บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 360 ทุกสรรพสิ่งที่เป็นของข้า จงกลับคืนสู่สภาพเดิม
บทที่ 360 ทุกสรรพสิ่งที่เป็นของข้า จงกลับคืนสู่สภาพเดิม
เมื่อเผชิญกับดาบที่ฟันลงมาของบุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาว ลู่เยี่ยยังคงยืนนิ่งอยู่อย่างสงบ เขายกมือขวาขึ้น ‘รับ’ ดาบนั้นเอาไว้ เจตจำนงดาบที่สามารถทำให้ฟ้าดินสั่นสะเทือนและพังทลายลงได้นั้น กลับกลายเป็นเพียงสิ่งอ่อนนุ่มราวกับไหมพรมในมือของเขา มันค่อยๆ แตกสลายไปทีละนิด เจตจำนงดาบที่ระเบิดออกประดุจห่าฝนแห่งแสงอันพรั่งพรายไหลรินและโปรยปรายอยู่ท่ามกลางฝ่ามือของลู่เยี่ย ส่วนดาบแห่งวิถีในมือของบุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาว กลับถูกช่วงชิงมาอยู่ในมือของลู่เยี่ยแทน
เขาดีดนิ้วเบาๆ ลงบนตัวดาบคราหนึ่ง ดาบแห่งวิถีที่เพิ่งจะกลับคืนสู่ความสมบูรณ์เล่มนี้ ก็แตกกระจายเป็นผงละเอียด ราวกับถูกคลื่นยักษ์ทุบไสกระจาย บุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาวเบิกตากว้าง กล่าวอย่างตกตะลึง “เป็นไปได้อย่างไร… เป็นไปได้อย่างไร…”
ลู่เยี่ยกล่าวว่า “ดาบที่แข็งแกร่งที่สุดของเจ้านา่นเป็นสิ่งที่ข้าประทานให้เจ้า ย่อมจะถูกทำลายในมือของข้า” เขายกมือขึ้นคว้าคราหนึ่ง จิตเทวะสายหนึ่งถูกดึงออกมาจากร่างของบุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาว แล้วตกลงในฝ่ามือของลู่เยี่ย นั่นคือหนึ่งปู่ลู่!
“เจ้าฉลาดมาก เขาเป็นเพียงจิตเทวะสายหนึ่งเท่านั้น จิตแห่งเต๋าของเขาลวนมาจากร่างหลักของเจ้า” ลู่เยี่ยกล่าวว่า “ต่อให้ทำลายเขาไป ก็มิอาจทำลายจิตแห่งเต๋าของร่างหลักของเจ้าได้”
ชิ้ง! สิ้นเสียง จิตเทวะของหนึ่งปู่ลู่ก็ลุกไหม้ขึ้นในฝ่ามือของลู่เยี่ย เพียงพริบตาก็มอดไหม้สลายไปจนสิ้น
ที่ไกลออกไป บุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาวกระอักเลือดออกมา สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว “ด้วยความสามารถของสหายเตา ย่อมต้องมองออกถึงที่มาของข้าตั้งนานแล้ว เหตุใดถึงต้องบีบคั้นกันให้ตายเช่นนี้?”
ลู่เยี่ยกล่าว “หรืออาจเป็นเพราะ ที่มาของเจ้านั้นก็ยังไม่คู่ควรพอจะให้ข้าต้องยั้งมือไว้ไมตรี?”
บุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาวราวกับถูกฟ้าผ่า กล่าวว่า “นี่เป็นไปไม่ได้! อ๊าก…”
ลู่เยี่ยยกมือขึ้นคว้าอีกครั้ง จิตเทวะของหนึ่งปูกุยก็ถูกกระชากออกมาและกำไว้ในฝ่ามือของลู่เยี่ย ลู่เยี่ยก้มลงมองที่หนึ่งปูกุยด้วยสายตาเย็นชา “เจ้าไม่สำคัญ หลวงจีนเฒ่าที่อยู่เบื้องหลังเจ้าก็ไม่สำคัญ เข้าใจหรือไม่?”
หนึ่งปูกุยตกใจจนแทบสิ้นสติ คนผู้นี้…ที่แท้เข้าใจทุกอย่าง! “ลู่เยี่ย! เจ้าไม่ได้บอกหรือว่าจะทำลายจิตแห่งเต๋าของข้า ถ้าเจ้าสังหารจิตเทวะของข้าไป ก็เท่ากับเจ้าผิดคำพูดชัดๆ!” หนึ่งปูกุยดิ้นรนอย่างรุนแรง ร้องตะโกนเสียงแหบแห้ง
คนเราต้องสิ้นหวังถึงเพียงไหนกัน ถึงได้ฝากความหวังในการมีชีวิตรอดไว้กับคำว่า ‘ไม่อาจผิดคำพูด’ ของอีกฝ่าย? เมื่อผู้ฝึกดาบผู้ไร้เทียมทานเอ่ยคำเช่นนี้ออกมา นั่นก็หมายความว่า กระดูกอันทรนง จิตของนักดาบ และศักดิ์ศรีทั้งหมดได้พังทลายลงอย่างราบคาบแล้ว!
ลู่เยี่ยเงยหน้ามองบุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาว หลังจากสูญเสียวิญญาณของหนึ่งปู่ลู่และหนึ่งปูกุยไป ร่างของบุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาวก็แข็งค้างอยู่ตรงนั้นไม่ขยับเขยื้อน ราวกับจมสู่ความเงียบงัน ลู่เยี่ยยื่นมือออกไปแทงทะลุอากาศเข้าไปในอกของบุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาว เมื่อชักมือกลับมา ในมือก็มีหัวใจสีทองอร่ามดวงหนึ่งเพิ่มขึ้นมา หัวใจดวงนี้แปลกประหลาดมาก มีรูปร่างคล้ายเมล็ดบัว มีลายเส้นสีทองตามธรรมชาติ แผ่ซ่านละอองแสงสีทองอันวิจิตรตระการตาออกมาเป็นระยะ
หนึ่งปูกุยตกใจจนสีหน้าเปลี่ยนไป สิ้นหวังอย่างสิ้นเชิง ในที่สุดเขาก็รู้ชัดแจ้งแล้วว่า อีกฝ่ายมองเห็นทะลุปรุโปร่งไปถึงรากเหง้าของตนเองเสียด้วยซ้ำ!!
“เจ็ดใบแฝดร่วมก้าน หนึ่งดอกกำเนิดเป็นหนึ่ง ใจบัววัชระ” ลู่เยี่ยเอ่ยเบาๆ “จิตแห่งเต๋าแบบนี้ช่างเหมาะกับวิถีดาบจริงๆ แต่หากจะทำลายมันทิ้ง ก็เป็นเพียงเรื่องง่ายดายเท่านั้น” เขาเขียนนิ้วทั้งห้าเข้าหากัน บนผิวของหัวใจสีทองปรากฏรอยปริร้าวนับไม่ถ้วน
ส่วนหนึ่งปูกุยก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง เอ่ยเสียงสั่นเครือว่า “ขอท่านผู้อาวุโสโปรดไว้ชีวิตด้วย! ขอท่านผู้อาวุโสโปรดไว้ชีวิตด้วย! ข้ายอมแพ้แล้ว ขอเพียงท่าน…”
“หัวใจดังวัชระที่ไม่อาจทำลาย จิตแห่งเต๋าก็ควรเป็นเช่นกัน ทางพุทธแสวงหาสภาวะไรรูปไรนาม แล้วไยเจ้ายังต้องยึดติดกับหัวใจที่มีรูปลักษณ์นี้อยู่อีกเล่า?”
ในชั่วพริบตาที่สิ้นเสียงของลู่เยี่ย ชิ้ง! หัวใจสีทองแตกกระจายเป็นสี่เสี่ยง ประกายไฟสีทองหม่นแสงลงและสลายไป หลงเหลือเพียงเมล็ดบัวสีดำขนาดเท่าเมล็ดถั่วลิสงเพียงหนึ่งเดียวในฝ่ามือของลู่เยี่ย จิตเทวะของหนึ่งปูกุยพลันสูญสิ้นพลังชีวิตในทันที กลายเป็นละอองแสงประดุจเถ้าถ่านนับไม่ถ้วน สลายหายไปในเงื่อมมือของลู่เยี่ยจนหมดสิ้น
ก่อนตาย ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังใบหน้าอันคมคายของลู่เยี่ย แววตาเต็มไปด้วยความว่างเปล่าและว้าวุ่นใจ เด็กหนุ่มขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ แท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่? ในเวลาเดียวกัน หลังจากสูญเสียหัวใจสีทองไป ร่างของบุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาวก็ล้มครืนลงกับพื้น ราวกับพระพุทธรูปดินปั้นในอารามที่ปรักหักพัง ก่อนจะกลายเป็นเถ้าธุลีไปในทันที
“ยังจะหลบซ่อนอยู่อีกหรือ นี่มันไม่ให้เกียรติกันเกินไปแล้วหรือไม่” ลู่เยี่ยก้าวเข้ามาข้างหน้าแล้วสะบัดแขนเสื้อ เถ้าถ่านที่เกิดจากบุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาวถูกพัดกระจายออกไป แต่ในขณะเดียวกัน กลับมีร่องรอยของอักขระสันสกฤตสีทองเส้นเลือนลางปรากฏขึ้น มันเส้นเล็กราวกับขนวัว ไร้รูปร่างไร้สี ยากนักที่จะสังเกตเห็นได้
“หลวงจีนเฒ่า บัญชีแค้นนี้ยังไม่จบสิ้น ข้าจะจดจำเอาไว้ที่หัวของเจ้าก็แล้วกัน” ลู่เยี่ยจี้ปลายนิ้วลงไปเบาๆ อักขระสันสกฤตสีทองสายนั้นก็ระเบิดสลายไป หายไปโดยสิ้นเชิง
ณ ที่ห่างออกไป ทุกคนได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนี้อย่างชัดเจน พวกเขาต่างตกตะลึงสิ้นสติ ยืนนิ่งงันอยู่ที่นั่น หนึ่งปู่ลู่ได้ตายไปแล้วอย่างแท้จริง หนึ่งปูกุยมิอาจหวนคืนมาได้อีกแล้วจริงๆ แม้แต่ร่างหลักของพวกเขาและดาบแห่งวิถีก็ถูกทำลายอย่างไร้ปรานีจนไม่หลงเหลือสิ่งใดอีกต่อไป หนึ่งร่างสองวิญญาณบัดนี้ดับสูญไปตลอดกาล! หากไม่ได้เห็นกับตาตนเอง คงไม่มีใครจะเชื่อว่า เซียนผีผู้ที่อันตรายที่สุดในเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้า จะถูกสังหารด้วยวิธีการเช่นนี้ มันคือการบดขยี้ฝ่ายเดียวโดยสมบูรณ์ และนี่เองคือสิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดผวาอย่างยิ่ง ลู่เยี่ยแท้จริงแล้วเป็นเทพจากที่ใดกัน?
เต่าเฒ่าตัวสั่นเทาไปทั้งร่าง ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่า เหตุใดการทำนายดวงชะตาให้ลู่เยี่ยก่อนหน้านี้ ถึงทำให้เขาต้องถูกพลังสะทอนกลับอย่างรุนแรง พลังบำเพ็ญเต๋าของอีกฝ่ายสูงเกินไป! สูงจนไม่สามารถจินตนาการและยากจะหยั่งรู้ได้! การที่ตนบังอาจไปทำนายดวงชะตาให้นั้น มันไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตายเลยสักนิด
“เจ้ารู้ตั้งนานแล้วหรือว่า ร่างหลักของพวกเขาฝังอยู่ใต้สระสายฟ้าน้อย?” ทันใดนั้น สายตาของลู่เยี่ยก็หันไปมองยังเต่าเฒ่า
เต่าเฒ่าร่างกายแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะหมอบราบลงกับพื้น โขกศีรษะพลางเอ่ยว่า “ท่านผู้อาวุโส ผู้น้อยเป็นเพียงผู้เฝ้าสุสานตัวเล็กๆ เท่านั้น ไม่รู้และไม่เข้าใจเรื่องที่เกี่ยวกับหนึ่งปู่ลู่และหนึ่งปูกุยแม้แต่น้อย และมิเคยคิดจะสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความแค้นของเขาเลยแม้แต่นิด ขอท่านผู้อาวุโสโปรดเมตตาตรวจสอบด้วยเถิด!” เต่าเฒ่ารู้สึกหวาดกลัวยิ่งนัก ร่างกายสั่นระริกไปหมด
ลู่เยี่ยเบนสายตาไปมองคนอื่นๆ เลยเซียว เด็กสาวเซียนหนึ่ง เลยหวานฉิง บรรพชนคางคก… “ไปเถิด แยกย้ายกลับที่ของตัวเอง” ลู่เยี่ยเอ่ยเสียงแผ่วเบา ประโยคที่เอ่ยออกมาอย่างเรียบง่าย แต่กลับดุจดังเป็นราชโองการจากสวรรค์ คำพูดนั้นกลายเป็นกฎเกณฑ์!
เงาร่างของทุกคนที่อยู่ห่างออกไปพลันเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอยในทันที เลยเซียวและคนอื่นๆ กลับไปยังเผ่าหมอผีสายฟ้า บรรพชนคางคกโลหิตและคนอื่นๆ กลับไปยังภูเขาสองภพ เต่าเฒ่ากลับไปยังใต้สระสายฟ้าน้อย ผู้คนจากสายหลักหมอผีสวรรค์กลับไปยังภูเขาหลิงมู่ เมื่อทุกคนได้สติกลับคืนมา ความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในวันนี้ภายในสมองต่างก็เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย โดยที่เจ้าตัวหามิได้ล่วงรู้ถึงความผิดปกติใดๆ เลยแม้แต่น้อย และสิ่งที่ทำให้เกิดเรื่องทั้งหมดนี้ ก็เป็นเพียงคำพูดธรรมดาๆ ประโยคเดียวของลู่เยี่ยเท่านั้น
เบื้องหน้าเขาเพลิงกัลป์ เหลือเพียงลู่เยี่ยที่ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพังอยู่ตรงนั้น เขายื่นมือข้างหนึ่งออกไป สมบัติล้ำค่าอย่างตราสายฟ้า ลูกธนูหักซือจิ และดาบพิชิตมารที่เคยถูกหนึ่งปู่ลู่ช่วงชิงไป ทั้งหมดต่างลอยขึ้นมาจากความว่างเปล่า แล้วร่วงลงมาอยู่บนฝ่ามือของลู่เยี่ย ลู่เยี่ยก้มหนามองดูสมบัติล้ำค่าเหล่านี้ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ แล้วเอ่ยว่า “จงเป็นไปตามเจตจำนงของข้า หลอมศาสตราขัดเกลาจิต!”
ลูกธนูหักระเบิดกลายเป็นผุยผง พลังต้นกำเนิดของลูกธนูหักและอักษรลึกลับสองตัวคำว่า ‘ซือ’ และ ‘จิ’ ทั้งสองได้หลอมรวมเข้าไปในดาบพิชิตมาร ภายในด้ามดาบมีอักษรลับประหลาดสองตัว ‘ซือ’ และ ‘จิ’ ปรากฏขึ้นอย่างรางๆ ส่วนตราสายฟ้านั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นฝักดาบ เพื่อกลืนกินดาบพิชิตมารเข้าไปข้างใน ลู่เยี่ยยื่นมือออกไปประคองฝักดาบสีม่วงครามไว้ในบนฝ่ามือ มือซ้ายลูบเบาๆ ไปบนฝักดาบ ทันใดนั้นฝักดาบทั้งหมดก็กลายเป็นสิ่งที่ดูหม่นหมองไร้แสง ดูธรรมดาสามัญไม่มีอะไรน่าสนใจ พลังผนึกอันลึกลับสายหนึ่งได้ซ่อนอยู่ภายในฝักดาบ
ลู่เยี่ยยกมือขึ้นสะบัด ฝักดาบก็ลอยเข้าไปในแขนเสื้อและหายไป หลังจากนั้นเขาจึงทอดสายตามองไปรอบๆ พลางเอ่ยพึมพำว่า “ทุกสรรพสิ่งที่เป็นของข้า จงกลับคืนสู่สภาพเดิม”
ทันใดนั้น เหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนักก็ได้เกิดขึ้น