บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 365 ห้าขอบเขตบน
บทที่ 365 ห้าขอบเขตบน
ชายชราตัวเล็กตื่นเต้นจนใบหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง ราวกับได้พบกับสมบัติล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า เขาพูดจาไม่หยุด
“ขอเพียงทั้งสองท่านเข้าร่วมสำนักของตาเฒ่าคนนี้ ข้ารับรองว่าท่านจะมีทรัพยากรการฝึกฝนให้ใช้อย่างไม่มีวันหมดสิ้น ในภายภาคหน้าไม่ต้องกังวลเลยว่าจะมิอาจก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของห้าขอบเขตบนได้!”
“ศิษย์น้องลู่ ชายชราคนนี้เป็นคนหลอกลวงหรือไม่?” เยว่หนิงจือส่งเสียงกระแสจิตถาม นางรู้สึกว่าชายชราตัวเล็กคนนี้กระตือรือร้นเกินไป ไม่เหมือนกับ ‘ทูต’ ที่ถูกส่งมาจากสำนักในแดนหลิงชางเลยสักนิด
ลู่เยี่ยส่งเสียงกระแสจิตตอบกลับด้วยท่าทีเรียบเฉย “จะเป็นคนหลอกลวงหรือไม่ก็พูดยาก แต่พลังบำเพ็ญห้าขอบเขตบนที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้น ไม่ใช่ของปลอมแน่นอน”
สิ่งที่เรียกว่า ‘ห้าขอบเขตบน’ แบ่งออกเป็น ขอบเขตปฐมลึกลับ ขอบเขตเบญจขันธ์ ขอบเขตธำรงสัจธรรม ขอบเขตวิญญาณล่องนภา และขอบเขตสวรรค์นิรันดร์ ขอบเขตปฐมลึกลับสามารถเรียกได้ว่าเป็นขอบเขตที่หกของการฝึกฝน และยังเป็นขอบเขตแรกของห้าขอบเขตบน ผู้แข็งแกร่งที่ฝึกฝนมาจนถึงขอบเขตนี้สามารถได้รับการเรียกขานว่าเป็น ‘เจินเหริน’ ได้แล้ว! ชายชราตัวเล็กที่อยู่ตรงหน้าเห็นได้ชัดว่าเป็นผู้ที่บรรลุถึงขอบเขตปฐมลึกลับผู้หนึ่ง
เหมิงฮ่าวอดไม่ได้ที่จะแทรกขึ้นมา “ท่านผู้อาวุโส ท่านคิดว่าข้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ตาเฒ่าคนนี้ช่างน่าโมโหนก เอาแต่สนใจเชิญศิษย์พี่เยว่และศิษย์น้องลู่โดยเพิกเฉยต่อเขาไปโดยสิ้นเชิง
ชายชราตัวเล็กลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงยิ้มออกมา “ก็ใช้ได้” น้ำเสียงที่ฟังดูก็รู้ว่าตอบส่งเดชนั้นใครๆ ก็ฟังออก เหมิงฮ่าวอดรู้สึกขุ่นเคืองไม่ได้ ความสามารถของเขาด้อยกว่าสองคนนั้นเพียงนิดเดียวเท่านั้น ตาเฒ่าคนนี้ช่างมีตาหามีแววไม่!
“ทั้งสองท่านพิจารณาเป็นอย่างไรบ้าง?” ชายชราตัวเล็กถามด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
เยว่หนิงจือกล่าวว่า “ขออนุญาตถามท่านผู้อาวุโส มาจากสำนักใดในดินแดนหลิงชางหรือ?”
รอยยิ้มของชายชราตัวเล็กพลันดูเจื่อนลงเล็กน้อย “เรื่องนั้นไม่สำคัญ สิ่งสำคัญก็คือหากพวกท่านกราบเข้าสำนักของตาเฒ่าคนนี้ พวกท่านจะได้เข้าไปฝึกฝนในดินแดนหลิงชางได้! นี่คือโอกาสดีที่จะทำให้พวกท่านทะยานขึ้นสู่ฟ้าเชียวนะ!” ส่วนลู่เยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ครุ่นคิดไม่พูดอะไร
ในขณะนั้นเอง รอบข้างพลันมีเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นมาดูขัดหูเป็นอย่างยิ่ง
“ตาเฒ่าซอมซ่อจากเมืองจักรพรรดิแดงออกมาหลอกลวงคนอีกแล้ว!”
“ตาเฒ่านี่ท่าทางจะรอนรนน่าดูก็แห่งละ หลายวันที่ผ่านมายังหลอกใครเข้าสำนักไม่ได้เลยสักคน” เสียงหัวเราะเยาะเหล่านั้นมาจากผู้ฝึกตนบริเวณใกล้เคียง
หนึ่งในนั้นเอ่ยเตือนด้วยความหวังดีว่า “สหายเตาสามท่านจากสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ พวกท่านอย่าได้หลงเชื่อเชียวนะ คนในเมืองสี่ทิศนี้ล้วนรู้ดีว่า สายการสืบทอดของเมืองจักรพรรดิแดงถูกทำลายไปนานแล้ว! แม้แต่ศาลบรรพบุรุษและประตูสำนักก็ถูกทำลาย กลายเป็นเพียงอดีต เมืองจักรพรรดิแดงยามนี้เหลือเพียงแค่ชื่อเท่านั้น!”
“หนอย! ตาเฒ่าคนนี้คิดจะหลอกลวงพวกเราจริงๆ ด้วย! ศิษย์พี่เยว่ ศิษย์น้องลู่ พวกเราอย่าหลงกลนะ!” เหมิงฮ่าวเป็นคนแรกที่กระโดดโวยวาย
เยว่หนิงจือขมวดคิ้วเรียวงาม สำนักที่ล่มสลายไปแล้วอย่างนั้นหรือ? นางหันไปมองลู่เยี่ยโดยสัญชาตญาณ ทว่านางสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็วว่า สีหน้าของศิษย์น้องลู่ดูแปรเปลี่ยนไปมาอย่างรุนแรง อารมณ์ของเขาดูเหมือนจะมีบางอย่างผิดปกติ!
พอมองกลับไปที่ชายชราตัวเล็กนั้น เขาก็แสดงสีหน้ากระอักกระอ่วน พลางแก้ตัวว่า “มันไม่ได้เป็นอย่างที่คนพวกนั้นพูดหรอก เมืองจักรพรรดิแดงแม้จะสูญเสียถิ่นฐานบรรพบุรุษและวิชาสืบทอดหลักไป แต่สายการสืบทอดของเมืองจักรพรรดิแดงของพวกเรายังคงอยู่!”
เยว่หนิงจือถามตรงๆ “ขอถามท่านผู้อาวุโส ยามนี้เมืองจักรพรรดิแดงยังเหลือศิษย์อยู่อีกกี่คน?”
ชายชราตัวเล็กเกาศีรษะแล้วตอบ “เรื่อง… เรื่องนี้มันสำคัญด้วยหรือ?”
“จะไม่สำคัญได้อย่างไร?” เสียงหัวเราะเยาะดังมาจากที่ไกลๆ “เมืองจักรพรรดิแดงของพวกเจ้าตอนนี้เหลือเพียงแค่วิญญาณเร่ร่อนสองสามดวง แถมยังถูกศัตรูประกาศจับอีก ใครก็ตามที่เข้าสังกัดเมืองจักรพรรดิแดงของพวกเจ้า ก็เหมือนโชคร้ายไปถึงแปดชาติเลยทีเดียว!”
“ใช่แล้ว ตาเฒ่าอย่ามาหลอกลวงผู้คนเลย ถึงผู้ฝึกตนโลกมนุษย์จะไร้ประสบการณ์แค่ไหน ก็ย่อมเข้าใจดีว่าการเข้าสำนักเมืองจักรพรรดิแดงของพวกเจ้าน่ะ มันไม่ต่างอะไรกับการหาที่ตาย!” เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ดังขึ้น ทำให้ชายชราตัวเล็กสีหน้าเปลี่ยนไปมา แววตาดูหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด
“ช่างเถอะ ตาเฒ่าคนนี้จะไปลองหาผู้มีวาสนาท่านอื่นดู” ชายชราตัวเล็กหน้าตาหม่นหมอง หมุนตัวเดินจากไปอย่างคอตก
“ตาเฒ่าคนนี้ช่างไม่จริงใจเอาเสียเลย” เหมิงฮ่าวพึมพำ “ดูท่าพวกเราจะคาดหวังกับทูตจากดินแดนหลิงชางสูงเกินไปไม่ได้เสียแล้ว”
เยว่หนิงจืออดไม่ได้ที่จะถาม “ศิษย์น้องลู่ เจ้าเป็นอะไรไป?” นางสังเกตเห็นว่าลู่เยี่ยดูเหมือนมีเรื่องกังวลใจ ยืนอยู่ตรงนั้นเงียบไม่พูดจา
“ไม่มีอะไร” ลู่เยี่ยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กดข่มอารมณ์ที่กำลังปั่นป่วนในใจไว้ แล้วกล่าวว่า “ไม่ว่าอย่างไร ตาเฒ่าตัวเล็กนั่นก็ไม่ได้อาศัยอำนาจรังแกผู้อื่นไม่ใช่หรือ?”
เหมิงฮ่าวชะงักไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ก็จริงนะ ในฐานะที่เป็นทูตจากดินแดนหลิงชาง ต่อให้สำนักจะตกต่ำหรือวิชาสืบทอดจะขาดช่วง แต่ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนจะมากล้าลบหลู่ได้ง่ายๆ แต่เขา…” เขาพูดไม่ออกอีกต่อไป เมื่อครู่นี้ผู้ฝึกตนจากโลกมนุษย์ต้าเฉียนจำนวนไม่น้อยในบริเวณนี้ ถึงกับกล้าหัวเราะเยาะอีกฝ่ายอย่างเปิดเผย!
เยว่หนิงจอดูเหมือนจะครุ่นคิดบางอย่าง ลางสังหรณ์บอกนางว่า เรื่องในใจของศิษย์น้องลู่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับ ‘เมืองจักรพรรดิแดง’ ที่ล่มสลายไปนั้น!
“ขออภัยที่ต้องรบกวนถาม ทุกท่านพอจะเคยเห็นคนจากสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ของข้าบ้างหรือไม่?” ลู่เยี่ยเงยหน้ามองไปยังเหล่าผู้ฝึกตนในบริเวณใกล้เคียง ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีผู้ฝึกตนโลกมนุษย์มากมายเดินทางมายังเมืองสี่ทิศเพื่อ ‘เจอวาสนาเซียน’ ทำให้เมืองสี่ทิศกลายเป็นเมืองที่คึกคักมาก
ผู้ฝึกตนผู้หนึ่งรีบตอบกลับทันที “เรียนใต้เท้าลู่ หากไม่มีอะไรผิดพลาด คนจากสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ของท่าน ขณะนี้น่าจะอยู่ในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง ใต้เท้าลองไปค้นหาดู น่าจะได้พบกับพวกเขา”
ลู่เยี่ยพยักหน้า “ขอบคุณมาก”
จากนั้นเขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ พาเยว่หนิงจือและเหมิงฮ่าวเดินทางไปยังพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองทันที หลังจากที่พวกเขาจากไป เหล่าผู้ฝึกตนในบริเวณใกล้เคียงก็เริ่มพูดคุยกันทันที
“คนนั้นคือลู่เยี่ยแห่งสำนักกระบี่เก้าสวรรค์หรือ?”
“นึกไม่ถึงเลยว่า ราชครูแห่งต้าเฉียนผู้ที่บุกถล่มวังหลวงและบีบให้ราชวงศ์เชียงยอมแพ้ จะยังหนุ่มแน่นถึงเพียงนี้”
“ในเมื่อเขามาเมืองสี่ทิศ ก็แสดงว่าเขาตั้งใจจะไปฝึกฝนที่ดินแดนหลิงชางเช่นกัน!”
“น่าเสียดายที่เขามาสายไปก้าวหนึ่ง ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทูตจากสำนักชั้นสูงหลายแห่งได้พาศิษย์ใหม่ที่รับมา ออกจากเมืองผ่าน ‘แท่นบูชาเตามิติกาลเวลา’ ไปแล้ว” ผูคนวิพากษ์วิจารณ์กัน เห็นได้ชัดว่าต่างเคยได้ยินกิตติศัพท์ของลู่เยี่ยมาก่อน
“พวกเจ้าว่า หากลู่เยี่ยรู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับศิษย์ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ เขาจะกล้าออกมาเรียกร้องความยุติธรรมจากทูตของสำนักเตาฝู่เยาหรือไม่?” ทันใดนั้นมีคนลดเสียงต่ำเอ่ยขึ้น
“เจ้าคิดว่าลู่เยี่ยจะโง่ขนาดนั้นหรือ? ทูตจากสำนักเตาฝู่เยานั้นเป็นถึงเจินเหรินขอบเขตปฐมลึกลับเชียวนะ!” หลายคนพากันส่ายหน้า ล้อเล่นอะไรกัน ในเมืองสี่ทิศนี้พวกทูตจากดินแดนหลิงชางล้วนเป็นผู้ที่ก้าวเข้าสู่ห้าขอบเขตบน หากเปรียบกับโลกมนุษย์อย่างต้าเฉียน พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับเทพเจ้าเลย!
เมืองสี่ทิศ พื้นที่ตะวันออกเฉียงใต้ อาคารโบราณหลากหลายรูปแบบตั้งเรียงรายกันอย่างหนาแน่น ความรู้สึกที่ได้รับคือราวกับว่าในยุคโบราณกาล เมืองนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนมากมาย ทว่าในยามนี้อาคารเหล่านั้นกลายเป็นเพียงซากปรักหักพังโบราณ ไม่หลงเหลือร่องรอยความรุ่งเรืองในอดีตอีกต่อไป
หลังจากสอบถามทาง ในที่สุดกลุ่มของลู่เยี่ยก็พบคนจากสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ในวิหารร้างแห่งหนึ่ง ทันทีที่ได้พบหน้า ลู่เยี่ยก็เห็นหลี่ชิวอวี่นอนฟุบอยู่บนพื้น ลมหายใจรวยริน! ที่บริเวณทรวงอกของเขามีรอยฝ่ามือที่ยุบตัวลงไปอย่างน่าสยดสยอง จนเนื้อหนังแหลกเหลว กระดูกแตกละเอียดและลามไปถึงอวัยวะภายใน
“ศิษย์พี่หลี่ เหตุใดท่านจึงบาดเจ็บถึงเพียงนี้?” ลู่เยี่ยตรงเข้าไปหาหลี่ชิวอวี่ ในส่วนลึกของดวงตามีประกายแห่งโทสะพาดผ่าน เมื่อวันก่อนเขาเพิ่งจะมาส่งหลี่ชิวอวี่และศิษย์ร่วมสำนักอีกเก้าคนเข้าเมืองสี่ทิศด้วยตัวเอง ตอนนี้เมื่อได้พบกันอีกครั้ง ศิษย์พี่หลี่กลับถูกทำร้ายจนบาดเจ็บเช่นนี้! เยว่หนิงจือและเหมิงฮ่าวต่างก็มีสีหน้าเคร่งขรึม
“เป็นฝีมือของทูตจากสำนักเตาฝู่เยาที่ชื่อ ‘เถียโม่อวิ๋น!’” ศิษย์คนหนึ่งจากสำนักกระบี่เก้าสวรรค์กล่าวอย่างแค้นเคือง “หากไม่ใช่เพราะเกรงกลัวกฎของเมืองสี่ทิศ เจ้านั่นคงลงมือฆ่าศิษย์พี่หลี่ไปอย่างมาร้ายความปรานีแล้ว!”
สำนักเตาฝู่เยา! หัวใจของลู่เยี่ยกระตุกวูบ ระหว่างคิ้วบังเกิดเงาแห่งความมืดมนขึ้นทันที