บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 366 เสียสติไปแล้ว
บทที่ 366 เสียสติไปแล้ว
ไม่นานลู่เยี่ยก็ได้ทราบถึงต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมด ผู้ฝึกตนที่เข้ามาในเมืองสี่ทิศต่างเคยได้ยินมาว่า ‘เถียโม่อวิ๋น’ ทูตจากสำนักเตาฝู่เยามีนิสัยเจ้าชู้ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เถียโม่อวิ๋นมักจะเชื้อเชิญสตรีที่มีหน้าตาสะสวยมาดื่มสุราร่วมสำราญอยู่บ่อยครั้ง ผู้ฝึกตนหญิงบางคนเพื่อที่จะได้เข้าร่วมสำนักเตาฝู่เยาย่อมไม่ปฏิเสธคำชวนนั้นแน่นอน ทว่าน่าเสียดายที่ความตั้งใจของผู้ฝึกตนหญิงเหล่านั้นต้องคว้าน้ำเหลว
ถึงแม้เถียโม่อวิ๋นจะเจ้าชู้ แต่ในการรับศิษย์เข้าสำนักนั้นเขากลับเข้มงวดมาก จนถึงตอนนี้เขายังไม่ถูกใจใครเลยแม้แต่คนเดียว เมื่อวานนี้เถียโม่อวิ๋นบังเอิญได้พบกับ ‘เจียงซินเยว่’ ศิษย์ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ เข้า จึงได้ส่งคำเชิญทันที โดยอ้างว่าหวังจะได้ดื่มสุราและสนทนาเปิดใจกับเจียงซินเยว่ เพื่อทดสอบว่านางมีคุณสมบัติเพียงพอจะเข้าสำนักเตาฝู่เยาหรือไม่
เจียงซินเยว่ปฏิเสธทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย แต่เถียโม่อวิ๋นกลับตบหน้าเจียงซินเยว่ฉาดใหญ่ พร้อมด่าทอว่า “ให้เกียรติแล้วไม่รับ! การที่ตัวข้าถูกตาเจ้า ถือเป็นวาสนาที่เจ้าสะสมมาแปดชาติก็ยังหาไม่ได้!” หลังจากนั้นเขาก็เตะเจียงซินเยว่จนกระเด็นออกไป
เมื่อเห็นว่าเขายังคิดจะรังแกเจียงซินเยว่อีก หลี่ชิวอวี่ก็ชักดาบฟันเข้าใส่ในทันที ผลปรากฏว่าเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเถียโม่อวิ๋นเลย ไม่เพียงแต่ดาบแห่งวิถีในมือจะถูกหักเท่านั้น เขายังถูกเถียโม่อวิ๋นซัดฝ่ามือเข้าที่หน้าอกจนบาดเจ็บสาหัสและหมดสติอีกด้วย นี่ไม่ใช่เพราะเถียโม่อวิ๋นไม่กล้าลงมือสังหาร แต่เป็นเพราะกฎของเมืองสี่ทิศที่ไม่อนุญาตให้สังหารคน ไม่ว่าใครที่ทำเช่นนั้นก็จะถูกพลังของกฎเกณฑ์ย้อนกลับมาทำร้าย!
ในตอนนั้น เถียโม่อวิ๋นถมน้ำลายใส่หลี่ชิวอวี่หนึ่งที แล้วยิ้มเยาะพลางกล่าวว่า “เจ้าควรจะดีใจที่นี่คือเมืองสี่ทิศ หากอยู่ในดินแดนหลิงชาง เจ้ากับนางตัวดีนั่นคงตายไปแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง!” เรื่องราวทั้งหมดก็เป็นเช่นนี้เอง
ผู้ฝึกตนในเมืองสี่ทิศต่างเห็นเรื่องนี้จนชินตาเสียแล้ว เพราะทุกคนเคยได้ยินมาว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่ว่าใครที่ทำให้เถียโม่อวิ๋นไม่พอใจ ล้วนถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส จนถึงตอนนี้แทบไม่มีใครกล้าไปยั่วโทสะเถียโม่อวิ๋นอีกแล้ว ยิ่งไม่มีใครกล้าปฏิเสธเขา!
“เจ้าหมอนั่นมาจากดินแดนหลิงชาง ถึงกับโหดเหี้ยมป่าเถื่อนขนาดนี้เชียวรึ?” เหมิงฮ่าวโกรธเกรี้ยว
เยว่หนิงจือกล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “ดูเหมือนว่าดินแดนหลิงชางนั้นก็ไม่ใช่ดินแดนบริสุทธิ์แต่อย่างใด”
ลู่เยี่ยย่อตัวลงตบไหล่หลี่ชิวอวี่เบาๆ แล้วกล่าวเสียงเรียบว่า “ศิษย์พี่ รักษาตัวให้ดีเถิด เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง”
ทุกคนใจหายวูบ ลู่เยี่ยกำลังจะไปล้างแค้นให้หลี่ชิวอวี่อย่างนั้นหรือ?
เยว่หนิงจือเอ่ยเตือนว่า “ศิษย์น้องลู่ อย่าได้ทำอะไรบุ่มบ่ามเด็ดขาด ที่นี่คือเมืองสี่ทิศ เหล่าทูตที่อยู่ที่นี่เปรียบเสมือนผู้ปกครองก็ไม่ปาน”
หลี่ชิวอวี่เองก็กล่าวอย่างรอนรน “ศิษย์น้อง ข้าไม่เป็นไรหรอก เชื่อฟังศิษย์พี่เยว่เถอะ อย่าได้ทำอะไรวู่วามเลย!”
ลู่เยี่ยยิ้ม “พวกท่านเห็นข้าเป็นคนวู่วามหรือไร? พวกท่านพักอยู่ที่นี่ก่อน ข้าจะไปเยี่ยมเยียนคนคนหนึ่งสักหน่อย” พูดจบเขาก็หันหลัง จากไปทำให้ทุกคนไม่ทันได้ห้ามปราม
“ปล่อยให้เขาไปเถอะ ศิษย์น้องลู่ไม่เคยเป็นคนหุนหันพลันแล่น” เยว่หนิงจือกล่าวเสียงเบา
เหมิงฮ่าวพยักหน้าติดๆ กัน “ถูกต้อง! หากจะพูดว่าใครในที่เมืองสี่ทิศนี้ สามารถช่วยเรียกความยุติธรรมให้ศิษย์พี่หลี่ได้ คนๆ นั้นก็ต้องเป็นศิษย์น้องลู่อย่างไม่ต้องสงสัย!” เขาและเยว่หนิงจือต่างนึกถึงเรื่องที่พวกตนเคยประสบมาที่นอกเมืองสี่ทิศ เรื่องที่ทำให้เหล่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวมากมายต้องก้มหัวให้นั้น ศิษย์น้องลู่จะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไรกัน? ในเวลาเดียวกัน หลี่ชิวอวี่และคนอื่นๆ ต่างก็นึกขึ้นได้ว่า หากครั้งก่อนไม่ได้ลู่เยี่ยช่วย พวกเขาคงยังติดอยู่ในเงื้อมมือของเผ่าหมอผีแห่งดินแดนป่าเถื่อน!
ภายในเมือง ลู่เยี่ยเดินทอดน่องอยู่เพียงลำพัง สีหน้าของเขาดูเรียบเฉย ทว่าในใจกลับรู้สึกอัดอั้นยิ่งนัก หนึ่งในสิบเก้ารอยประทับในทะเลแห่งจิตสำนึกของเขาคือหลิวไป่ เจ้าเมืองจักรพรรดิแดงแห่งดินแดนหลิงชาง บุรุษที่เหล่าผู้ฝึกดาบทั่วใต้หล้าให้ความเคารพยกย่องว่าเป็นผู้นำฟ้าแห่งวิถีกระบี่ ตำนานผู้ที่ทำให้เหล่าผู้ฝึกตนมารทั่วใต้หล้ายกย่องให้เป็นปฐมบรรพบุรุษที่แท้จริงแห่งวิถีมาร! แต่ในวันนี้ หลังจากที่เขาเข้ามาในเมืองสี่ทิศ ลู่เยี่ยถึงได้รู้ว่าเมืองจักรพรรดิแดง สำนักที่พี่ชายหลิวไป่เป็นผู้ก่อตั้งขึ้นมาด้วยตนเอง ถึงกลับล่มสลายไปเสียแล้ว!
เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นกับเมืองจักรพรรดิแดงกันแน่ถึงได้ล่มสลายไป? แล้วศัตรูคือใครกัน?
เดิมทีเมื่อตอนที่พบกับชายชราตัวเล็กจากเมืองจักรพรรดิแดงนั้น ลู่เยี่ยก็อยากจะเอ่ยปากถาม แต่เพื่อหลีกเลี่ยงการดึงดูดความสนใจของผู้คนในตอนนั้น ลู่เยี่ยจึงยอมอดทนไว้ก่อน ตั้งใจจะหาเวลาไปพบชายชราตัวเล็กคนนั้นเป็นการส่วนตัว ใครจะไปคิดว่ายังไม่ทันได้แก้ปัญหาหนึ่ง ปัญหาอีกอย่างก็ตามมา ศิษย์พี่หลี่ชิวอวี่และศิษย์พี่หญิงเจียงซินเยว่กลับถูกคนรังแก! และที่สำคัญคนที่ลงมือก็มาจากสำนักเตาฝู่เยา เมื่อได้ยินเรื่องนี้ลู่เยี่ยแทบไม่อยากจะเชื่อ
เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะบรรพจารย์ของสำนักเตาฝู่เยาก็คือ กู่เจียนหลู! คัมภีร์หลอมเก้าแห่งฮุ่นตุ้นที่ลู่เยี่ยฝึกฝนอยู่นั้น ก็ถูกสร้างขึ้นด้วยมือของกู่เจียนหลูนั่นเอง! ลู่เยี่ยคิดไม่ถึงเลยว่า ในฐานะศิษย์สืบทอดของกู่เจียนหลู เถียโม่อวิ๋นผู้นั้นจะเลวทรามถึงเพียงนี้?
เห็นเพียงบางส่วนก็พอจะเดาได้ทั้งหมด ในฐานะทูตของสำนักเตาฝู่เยาที่เป็นตัวแทนของศักดิ์ศรีของสำนัก แต่เถียโม่อวิ๋นยังกล้าวางอำนาจบาตรใหญ่เช่นนี้ ย่อมจินตนาการได้เลยว่า กฎเกณฑ์ของสำนักเตาฝู่เยาในยามนี้ ย่อมเสื่อมทรามลงไปแล้วแน่นอน
“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดินแดนหลิงชางเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายเพียงใดกันหนอ?” ลู่เยี่ยตระหนักถึงบางสิ่ง
สงครามระหว่างฝ่ายดินแดนหลิงชางและฝ่ายเทพมารจากนอกอาณาจักรนั้น ดำเนินมายาวนานถึงร้อยปีเต็ม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้มีผู้ฝึกตนจากดินแดนหลิงชางเสียชีวิตในสงครามถึงแปดล้านคน อีกทั้งบรรพจารย์จากสำนักต่างๆ ดับสูญไปนับรอยท่าน แม้แต่เส้นทางถอยทัพจากสนามรบนอกอาณาเขตกลับสู่ดินแดนหลิงชางก็ถูกตัดขาดไปนานแล้ว นั่นย่อมหมายความว่า สำหรับดินแดนหลิงชางแล้ว กู่เจียนหลู หลิวไป่ และบรรพจารย์ท่านอื่นๆ ได้หายสาบสูญไปนานถึงร้อยปีแล้ว! และในช่วงร้อยปีที่ผ่านมานี้ สำนักต่างๆ ที่พวกเขาสังกัดอยู่ ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายอย่างแน่นอน
“มังกรไร้ผู้นำย่อมเกิดหายนะ หากไร้ซึ่งบรรพจารย์เหล่านั้นคอยคุมอำนาจ จะมีขุมกำลังใดบ้างที่ไม่มีความระส่ำระสาย?” ลู่เยี่ยสงบจิตใจลง เดิมทีนั้นเขายังไม่ได้วางแผนจะเดินทางไปยังดินแดนหลิงชางในครั้งนี้ แต่บัดนี้เขาได้ตัดสินใจแล้ว เขาจำเป็นต้องไปให้ได้! แม้แต่เมืองจักรพรรดิแดงยังต้องพบกับภัยพิบัติจนล่มสลาย หากเขายังรั้งรอเวลาต่อไป ในวันหน้าเขาจะไปทำตามคำสั่งเสียและภารกิจที่บรรพจารย์ฝากฝังไว้ได้อย่างไร?
“เอ๊ะ? สหายน้อย พวกเราพบกันอีกแล้วหรือ?” ชายชราตัวเล็กจากเมืองจักรพรรดิแดงกำลังนั่งยองๆ อยู่ที่มุมกำแพงด้วยท่าทางเหม่อลอย ทันใดนั้นเขาก็เห็นเงาร่างของลู่เยี่ยเดินตรงมาจากที่ไกลๆ
ในพริบตา ชายชราตัวเล็กก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เพราะลู่เยี่ยเดินตรงรี่มาหาเขาชัดๆ เจ้าหนุ่มนี้คงไม่ได้คิดจะ…? เป็นไปไม่ได้! ชายชราตัวเล็กส่ายหน้าปฏิเสธการคาดเดาของตัวเอง จะมีคนโง่ที่ไหนพอรู้เรื่องของเมืองจักรพรรดิแดงแล้ว ยังจะกล้ากราบเข้าสำนักอีก?
เมื่อลู่เยี่ยมาถึง เขาก็กล่าวตรงๆ ว่า “ข้าตั้งใจจะไปฝึกฝนที่ดินแดนหลิงชางพร้อมกับท่าน”
“หือ?” ชายชราตัวเล็กตกตะลึง ทำหน้าเหมือนเห็นผี “เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ? หรือข้าได้ยินผิดไป?”
ลู่เยี่ยถอนหายใจในใจ เมืองจักรพรรดิแดงเหลือเพียงแค่ชื่อจริงๆ หรือ? มิเช่นนั้นทำไมชายชราตัวเล็กผู้นี้ถึงแสดงท่าทีต่ำต้อยเช่นนี้ แม้แต่ตอนรับศิษย์
“ท่านไม่ได้ฟังผิดหรอก” ลู่เยี่ยกล่าวอย่างจริงจัง “นับจากวันนี้เป็นต้นไป ข้าก็คือศิษย์ของเมืองจักรพรรดิแดงแล้ว”
ชายชราตัวเล็กดูตื่นเต้นอย่างชัดเจน เขาลุกพรวดขึ้น จ้องมองลู่เยี่ยตาไม่กระพริบ “เจ้าคงไม่ได้เพียงแค่อยากอาศัยโอกาสไปฝึกฝนที่ดินแดนหลิงชางหรอกกระมัง?” ยังไม่ทันที่ลู่เยี่ยจะเอ่ยปาก ชายชราตัวเล็กก็ถอนหายใจออกมา “ช่างเถอะ”
ชายชราตัวเล็กทรุดตัวลงนั่งยองๆ ตรงนั้นอีกครั้ง พลางกล่าวด้วยสีหน้าตายด้านว่า “ที่คนพวกนั้นพูดน่ะถูกแล้ว เมืองจักรพรรดิแดงล่มสลายไปนานแล้ว เหลือเพียงแค่ชื่อเท่านั้น”
“แม้แต่ข้าเองก็เป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อน หลายปีที่ผ่านมาถูกตามล่าและถูกประกาศจับไปทั่ว หากรับเจ้าเป็นศิษย์ก็มีแต่จะดึงเจ้าลงนรกไปด้วย เจ้าไปเสียเถอะ!” ชายชราตัวเล็กโบกมือไล่ลู่เยี่ยให้จากไป
ลู่เยี่ยกล่าวอย่างสงบนิ่ง “ข้าชื่อลู่เยี่ย เมื่อก่อนฝึกฝนอยู่ที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ นับจากนี้ไปข้าก็คือศิษย์ของเมืองจักรพรรดิแดง ต่อให้ท่านจะปฏิเสธ… ก็ไม่ได้!”
ให้ตายเถอะ เจ้าหนุ่มนี้คงเสียสติไปแล้วแน่ๆ! ชายชราตัวเล็กตาเบิกกว้าง อ้าปากค้าง กำลังเตรียมจะพูดบางสิ่งบางอย่าง
ทว่าเขาก็เห็นลู่เยี่ยยกมือขวาขึ้น นิ้วทั้งห้าทำเป็นมุทราประหลาดและลึกลับเป็นอย่างยิ่ง ชายชราตัวเล็กชะงักค้าง ราวกับถูกสายฟ้าฟาด!