บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 361 เสียงในวิหารลึกลับ
ทั่วทั้งฟ้าดินยังคงหลงเหลือร่องรอยของการต่อสู้ครั้งใหญ่ สรรพสิ่งมากมายล้วนถูกทำลายล้างอย่างรุนแรง สูญหายไปอย่างสิ้นเชิง แต่เมื่อเสียงของลู่เยี่ยดังขึ้น สิ่งของแตกสลายที่เคยสูญหายไปซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับลู่เยี่ย ต่างค่อยๆ กลับมาควบแน่นและคืนสภาพเดิมขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่าทีละชิ้น
ใบหม่อนที่ผู้พิทักษ์สุสานมอบให้ ป้ายหยกไร้อักษรที่ท่านอารองทิ้งไว้ ถุงเก็บของ… สิ่งของที่ลู่เยี่ยพกติดตัวต่างปรากฏขึ้นมาทีละชิ้น และพร้อมกับละอองแสงประหลาดที่โถมเข้ามา รอยประทับของเหล่าบรรพจารย์ทั้งสิบเก้าท่านที่งดงามราวกับดวงดาวนั้น ก็ได้ควบแน่นคืนสภาพกลับมาใหม่อีกครั้ง!
“น่าเสียดาย แม้กระจกแตกจะประสานคืนได้ แต่จิตวิญญาณและพลังกลับสูญสลายไปแล้ว ไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้” ลู่เยี่ยเอ่ยเสียงแผ่วเบา ต่อให้เขามีพลังไร้เทียมทาน แต่ก็ไม่อาจฟื้นฟูจิตวิญญาณที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของรอยประทับบรรพจารย์เหล่านั้นกลับมาได้ “ล่วงลับดับสูญไปแล้ว ถึงบัดนี้พวกเขาก็สามารถพักสงบได้แล้ว”
ลู่เยี่ยสะบัดมือหนึ่งครา บรรดาสิ่งของล้ำค่าและรอยประทับบรรพจารย์เหล่านั้นทั้งหมดก็กลับคืนสู่ร่างของเขา จากนั้นลู่เยี่ยก้าวเดินเพียงก้าวเดียว ในชั่วขณะต่อมาก็ปรากฏตัวอยู่บนยอดเขาเพลิงกัลป์ เปลวเพลิงกระหน่ำเต็มไปด้วยพลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัว แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าลู่เยี่ย เปลวเพลิงเหล่านั้นกลับหลีกทางให้ ประดุจน้ำป่าไหลหลากที่ลดระดับลง
“เจ้าไม่ใช่อาเยี่ย!” ลู่ซิงอีเอ่ยปากพลางหอบหายใจถี่กระชั้น น้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาจ้องเขม็งไปที่ลู่เยี่ย ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ล้วนตกอยู่ในสายตาของเขา
ลู่เยี่ยมองลู่ซิงอีอย่างเงียบงัน ก่อนจะเอ่ยว่า “หากวันหนึ่งเจ้ากลายเป็นอีกคนหนึ่ง ทว่าในขณะเดียวกันเจ้ากลับมีความทรงจำที่ครบถ้วนของตนเอง เจ้าจะยอมรับได้หรือไม่?”
ลู่ซิงอีชะงักไป สีหน้าซับซ้อน “ที่เจ้าพูดถึงคือความทรงจำประหลาดในทะเลแห่งจิตสำนึกของข้าใช่หรือไม่?”
ลู่เยี่ยพยักหน้า “ความทรงจำเหล่านั้นแท้จริงแล้วเป็นของเจ้า เพียงแต่เจ้ายังไม่ได้ตื่นรู้โดยสมบูรณ์เท่านั้น”
ลู่ซิงอีนิ่งเงียบไป หลังจากผ่านไปสักพักเขาจึงกล่าวว่า “ข้าสามารถเป็นเพียงตัวข้าเองได้หรือไม่?”
ลู่เยี่ยส่ายหน้าเบาๆ แล้วกล่าวว่า “สายเกินไปแล้ว ส่วนหนึ่งของความทรงจำประหลาดนั้นได้หลอมรวมเข้ากับแก่นแท้แห่งชีวิตของเจ้าไปแล้ว เว้นแต่ข้าจะตัดส่วนหนึ่งของแก่นแท้แห่งชีวิตของเจ้าออกไป มิฉะนั้นในอนาคตเจ้าจะต้องตื่นรู้โดยสมบูรณ์แน่นอน”
สีหน้าของลู่ซิงอีย่ำแย่ลงทันที
“แต่ว่าข้าสามารถมอบทางเลือกอื่นให้เจ้าได้” ลู่เยี่ยกล่าวว่า “ยึดถือตัวเจ้าในชาตินี้เป็นหลัก หลอมรวมความทรงจำประหลาดนั้นมาเป็นของเจ้าเอง”
ดวงตาของลู่ซิงอีเปล่งประกาย เขาเอ่ยออกมาโดยมิลังเลว่า “ข้าเลือกทางนี้!”
ลู่เยี่ยกล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้น ย่อมหมายความว่าหลังจากนี้อีกนานแสนนาน เจ้าจะต้องจมจ่อมอยู่ที่นี่จนกว่าจะมีพลังเพียงพอที่จะหลอมรวมความทรงจำประหลาดได้ จึงจะมีโอกาสออกไป” กล่าวจบ ลู่เยี่ยก็ชี้ไปที่เขาเพลิงกัลป์ใต้ฝ่าเท้า “วาสนาที่ถูกผนึกอยู่ที่นี่ เดิมทีก็เป็นของเจ้าอยู่แล้ว”
ลู่ซิงอีสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าวว่า “ทำเช่นนั้นเถิด!”
ลู่เยี่ยดีดนิ้วคราหนึ่ง ทันใดนั้น ความทรงจำประหลาดเหล่านั้นในทะเลแห่งจิตสำนึกของลู่ซิงอีก็ถูกผนึกทั้งหมด แปรเปลี่ยนเป็นพลังอำนาจในรูปแบบรอยประทับ และหลอมรวมเข้ากับแก่นแท้แห่งชีวิตของลู่ซิงอี “เมื่อพลังบำเพ็ญเพิ่มขึ้นในวันหน้า ย่อมมีโอกาสหลอมรวมความทรงจำในรอยประทับนั้นไปทีละขั้น”
ลู่ซิงอีลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก ประสานมือคารวะ “ขอบคุณท่านมาก ข้าขอถามว่าท่านมีนามว่าอันใด และเหตุใดจึงมา…”
ลู่เยี่ยส่ายหน้าพลางกล่าว “ไม่อาจบอกได้” เขาปฏิเสธไปเช่นนั้นเอง ไม่มีการให้เหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น “เรื่องราวในวันนี้จงลืมมันไปเสียเถิด เพื่อป้องกันไม่ให้ความลับรั่วไหล อันจะนำมาซึ่งทัณฑพิบัติมาสู่ตน”
ลู่เยี่ยยกมือขึ้นแล้วชี้เบาๆ ลู่ซิงอีรู้สึกว่าตรงหน้ามืดลง ร่างกายซวนเซจนต้องทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ในทะเลแห่งจิตสำนึกของเขา ความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในวันนี้มลายหายไป ทั่วทั้งร่างของเขาถูกปกคลุมด้วยขุมพลังประหลาดสายหนึ่ง นั่งนิ่งสงบอยู่อย่างนั้นประดุจกลายเป็นรูปปั้นศิลา
ลู่เยี่ยจ้องมองลู่ซิงอีอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับมายังภายนอกเขาเพลิงกัลป์ “ไปเถิด!”
เขาสะบัดแขนเสื้อคราหนึ่ง เขาเพลิงกัลป์ทั้งลูกก็เลือนหายไปจากโลกอย่างเงียบเชียบ หายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนั้นเอง!
“จังหวะเวลายังมาไม่ถึง ยังไม่เหมาะสม ทว่าการลงมือครั้งนี้เกรงว่าจะดึงดูดความสนใจจาก ‘สหายเก่า’ บางคนเข้าเสียแล้ว…” ลู่เยี่ยยืนลอยกลางอากาศ ไพล่มือไว้ข้างหลัง แหงนมองไปเหนือม่านราตรีอันมืดมิด ดวงตาอันลึกล้ำและสงบนิ่งของเขาราวกับทะลุผ่านห้วงเวลาอันไร้ขอบเขต มองไปยังสรวงสวรรค์ที่อยู่สูงขึ้นไปอีก
เนิ่นนานผ่านไป ลู่เยี่ยจึงละสายตากลับมา เขาเดินกลับมายังสถานที่ที่เคยประลองกับหนึ่งปู่ลู่ แล้วนั่งขัดสมาธิลง ชั่วขณะต่อมา กลิ่นอายลึกลับสายหนึ่งพุ่งออกมาจากร่างของลู่เยี่ย แตมันไม่ได้แยกออกไป ทว่ากลับไหลบ่าเข้าไปในผังดาบเก้าคุมขังที่อยู่บนฝ่ามือขวาของเขา
ท่ามกลางความพร่าเลือน ลู่เยี่ยรู้สึกราวกับตกอยู่ในความฝัน ในความฝันนั้นเขามาถึงวิหารลึกลับแห่งหนึ่ง ทว่าเขากลับมิอาจมองเห็นภาพเหตุการณ์ใดๆ ในวิหารนี้ได้อย่างชัดเจน ทั่วทุกแห่งหนเต็มไปด้วยความโกลาหลที่ม้วนตัวหนาราวกับหมอก ยามยืนอยู่ท่ามกลางนั้นทำได้เพียงมองเห็นโครงร่างลางๆ ของวิหารเท่านั้น
“ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ เจ้ายังจำได้หรือไม่?” เสียงราบเรียบสายหนึ่งดังขึ้นภายในวิหารที่ถูกปกคลุมด้วยความโกลาหลแห่งนี้
ลู่เยี่ยรู้สึกว่าในหัวมีเศษเสี้ยวความทรงจำสายหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างกะทันหัน นั่นคือความทรงจำหลังจากที่เขาตายแล้วฟื้นคืนชีพ การสังหารบุรุษในอาภรณ์ยาวสีขาวผู้มีหนึ่งร่างสองวิญญาณ การลบเลือนความทรงจำของผู้เฝ้าสังเกตการณ์ การเก็บรวบรวมและซ่อมแซมสิ่งของของตนเองที่สูญหายไป และ… การสนทนากับท่านอารอง!
ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ปรากฏชัดเจนในห้วงความคิด รายละเอียดล้วนชัดเจนราวกับตนเองเคยประสบมาด้วยตัวเองจริงๆ ลู่เยี่ยถึงกับชะงักงัน นั่นคือเขาหรือ? ไม่ใช่! เห็นได้ชัดว่านี่เป็นฝีมือของคนอื่น! มิเช่นนั้นเหตุใดแม้แต่ตัวเขาเองยังยากที่จะเชื่อสายตา? ทันใดนั้น ลู่เยี่ยก็นึกถึงคำตอบหนึ่งขึ้นมา และในที่สุดก็เริ่มเข้าใจขึ้นมาลางๆ
“ท่านคือเจ้าวิหารเตาผู้ลึกลับภายในผังดาบเก้าคุมขังใช่หรือไม่?” ลู่เยี่ยอดถามไม่ได้
หมอกฮุ่นตุ้นม้วนตัวไปมา เสียงที่เรียบเฉยนั้นดังขึ้นอีกครั้ง “ไม่ใช่”
“ไม่ใช่หรือ?” ลู่เยี่ยสงสัย “แล้วถ้าอย่างนั้นท่านคือใคร?”
“รอจนกว่าวันหน้าเจ้าจะปีนขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของบันไดแห่งชิงหมิง เมื่อนั้นเจ้าจะรู้เอง” เสียงเรียบเฉยนั้นเอ่ย “หากไม่สามารถไปถึงยอด ทางที่ดีคืออย่าเพิ่งรู้จะดีกว่า”
ลู่เยี่ยยิ่งทวีความสงสัยมากขึ้น จุดสูงสุดของบันไดแห่งชิงหมิงไม่ใช่วิหารเตาลึกลับนั้นหรอกหรือ?
“สิ่งที่ข้าจะบอกเจ้าต่อไปนี้ เจ้าต้องจดจำไว้ให้ดี” เสียงเรียบเฉยนั้นกล่าว “การปรากฏตัวของข้าในครั้งนี้ ได้ดึงดูดความสนใจของ ‘สหายเก่า’ บางคนแล้ว ตลอดระยะเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา สหายเก่าเหล่านั้นเพื่อที่จะตามหาข้า พวกเขาได้วางเบี้ยหมากไว้ทั่วพิภพเต๋าชิงหมิงมานานแล้ว หากไม่มีอะไรผิดพลาด โลกที่เจ้าอยู่นั้นก็ย่อมมี ‘หมาก’ ของพวกเขากระจายตัวอยู่เช่นกัน นั่นก็หมายความว่า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป บนเส้นทางมหาวิถีของเจ้า เจ้าจะต้องพบเจอกับ ‘หมากเหล่านี้’ อย่างแน่นอน!”
ลู่เยี่ยใจสั่นสะเทือน เสียงที่เรียบเฉยนั้นเป็นของใครกันแน่ เหตุใดจึงถูก ‘สหายเก่า’ เหล่านั้นตามหาอย่างสุดกำลัง? แล้วสิ่งที่เรียกว่า ‘หมาก’ นั้นมีสถานะเช่นไร มีพลังบำเพ็ญระดับใด และกระจายตัวอยู่ที่ใดกันบ้าง?
“เจ้าไม่จำเป็นต้องสนใจ มีผังดาบเก้าคุมขังอยู่ พวกหมากเหล่านั้นอยากล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของเจ้าไม่ใช่เรื่องง่ายดายนั” “ที่บอกเรื่องพวกนี้ให้เจ้ารู้ เพียงเพื่อเตือนสติเจ้าเท่านั้น ตัวเจ้าในตอนนี้ยังอ่อนแอเกินไป มหาวิถีในอนาคตยังอีกยาวไกล หากไม่ถูกบีบบังคับถึงขีดสุด อย่าได้ทำเช่นวันนี้อีก… แสวงหาความตาย”
ลู่เยี่ยนิ่งเงียบไป ครั้งนี้เขาตั้งใจจะรนหาที่ตายจริงๆ ทว่ามิใช่ว่าอยากจะตายจริงๆ แต่เป็นการนำตนเองเข้าสู่จุดที่ตายก่อน เพื่อที่จะถือกำเนิดใหม่จากความตาย และการทำเช่นนี้หาได้เกี่ยวข้องกับการทุ่มสุดตัวอย่างไร้หัวคิด
ทว่าตลอดสามปีในสนามรบนอกอาณาเขตนั้น ลู่เยี่ยเคยผ่านวิกฤตความเป็นความตายมาหลายต่อหลายครั้ง และทุกครั้งก็รอดชีวิตมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ เรื่องนี้ทำให้เขามั่นใจว่า ในตัวเขาต้องมีพลังที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ ซึ่งสามารถแก้ไข ‘วิกฤตความเป็นความตาย’ ได้ และความจริงก็พิสูจน์แล้วว่าเขาทําถูกต้องแล้ว สิ่งเดียวที่คำนวณพลาดไปก็คือ รอยประทับบรรพจารย์ทั้งสิบเก้าท่านเลือกที่จะออกไปสู้ด้วยตนเอง!
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ในใจของลู่เยี่ยพลันหม่นหมอง ราวกับสูญเสียบางสิ่งไป ในสถานการณ์ตอนนั้น ผู้ฝึกตนขอบเขตแกนทองคำที่อ่อนแอเช่นเขา นอกจากการแสวงหาชีวิตจากความตายแล้ว ก็ไม่มีกำลังที่จะรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันใดๆ ได้เลย!