บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 363 การไล่ล่าหน้าเมืองสี่ทิศ
บทที่ 363 การไล่ล่าหน้าเมืองสี่ทิศ
ลู่เยี่ยคำนวณอย่างจริงจังแล้วพบว่า เวลาสามวันไม่เพียงพอสำหรับเขาที่จะกลับไปยังสำนักกระบี่เก้าสวรรค์อีกครั้ง กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากเขาเลือกที่จะไปพบคนในตระกูลลู่ก้อน เขาจำเป็นต้องพลาดโอกาสที่จะเดินทางไปยังดินแดนหลิงชางผ่านเมืองสี่ทิศอย่างแน่นอน และหากเป็นเช่นนั้น กว่าที่เมืองสี่ทิศจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง อย่างน้อยที่สุดก็ต้องรอไปอีกหนึ่งร้อยปี!
“ท่านลุงฉินเคยกล่าวไว้ว่า หากไม่มีคนจากดินแดนหลิงชางมานำทาง การพยายามเดินทางจากโลกมนุษย์ไปยังดินแดนหลิงชางนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย”
“ตอนที่อวิ๋นเป่ยเฉินมารับแม่นางชิงหลิว เขาก็เคยพูดถึงวิธีพิเศษบางอย่างในการเดินทางไปยังดินแดนหลิงชาง แต่ก็ยังคงต้องรอโอกาสและใช้เวลามากมาย…”
ลู่เยี่ยจมอยู่ในภวังค์ความคิด ผู้ฝึกตนทุกคนในดินแดนโลกมนุษย์ต่างรู้ถึงการมีอยู่ของดินแดนหลิงชาง แต่ตลอดกาลเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา ใครก็ตามที่ต้องการเดินทางไปฝึกฝนในดินแดนหลิงชางกลับทำได้ยากยิ่งกว่าการปีนขึ้นสวรรค์ เสียอีก นี่คือความคับแค้นใจของเหล่าผู้ฝึกตนต้าเฉียน
เหตุใดเมื่อเมืองสี่ทิศปรากฏขึ้นในครั้งนี้ เหล่าผู้ฝึกตนในโลกมนุษย์ถึงได้ยอมเสี่ยงชีวิตเสี่ยงตายเข้ามาแสวงโชคในเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้า? สาเหตุก็คือ โอกาสในการเดินทางไปดินแดนหลิงชางนั้นหาได้ยากยิ่งเหลือเกิน!
หลังจากไตร่ตรองอยู่นาน ลู่เยี่ยตัดสินใจว่าจะไปดูที่เมืองสี่ทิศดูก่อน แม้สุดท้ายไม่ได้ไปดินแดนหลิงชาง แต่อย่างน้อยก็ได้ไปเปิดหูเปิดตา ทันใดนั้นลู่เยี่ยก็กล่าวลาทุกคน
“ข้าเองก็ต้องกลับไปที่สระสายฟ้าน้อยเช่นกัน หากสหายเตาไม่รังเกียจ ขาสามารถพาสหายเตาไปได้” เต่าเฒ่าเอ่ยเชิญชวน สายตาที่มองไปยังลู่เยี่ยเต็มไปด้วยความยำเกรง
ไม่เพียงแคเขาเท่านั้น การตายของหนึ่งปู่ลู่และหนึ่งปูกุยก็ทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นี้รู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก เดิมทีพวกเขาตั้งใจจะเชิญลู่เยี่ยไปเยือนเผ่าของตนในฐานะแขกผู้มีเกียรติ แต่เมื่อทราบว่าลู่เยี่ยจะไปเมืองสี่ทิศ จึงจำต้องล้มเลิกความตั้งใจ สุดท้ายพวกเขาจึงร่วมเดินทางไปกับเต่าเฒ่าเพื่อไปส่งลู่เยี่ยถึงหน้าประตูเมืองสี่ทิศด้วยตนเอง
“ท่านผู้อาวุโส ท่านตั้งใจจะไปดินแดนหลิงชางหรือ?” ก่อนจากลา เด็กสาวเซียนหนึ่งเอ่ยถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ลู่เยี่ยส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ยังพูดไม่ได้ เดี๋ยวไปดูสถานการณ์ดูก่อนแล้วค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สาย”
ในขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ณ เส้นขอบฟ้าที่ไกลออกไป พลันมีเสียงฉีกแหวกอากาศดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นลำแสงปราณดาบอันเจิดจ้าสายหนึ่งพุ่งฝ่าความมืดมิดของฟากฟ้าตรงมาทางนี้ ลู่เยี่ยเงยหน้ามอง ดวงตาของเขาจ้องมองอย่างตั้งใจ
ผู้ที่ควบคุมปราณดาบสายนั้นคือสตรีในชุดผ้าป่านที่บาดเจ็บสาหัสทั่วร่าง มีโลหิตไหลซึม นางยังแบกบุรุษผู้หนึ่งไว้บนหลัง ร่างกายของเขานั้นแหลกเหลว เนื้อหนังฉีกขาดจนมองไม่ออกว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ลู่เยี่ยมองออกได้ในทันที นั่นคือศิษย์พี่หญิงเยว่หนิงจือ! ผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ที่อายุน้อยที่สุดแห่งสำนักกระบี่เก้าสวรรค์! ต้นกล้าวิถีดาบโดยกำเนิด! และผู้ที่เยว่หนิงจือแบกไว้อยู่ก็คือศิษย์พี่เหมิงฮ่าว
ยามที่ลู่เยี่ยเพิ่งเข้าสู่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ คนแรกๆ ที่เขาได้มีปฏิสัมพันธ์ด้วยก็คือศิษย์พี่เหมิงฮ่าวผู้นี้นี่เอง และตอนนี้ทั้งสองกำลังถูกไล่ล่า! ด้านหลังพวกเขาเป็นกลุ่มผู้แข็งแกร่งจากเผ่าหมอผีแห่งดินแดนป่าเถื่อน พวกเขาขี่ก้อนเมฆสีเลือดไล่ตามมาตลอดทาง เกือบจะพร้อมกันนั้น ทุกคนที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้ต่างมองเห็นภาพเหตุการณ์นี้
“นั่นคือศิษย์ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์!” ปีศาจเฒ่าจากเผ่าหมอผีสายฟ้าคนหนึ่งอุทานออกมา เขาเคยไปส่งพวกหลี่ชิวอวี่และคนอื่นๆ ไปยังเมืองสี่ทิศ จึงจดจำเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายได้ทันที
ภายใต้ท้องฟ้าอันมืดมิด เยว่หนิงจือมองเห็นเค้าโครงของเมืองสี่ทิศจากระยะไกล
“ศิษย์น้องเหมิง อดทนหน่อย อีกนิดเดียวก็จะถึงเมืองสี่ทิศแล้ว ขอเพียงเข้าเมืองได้พวกเราก็จะปลอดภัย” เยว่หนิงจือกัดฟันเอ่ยเตือน
บนหลังของนาง เหมิงฮ่าวพยายามลืมตาที่หนักอึ้งด้วยความยากลำบาก พลังลมปราณอ่อนแรงกล่าวว่า “ศิษย์พี่ ท่านยอมเสียสละชีวิตช่วยข้าเช่นนี้ ทำให้ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก จนข้าแทบอยากจะมอบกายถวายชีวิต…”
เยว่หนิงจือขมวดคิ้ว แทบจะอดใจไม่ไหวคืออยากจะโยนเจ้าหมอนี่ทิ้งไปเสียตรงนี้
“ข้าล้อเล่นเท่านั้น ในใจข้าท่านงดงามไร้เทียมทานเปรียบดังเทพธิดาแห่งสวรรค์ชั้นเก้า หากเป็นยามปกติ ข้าจะมีความกล้าล้อเล่นกับท่านได้อย่างไร…” เหมิงฮ่าวไออย่างรุนแรง โลหิตไหลออกจากริมฝีปากไม่หยุด “ขออภัยด้วยศิษย์พี่ เป็นเพราะข้าแท้ๆ ที่ทำให้ท่านต้องลำบาก”
ขอบตาของเยว่หนิงจือเริ่มแดงระเรื่อ “ลำบากอะไรกัน พวกเราเป็นศิษย์ร่วมสำนัก ต่อให้ต้องตายด้วยกันข้าก็ไม่มีวันทอดทิ้งเจ้าเด็ดขาด”
เหมิงฮ่าวยิ้มกว้าง แม้ว่าจะใกล้ตายแล้ว แต่การได้รับความห่วงใยจากศิษย์พี่เช่นนี้ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว! ด้านหลังกลุ่มผู้แข็งแกร่งของเผ่าหมอผีแห่งดินแดนป่าเถื่อนได้ไล่ตามมาอย่างรวดเร็ว สถานการณ์คับขันถึงขีดสุด
“ศิษย์พี่ ข้ามีความสุขจริงๆ ต่อให้ต้องตายที่นี่ข้าก็ไม่เสียใจ” เหมิงฮ่าวกล่าวเสียงเบา
เยว่หนิงจือขมวดคิ้ว เจ้าหมอนี่พูดจาเหลวไหลอะไรอีกแล้ว! ทันใดนั้น นางรู้สึกว่าน้ำหนักบนหลังเบาหวิวลงอย่างกะทันหัน เป็นเหมิงฮ่าวที่สลัดตัวออกไป แล้วหันกลับไปพุ่งเข้าใส่กลุ่มผู้แข็งแกร่งจากเผ่าหมอผีแห่งดินแดนป่าเถื่อนที่ไล่ล่าพวกเขา
“ฮ่า! ข้าชื่อเหมิงฮ่าว เป็นศิษย์แห่งสำนักกระบี่เก้าสวรรค์! วันนี้ ณ ที่แห่งนี้ การที่บิดายอมสละชีวิตสู้กับพวกเจ้า ถือเป็นเกียรติอันสูงสุดของพวกเจ้าแล้ว!” เหมิงฮ่าวแผดร้องคำรามพลางกวัดแกว่งดาบ ร่างกายของเขาราวกับกำลังลุกโชน พุ่งเข้าใส่ศัตรูอย่างบ้าคลั่ง “รีบไปเถิด!!”
หัวใจของเยว่หนิงจือแทบจะแตกสลาย ใบหน้าซีดเผือดด้วยความโศกเศร้าถึงที่สุด
“โอหังนัก!!”
“เจ้าพวกสารเลว หยุดเดี๋ยวนี้!”
ทันใดนั้น เสียงตวาดดังกึกก้องประดุจฟ้าถล่มก็ดังขึ้น กลุ่มผู้อาวุโสที่มีกลิ่นอายพลังน่าสะพรึงกลัวต่างรีบลงมือช่วย บรรพชนคางคกโลหิตตอบสนองได้เร็วที่สุด เขาเคลื่อนย้ายพริบตาผ่านห้วงอากาศเข้ามาคว้าไหล่ของเหมิงฮ่าวไว้ได้ทันท่วงที หยุดยั้งไม่ให้เขาพลีชีพ เด็กสาวเซียนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นข้างกายเยว่หนิงจืออย่างไร้ร่องรอย พลางกล่าวเสียงเบาอย่างขัดเขินว่า “ไม่เป็นไรนะ”
เลยเซียวและพวกผู้อาวุโสเหล่านั้น ปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าเหล่าผู้แข็งแกร่งจากเผ่าหมอผีแห่งดินแดนป่าเถื่อนที่ไล่ล่าพวกเขา แม้แต่เต่าเฒ่าก็ยังลงมือ เขายื่นกรงเล็บยักษ์ที่ปกคลุมท้องฟ้า ครอบคลุมพื้นที่บริเวณนั้นไว้ทั้งหมด พลังที่ปล่อยออกมาจากกรงเล็บยักษ์นั้น สยบเหล่าผู้ไล่ล่าเหล่านั้นไว้ในทันที!
“นี่มัน…” เหมิงฮ่าวที่ตัดสินใจจะเอาชีวิตเข้าแลกแล้ว เบิกตากว้างด้วยความงุนงง
เยว่หนิงจือตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก เงาร่างที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าแต่ละคนล้วนแต่ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคือกลุ่มผู้มีอยู่ตระกูลอันน่าสะพรึงกลัวที่สุดในเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้าแห่งนี้ ใครจะกล้าจินตนาการว่า เหล่าผู้แข็งแกร่งเหล่านั้นจะปรากฏตัวพร้อมกันเพื่อช่วยเหลือนางและศิษย์น้องเหมิง?
กลุ่มผู้แข็งแกร่งของเผ่าหมอผีป่าเถื่อนที่ไล่ล่าเยว่หนิงจือและเหมิงฮ่าว ต่างตกใจจนสมองว่างเปล่า นี่มันสถานการณ์อะไรกัน? ทำไมเหล่าผู้น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นถึงได้โผล่ออกมาพร้อมกันหมดแบบนี้?
“ท่านผู้อาวุโสเลยเซียว พวกเราได้รับคำสั่งให้มาจับกุมคนจากสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ พวกท่านทำแบบนี้หมายความว่าอย่างไร?” ใครคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เลยเซียวมองปราดเดียวก็จำได้ว่า คนเหล่านี้เป็นคนจากสายหลักหมอผีสวรรค์ คำว่าทำตามคำสั่งแน่นอนว่าหมายถึงคำสั่งที่จักรพรรดิหมอผีได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้! เลยเซียวตั้งใจจะตำหนิพวกเขาสักสองสามคำ และกำหนดโทษให้กับคนเหล่านี้จากสายหลักหมอผีสวรรค์เสียหน่อย ทว่าในตอนนั้น เหล่าปีศาจเฒ่าคนหนึ่งจากสายหลักหมอผีสวรรค์กลับลงมืออย่างกะทันหัน ตูม! ฝ่ามือหนึ่งฟาดลงมา ร่างของผู้ไล่ล่าเหล่านั้นก็แตกสลาย วิญญาณดับสูญไปสิ้น
หลังจากนั้น เหล่าปีศาจเฒ่าแห่งสายหลักหมอผีสวรรค์คนดังกล่าวก็กัดฟันกล่าวว่า “เจ้าพวกไม่ดูตาม้าตาเรือ เกือบจะทำร้ายคนในสำนักเดียวกับท่านผู้อาวุโสลู่เสียแล้ว ช่างสมควรตายยิ่งนัก!”
ทุกคนมองตากันไปมา ในใจพลันเข้าใจว่า ปีศาจเฒ่าคนนี้ทำเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม เพราะกลัวท่านผู้อาวุโสลู่จะพิโรธจนทำลายล้างเผาสายหลักหมอผีสวรรค์! ดังนั้นเขาจึงได้ลงมือโหดเด็ดขาด สังหารเหล่าคนในเผ่าของเขาจนหมดสิ้น!
เยว่หนิงจือและเหมิงฮ่าวต่างก็งงงวยไปหมด ท่านผู้อาวุโสลู่อะไรกัน? แล้วทำไมพวกเขาถึงได้กลายเป็นคนในสำนักเดียวกับท่านผู้อาวุโสลู่อะไรนั่นไปได้? ในเวลานั้นเอง ทั้งคู่ต่างก็มองเห็นเงาร่างอันคุ้นตาที่เดินสง่าผ่าเผยมาจากที่ไกลๆ อาภรณ์สีดำสนิทดุจหมึก ท่าทางหลุดพ้นจากโลกิยะ นั่นก็คือลู่เยี่ย
ขณะที่เขาเดินเข้ามา เต่าเฒ่าได้หดกรงเล็บยักษ์ที่ดูราวกับจะบดบังท้องฟ้ากลับมา เด็กสาวเซียนหนึ่งก้มตัวคำนับอย่างเกรงกลัว เหล่าปีศาจเฒ่าที่อยู่ในที่นั้นต่างพากันหลบไปด้านข้าง สีหน้าของพวกเขาแสดงความยำเกรงโดยไม่รู้ตัว ส่วนพวกปีศาจเฒ่าที่มาจากสายหลักหมอผีสวรรค์ทั้งหมด ต่างรีบก้าวเข้ามาข้างหน้า ก้มศีรษะประสานมือขออภัยด้วยความหวาดวิตก!
เมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า ทั้งเยว่หนิงจือและเหมิงฮ่าวต่างก็ยืนตะลึงค้างอยู่อย่างนั้น