสถานที่ธรรมดาไปได้อย่างไร?”
ชายที่ดูบอบบางในชุดฉูดฉาดดูเคร่งขรึมมาก แต่คำพูดนั้นกลับเผยแววหยิ่งทะนงออกมา
ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น เรือลำหนึ่งก็แล่นฝ่าคลื่นเข้ามา
ลู่เยี่ยตามชายที่ดูบอบบางที่เรียกตัวเองว่าหลานสุ่ยหลางจวินขึ้นเรือมุ่งหน้าไปยังเกาะชิงจั๋ว
แม้จะเป็นยามดึกดื่น แต่บนเกาะชิงจั๋วก็ยังคงคึกคักอยู่
วันนี้เป็นวันมงคลอันยิ่งใหญ่ที่เทพแห่งแม่น้ำราชาอสรพิษหางแดงจะรับอนุภรรยาใหม่ เกาะแห่งนี้ประดับประดาด้วยโคมไฟและเครื่องตกแต่งอย่างสวยงาม แขกเหรื่อนั่งเต็มทั่วทุกที่
เหล่าปีศาจที่มีชื่อเสียงในน่านน้ำสามร้อยลี้แทบทั้งหมดมารวมตัวกันที่นี่
เพียงแค่ของกำนัลที่นำมาแสดงความยินดีก็กองเป็นภูเขาสูงเทียมฟ้าแล้ว
ลู่เยี่ยติดตามหลานสุ่ยหลางจวินขึ้นเกาะมา ระหว่างทางได้พบเห็นปีศาจมากมายหลายตน
มีพวกปีศาจที่ยังไม่แปลงกายเป็นมนุษย์ เช่น เต่าเฒ่าขนาดใหญ่เท่ากับหินโม่ ปูที่มีขนปกคลุมไปทั่วร่าง กุ้งเขียวที่มีความยาวถึงสามฉื่อ…
มีปีศาจที่แปลงกายเป็นมนุษย์แล้ว แต่ยังคงรักษาลักษณะเฉพาะของปีศาจไว้ เช่น บุรุษที่มีหัวเป็นปลา หญิงสาวที่แบกเปลือกหอยไว้บนหลัง และอื่น ๆ
เมื่อมองออกไปในคราวเดียว ปีศาจเหล่านั้นก็มีรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดแตกต่างกันไป
โดยเฉพาะรูปลักษณ์ของปีศาจหญิงหอยมุกผู้นั้น ทำให้ลู่เยี่ยเกือบจะควบคุมตัวเองไว้ไม่อยู่
‘หากปีศาจเหล่านี้ถูกสังหารทั้งหมด หม้อเดียวคงใส่ไม่หมดแน่..’
ลู่เยี่ยรำพึงในใจ
“เจ้ากำลังกลืนน้ำลายอยู่หรือ?”
หนึ่งในกุ้งสีเขียวยาวสามฉื่อที่หน้าตาดุร้าย ทันใดนั้นก็ตวาดเสียงต่ำ แล้วมองไปทางลู่เยี่ยด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร
สายตาของเด็กหนุ่มมนุษย์ผู้นี้ช่างไร้มารยาทเหลือเกิน!
ราวกับมองมันเป็นอาหารบนจานไปแล้ว
“ไปให้พ้น! คุณชายลู่คือแขกผู้มีเกียรติที่ท่านเทพแห่งแม่น้ำเชิญมา!”
หลานสุ่ยหลางจวินถลึงตาไล่ปีศาจกุ้งตัวนั้นไป
ลู่เยี่ยไม่ได้พูดอะไร แต่จดบัญชีแค้นของปีศาจกุ้งตัวนั้นไว้ในใจแล้ว
ตลอดเส้นทางที่เดินต่อมา ลู่เยี่ยยังได้เห็นมนุษย์อีกหลายคน!
เห็นได้ชัดว่า ผู้ที่มาร่วมงานเลี้ยงมงคลของเทพแห่งแม่น้ำไม่ได้มีเพียงเหล่าผีปีศาจเท่านั้น
เพราะในนามแล้ว ราชาอสรพิษหางแดงยังคงเป็นเทพแห่งแม่น้ำที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากราชสำนักต้าเฉียน
ไม่นานนัก ตำหนักอันใหญ่โตและยิ่งใหญ่สง่างามก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า
ที่เสาหินทั้งสองข้างของตำหนักใหญ่มีโคลงคู่สลักอยู่
โคลงท่อนบน ทะยานเมฆขี่หมอก ทะยานเมฆาล่องนภา ทัดเทียมมังกรวารี มิใช่สิ่งธรรมดาสามัญ
โคลงท่อนล่าง รวบรวมพลังกลืนกินวิญญาณ กล้าขนานนามตนเป็นผู้ยิ่งใหญ่อันดับหนึ่งแห่งวังบาดาล!
ป้ายพาดขวาง ครอบครองซงหยางอย่างเกรียงไกร
“เปรียบตนเองเป็นมังกรวารี? แล้วยังเรียกตนเองว่าผู้ยิ่งใหญ่อันดับหนึ่งแห่งวังบาดาลอีกหรือ? หึ! เป็นเพียงปีศาจงูขอบเขตตำหนักวิญญาณหลอมรวมที่หกเท่านั้น ช่างโอ้อวดเสียจริง”
ลู่เยี่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ในเอกสารก็มีบันทึกไว้เช่นกันว่า ราชาอสรพิษหางแดงที่เป็นเทพแห่งแม่น้ำนั้นน่าจะมีสายเลือดมังกรวารีเล็กน้อย มีพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา เหนือกว่าปีศาจทั่วไป
การที่เขาเลือกมาปราบปีศาจที่เมืองซงหยางในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเกาะชิงจั๋วนั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
อีกส่วนหนึ่งก็เพราะสายเลือดของราชาอสรพิษหางแดงนี่แหละ!
ลู่เยี่ยกลับหวังว่า ราชาอสรพิษหางแดงจะมีสายเลือดของมังกรวารีจริง ๆ
“ท่านเทพแห่งแม่น้ำกำลังจัดงานเลี้ยงต้อนรับแขก คุณชายลู่โปรดตามข้ามา”
หลานสุ่ยหลางจวินพาลู่เยี่ยเข้าสู่ตำหนักใหญ่
ภายในตำหนักใหญ่ตกแต่งอย่างหรูหราตระการตา แขกเหรื่อเต็มทุกพื้นที่นั่ง
มีเสียงดนตรีบรรเลงไม่ขาดสาย อีกทั้งยังมีสาวใช้งามเฉิดฉายเดินขวักไขว่กันไปมา คอยรินชารินน้ำ บรรยากาศเต็มไปด้วยความหรูหราฟุ่มเฟือย
เทพแห่งแม่น้ำราชาอสรพิษหางแดง นั่งสูงเด่นอยู่บนที่นั่งประธาน
เขาสวมชุดคลุมสีเขียว สวมมงกุฎหยก ผิวขาวผ่อง ดูประหนึ่งบัณฑิตวัยกลางคนผู้สง่างามและอ่อนโยน
“ท่านใต้เท้า คุณชายรองลู่มาถึงแล้วขอรับ!”
หลานสุ่ยหลางจวินเดินเข้าไปรายงานด้วยความเคารพ
ราชาอสรพิษหางแดงยิ้มพลางพยักหน้า แล้วเอ่ยเสียงดังว่า “ท่านทั้งหลายโปรดดู คนผู้นั้นก็คือคุณชายรองลู่เยี่ยที่ถูกส่งมาจากจวนที่ว่าการกรมปราบปีศาจ!”
เสียงดนตรีหยุดลงทันที
พรึ่บ!
เหล่าปีศาจที่นั่งอยู่ในตำหนักใหญ่ต่างหยุดการเคลื่อนไหวในมือ สายตาของพวกเขาจ้องมองไปที่ลู่เยี่ยพร้อมกัน
“เจ้าตัวน้อยนี่น่ะหรือที่จะมาปฏิบัติภารกิจของกรมปราบปีศาจ?”
มีคนกระซิบกระซาบกันด้วยน้ำเสียงแปลกประหลาด
“ความกล้าหาญนั้นมากก็จริง แต่น่าเสียดายที่สมองใช้การไม่ได้”
มีคนมองด้วยสายตาเจือแววขบขัน
“น่าสงสารเด็กน้อยผู้นี้จริง ๆ คงถูกพวกเฒ่าสารเลวในกรมปราบปีศาจหลอกให้มาตายกระมัง ไม่เช่นนั้นจะวิ่งมาหาความตายได้อย่างไร?”
มีคนถอนหายใจเบา ๆ พลางส่ายหน้า
บรรยากาศที่คึกคักกลับเงียบลงในทันที เหลือเพียงเสียงกระซิบกระซาบที่ดังขึ้นไม่หยุด
ร่างสูงสง่าของลู่เยี่ยยืนอยู่ตรงนั้น สายตาของเขากวาดมองทุกอย่างในตำหนักใหญ่อย่างละเอียดไม่มีสิ่งใดตกหล่น
‘งานเลี้ยงมงคลรับอนุภรรยาครั้งเดียว ก็มีปีศาจที่มีพลังบำเพ็ญขอบเขตตำหนักวิญญาณถึงสามสิบเจ็ดตนมาร่วมงาน ราชาอสรพิษหางแดงผู้นี้มีหน้ามีตามากจริง ๆ’
ลู่เยี่ยสังเกตเห็นว่า พวกปีศาจที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนแปลงร่างเป็นมนุษย์แล้ว และมีพลังลมปราณที่แข็งแกร่ง เห็นได้ชัดว่าล้วนเป็นผู้ที่มีชื่อมีเสียง ไม่อาจเทียบกับพวกปีศาจตัวเล็กข้างนอกได้
นอกจากนี้ ยังมีผู้ฝึกตนมนุษย์อีกห้าคน!
ลู่เยี่ยเพียงแค่พิจารณาจากเครื่องแต่งกายและรูปลักษณ์ก็สามารถตัดสินได้ในแวบเดียวว่า สี่ในห้าคนนั้นเป็นผู้ฝึกตนนอกรีต ซึ่งเป็นเส้นทางที่ไม่เที่ยงตรง
ที่เรียกว่าเป็นผู้ฝึกตนนอกรีตนั้น ก็คือผู้ฝึกตนอิสระที่ไม่มีสำนัก ไม่มีพรรคพวก เดินอยู่ในเส้นทางระหว่างธรรมะและอธรรม
ในสายตาของสำนักใหญ่ ๆ ทั้งหลาย พวกผู้ฝึกตนนอกรีตเหล่านี้เป็นเพียงกลุ่มคนที่ทำตัวเป็นอันธพาล ไม่ต่างจากโจรป่า โจรขโมย และคนชั่วบนเส้นทางการฝึกฝน
แต่สิ่งที่ทำให้ลู่เยี่ยให้ความสนใจจริง ๆ กลับเป็นหญิงสาวที่สวมเสื้อคลุมยาวสีเขียวเข้มผู้หนึ่ง
‘นายกองอาภรณ์สีเขียวจากกรมโหรหลวงแห่งต้าเฉียนก็มาด้วย…’
ลู่เยี่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
หญิงสาวผู้นั้นสวมเสื้อคลุมยาวสีเขียวมรกตซึ่งเป็นชุดขุนนางทางการของกรมโหรหลวง ที่บริเวณไหล่ปักลวดลาย ‘ขุนเขาทั้งมวลโอบล้อม สายธารทั้งปวงหลั่งไหลทั่วทิศ’
มีความหมายว่า ‘เป็นตัวแทนกรมโหรหลวงเพื่อตรวจตราเทพแห่งภูเขาและแม่น้ำทั้งปวงในใต้หล้า’
งานเลี้ยงมงคลรับอนุภรรยาครั้งเดียว แต่กลับสามารถเชิญคนจากกรมโหรหลวงมาร่วมแสดงความยินดีได้ ต้องยอมรับว่าเครือข่ายความสัมพันธ์ของเทพแห่งแม่น้ำราชาอสรพิษหางแดงผู้นี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ
“หลานสุ่ยหลางจวิน เจ้าจงแนะนำคุณชายรองลู่แก่แขกเหรื่อที่นั่งอยู่ที่นี่ เพื่อให้พวกเขาทั้งหลายได้เปิดหูเปิดตาบ้าง!”
ที่ตรงกลางของเก้าอี้ประธานในตำหนักใหญ่ ราชาอสรพิษหางแดงในร่างบัณฑิตวัยกลางคนเอ่ยขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม
หลานสุ่ยหลางจวินรับคำสั่ง แล้วกล่าวเสียงทุ้มว่า
“ตระกูลลู่ที่หนุนหลังคุณชายรองลู่ เป็นตระกูลชั้นสี่ของต้าเฉียน เป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเมืองเทียนเหอ!”
“และคุณชายรองลู่คือบุตรชายคนรองสายตรงของตระกูลลู่!”
“เมื่อสามปีก่อน เคยสอบได้ตำแหน่งจ้วงหยวนด้านวิถียุทธ์ที่อายุน้อยที่สุดของต้าเฉียน เป็นบุตรกิเลนของตระกูลลู่ที่ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันเคยตรัสชมด้วยพระองค์เอง!”
ทันทีที่เสียงนี้ดังออกไป แขกทั้งตำหนักใหญ่ก็พากันอื้ออึงด้วยความตกตะลึง
เสียงวิพากษ์วิจารณ์หลากหลายดังขึ้น
“เจ้านี่คือลูกหลานตระกูลลู่แห่งเมืองเทียนเหอนี่เอง!”
ปีศาจใหญ่บางตนแสดงความเกลียดชังออกมา
“พวกตระกูลลู่สมควรถูกเฉือนเนื้อเถือหนังทั้งหมด! !”
บางคนแสดงเจตนาสังหารออกมาอย่างรุนแรง
ปัง!
ปีศาจใหญ่รูปร่างกำยำตนหนึ่งตบโต๊ะลุกขึ้นแล้วตวาดเสียงดังลั่น “บอกมา ลู่ซิงอี้เฒ่าสารเลวนั่นเป็นอะไรกับเจ้า?”
ปีศาจใหญ่ตนนี้มีหนวดเคราและเส้นผมยุ่งเหยิง ดวงตาเป็นประกายสีทองวาววับ ทั่วทั้งร่างปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีดำขนาดเล็กหนาแน่น กระแสพลังช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ลู่ซิงอี้!
ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา ชื่อนี้ทำให้เหล่าปีศาจในต้าเฉียนนอนหลับไม่สนิท และเกลียดชังอย่างเข้ากระดูกดำ
มีข่าวลือว่าปีศาจที่ตายภายใต้น้ำมือของลู่ซิงอี้คนเดียวก็มีจำนวนไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนตน!
ราชาปีศาจผู้มีชื่อเสียงโด่งดังมากมายก็ล้วนถูกลู่ซิงอี้สังหาร!
ในบัญชีรายชื่อค่าหัวที่เผยแพร่โดยเหล่าปีศาจ ลู่ซิงอี้ครองอันดับหนึ่งอย่างมั่นคง
และครองตำแหน่งนี้มานานถึงหนึ่งร้อยปีเต็ม
ไม่อาจกล่าวเกินจริงได้ว่า เหล่าปีศาจทั่วใต้หล้าล้วนถือว่าลู่ซิงอี้เป็นศัตรู!
ในยามนี้ เมื่อปีศาจใหญ่ร่างกำยำผู้นั้นกล่าวถึงลู่ซิงอี้ สายตาของบรรดาปีศาจใหญ่ที่นั่งอยู่ต่างก็เย็นชาลงขณะมองไปยังลู่เยี่ย
ทั่วทั้งตำหนักใหญ่แผ่ไปด้วยกลิ่นอายสังหาร!