บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 367 ตราประทับดาบดอกท้อ แห่งแท่นบูชาเตามิติกาลเวลา
บทที่ 367 ตราประทับดาบดอกท้อ แห่งแท่นบูชาเตามิติกาลเวลา
หึ่ง!
ตามมาด้วยเสียงสั่นไหวอันแปลกประหลาดที่ดังขึ้นแผ่วเบา ระหว่างนิ้วมือทั้งห้าอันขาวผ่องของลู่เยี่ย มีเปลวเพลิงสีแดงเล็กๆ พันเกี่ยวกันไปมา รวมตัวกันเป็นตราประทับที่มีรูปร่างคล้ายดอกไม้ เจตจำนงดาบอันบริสุทธิ์และใสกระจ่างกำลังพลุ่งพล่านอยู่ในตราประทับที่มีลักษณะเหมือนดอกท้อ… ตราประทับดาบดอกท้อ!
เคล็ดวิชาลับที่ไม่เผยแพร่ให้แก่คนนอกของเมืองจักรพรรดิแดง!
เล่ากันว่าบน ‘แท่นทะยานฟ้า’ ของเมืองจักรพรรดิแดง มีการปลูกป่าต้นท้อไว้แห่งหนึ่ง เมื่อดอกท้อบานสะพรั่งจะสว่างไสวราวกับแสงอรุณ มองจากระยะไกลเหมือนกับเปลวเพลิงสว่างสดใสแผ่ไปทั่วแท่นทะยานฟ้า เจ้าเมืองจักรพรรดิแดงหลิวไป่ ผู้ซึ่งนั่งสมาธิในป่าท้อแห่งนั้นนานถึงสิบปี จึงบรรลุการตระหนักรู้ตราประทับดาบดอกท้อนี้ขึ้นมา เมื่อปลดปล่อยเจตจำนงดาบออกมา มันงดงามดุจรุ่งอรุณอันบริสุทธิ์ชวนให้นึกถึงดอกท้อที่เบ่งบาน พลังอำนาจของมันน่าสะพรึงกลัวอย่างไร้ที่เปรียบ ชายชราตัวเล็กในฐานะศิษย์ของเมืองจักรพรรดิแดง มีหรือที่จะจำไม่ได้?
“ตราประทับดาบดอกท้อ! เจ้า… เจ้าเป็นใครกันแน่?” เขาอุทานออกมาด้วยความตกใจ
“นี่คือเหตุผลที่ข้าจะเข้าร่วมกับเมืองจักรพรรดิแดง”
ฝ่ามือของลู่เยี่ยหุบลง แสงดาบอันงดงามเจิดจ้าและเปลวเพลิงก็หายไปในระหว่างนิ้วทั้งห้า เขามองไปที่ชายชราตัวเล็กแล้วกล่าวอย่างจริงจัง “รอให้ข้าจัดการธุระเสร็จสิ้นแล้วจะกลับมาพบท่านอีกครั้ง”
กล่าวจบเขาก็หมุนตัวเดินจากไป ชายชราตัวเล็กยืนนิ่งค้างอยู่ตรงนั้นด้วยความตื่นเต้นในใจ ทันใดนั้นเขาก็มีความรู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมา เมืองจักรพรรดิแดงในอดีตเคยเป็นหนึ่งในสำนักชั้นยอดของดินแดนหลิงชาง เจ้าเมืองจักรพรรดิแดงหลิวไป่เป็นผู้ที่ผู้ฝึกดาบทั่วใต้หล้าต่างเคารพนับถือว่าเป็น ‘ผู้ทะลวงฟ้าแห่งวิถีกระบี่!’ และผู้ฝึกตนมารทั่วใต้หล้าต่างยกย่องเขาเป็นปฐมบรรพบุรุษที่แท้จริงแห่งวิถีมาร! ในยุคสมัยนั้น หากผู้ใดสามารถกราบเข้าเป็นศิษย์ของเมืองจักรพรรดิแดงได้ ย่อมเป็นที่อิจฉาของเหล่าผู้ฝึกตนทั่วทั้งโลก แต่ทุกสิ่งเหล่านั้นบัดนี้ได้สูญสลายไปหมดแล้ว…
เมืองจักรพรรดิแดงถูกทำลาย วิชาสืบทอดขาดช่วง เหล่าศิษย์ถูกกวาดล้างเกือบสิ้น เหลือเพียงวิญญาณเร่ร่อนหยิบมือเดียวเท่านั้น เหลือเพียงแค่ชื่ออย่างแท้จริง! จนกระทั่งในดินแดนหลิงชาง เมืองจักรพรรดิแดงได้กลายเป็นเพียงฝุ่นธุลีที่สูญสลายไปในกระแสแห่งประวัติศาสตร์ไปเสียแล้ว!
“ชายหนุ่มผู้นั้นกลับสามารถควบคุมตราประทับดาบดอกท้อได้ นี่เป็นวิชาสืบทอดที่มีเพียงศิษย์สายตรงของบรรพจารย์เท่านั้นที่จะได้รับการถ่ายทอด!” ชายชราตัวเล็กพึมพำ “เขาเป็นใครกันแน่? แล้วมีความเกี่ยวข้องกับบรรพชนคนไหนของเมืองจักรพรรดิแดงกัน?”
ในขณะนี้ แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ชายชราตัวเล็กกลับเกิดความคาดหวังที่ไม่เคยมีมาก่อน เปรียบเสมือนคนที่ติดอยู่ในความมืดมิดแล้วได้มองเห็นแสงสว่างเพียงสายหนึ่ง
ในเมืองสี่ทิศ ผู้โชคดีที่สามารถ ‘เผชิญกับวาสนาเซียน’ ได้จริงๆ ท้ายที่สุดแล้วมีเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้น มีผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ยอมเสี่ยงชีวิตฝ่าฟันความยากลำบากเพื่อเดินทางมาถึงเมืองสี่ทิศ ทว่าสุดท้ายกลับต้องพบกับความว่างเปล่า ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ‘ทูต’ จำนวนมากจากดินแดนหลิงชางต่างพาศิษย์ที่รับไว้เดินทางจากไปแล้ว ยามนี้ทูตที่ยังหลงเหลืออยู่ในเมืองสี่ทิศมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น เหล่าทูตเหล่านั้นในขณะนี้ล้วนรวมตัวกันอยู่ที่ใจกลางเมือง
ที่นี่เป็นพื้นที่โล่งกว้าง มีเพียงแท่นบูชาเตาโดดเดี่ยวตั้งตระหง่านอยู่ แท่นบูชาเตามีขนาดกว้างถึงเก้าจั้ง บนนั้นมีร่องรอยโบราณกระจัดกระจาย นี่คือแท่นบูชาเตามิติกาลเวลา!
ทูตแต่ละคนที่มาจากดินแดนหลิงชาง ต่างถือป้ายหยกไว้คนละหนึ่งชิ้น อาศัยป้ายนี้เมื่อก้าวขึ้นไปบนแท่นบูชาเตามิติกาลเวลาก็จะสามารถกลับไปยังสำนักของตนได้ สิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงคือ ทูตแต่ละคนสามารถพาคนออกไปได้เพียงเก้าคนเท่านั้น ในตอนนี้ทูตเหล่านั้นที่มาจากสำนักต่างๆ ของดินแดนหลิงชาง กำลังกระจายตัวอยู่รอบๆ แท่นบูชาเตามิติกาลเวลา ทูตแต่ละคนมีวิธีการทดสอบในการรับศิษย์ที่แตกต่างกันออกไป บางคนจัดเวทีประลอง ใช้การประลองมหาวิถีในการรับศิษย์ บางคนใช้สมบัติลับเพื่อทดสอบพรสวรรค์และกระดูกรากฐานในการรับศิษย์ บางคนก็ทดสอบผ่านการหยั่งเชิงจิตใจ ความเฉลียวฉลาด และเจตจำนงในการรับศิษย์ มีหลากหลายวิธีไม่เหมือนกัน
“เอ๊ะ? ดูเร็ว ลู่เยี่ยมาแล้ว!”
“เป็นเขาจริงๆ ด้วย!”
“น่าเสียดายเขามาสายเกินไป ทูตจากสำนักระดับสูงหลายแห่งกลับไปกันหมดแล้ว”
ในบริเวณใจกลางเมืองมีผู้ฝึกตนมากมายแน่นขนัด และในขณะนี้เองในลานกว้างก็เกิดความวุ่นวายขึ้น สาเหตุทั้งหมดก็เพราะลู่เยี่ยมาถึงแล้ว! ราชครูหนุ่มแห่งต้าเฉียนผู้นี้ เดิมทีก็คือดาวที่เจิดจ้าที่สุดในโลกมนุษย์ เมื่อเขาปรากฏตัวย่อมยากที่จะไม่สร้างความตื่นตระหนก ท่ามกลางสายตานับไม่ถ้วนที่จับจ้อง ลู่เยี่ยในอาภรณ์สีดำก้าวเดินอย่างองอาจ เขากลายเป็นจุดสนใจของสายตาทุกคนในทันที
“เจ้าคือลู่เยี่ยหรือ? สมกับเป็นคนที่มีความสามารถอย่างที่ได้ยินมาจริงๆ เจาสนใจเข้าร่วม ‘สำนักเสวียนหนิง’ ของข้าหรือไม่?” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งปรากฏตัวตรงหน้าลู่เยี่ยพร้อมรอยยิ้ม เขาเอ่ยชวนอย่างกระตือรือร้น “ชื่อของเจ้าพวกเราได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน ขอเพียงแค่เจามาร่วม ข้ารับรองว่าจะมอบตำแหน่งศิษย์สายตรงให้เจ้าทันที!”
ตูม!
ทั่วทั้งลานเกิดเสียงฮือฮา ไม่รู้วามีกี่คนที่ต้องอิจฉา ไม่ต้องรอวาสนาเซียนด้วยซ้ำ ก็ได้รับคำเชิญชวนอย่างกระตือรือร้น อีกทั้งยังให้คำมั่นสัญญาถึงตำแหน่งศิษย์สายตรง ใครบ้างจะไม่ริษยา? ทว่าทุกคนต่างรู้ดีว่าในดินแดนต้าเฉียนอันยิ่งใหญ่นี้ มีเพียงลู่เยี่ยเท่านั้นที่จะได้รับการปฏิบัติพิเศษเช่นนี้!
“สำนักเสวียนหนิงจะนับเป็นอะไรได้ ก็แค่วิชาขุมกำลังระดับสองในดินแดนหลิงชางเท่านั้น สหายน้อยขอเพียงเจ้าเข้าร่วมสำนักเตาฮวนหลิงของเรา ตาเฒ่าคนนี้รับรองว่าเจ้าจะได้ทะยานขึ้นสู่เมฆามหาวิถีในวันหน้าสดใสแน่นอน!” ชายชราในอาภรณ์สีขาวเข้ามาใกล้ๆ สีหน้าขึงขังเมื่อกล่าวคำสัญญา
“อย่าไปฟังพวกเขาวาดฝันลมๆ แล้งๆ เลย!” สตรีผู้หนึ่งที่งดงามเดินเข้ามา แววตาอ่อนโยนและเป็นมิตรกล่าวว่า “สหายน้อยหากเจ้าเข้าร่วม ‘หุบเขาร้อยบุปผา’ ของเรา จะได้เป็นศิษย์สายตรงทันที! และไม่ว่าเจ้าจะมีเงื่อนไขใดก็สามารถเสนอมาได้เลย” นางหยิบป้ายไม้ล้ำค่าชิ้นหนึ่งออกมา “นี่คือป้ายศิษย์สายตรง ข้าสามารถเขียนชื่อเจ้าลงไปได้เดี๋ยวนี้เลย!”
จากนั้นก็มีทูตคนอื่นๆ ทยอยกันก้าวออกมา แย่งกันยื่นข้อเสนอเชื้อเชิญลู่เยี่ย เงื่อนไขที่เสนอออกมานั้นล้วนแต่ดึงดูดใจมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วลาน ผู้คนต่างอ้าปากค้างด้วยความอิจฉาจนแทบบ้า
เหล่าทูตจากสำนักต่างๆ ในดินแดนหลิงชาง เห็นได้ชัดว่าได้ศึกษาเรื่องราวของลู่เยี่ยมานานแล้ว ถึงได้แย่งชิงตัวเขากันขนาดนี้ ทว่าลู่เยี่ยกลับปฏิเสธไปทั้งหมด
“ขออภัยขอรับ ข้าซาบซึ้งในไมตรีของทุกท่าน แต่ครั้งนี้ข้ามาเพื่อสำนักเตาฝู่เยา”
เมื่อลู่เยี่ยเอ่ยวาจานี้ออกไป ทั่วทั้งลานพลันตกอยู่ในความเงียบงัน บรรดาทูตเหล่านั้นต่างมองหน้ากัน สีหน้าของพวกเขาลล้วนแสดงความจำนนและไม่ยอมรับ สำนักเตาฝู่เยาเป็นหนึ่งในสำนักที่ทรงอิทธิพลสูงสุดของดินแดนหลิงชาง ในปัจจุบันอำนาจของพวกเขาในเมืองสี่ทิศนี้ไม่มีใครสามารถเทียบได้
“สหายน้อย สำนักเตาฝู่เยามีเงื่อนไขการรับศิษย์ที่เข้มงวดนัก ตามที่ข้ารู้มา สำนักเตาฝู่เยาจนถึงบัดนี้รับเพียงศิษย์เพียงคนเดียวเท่านั้น” สตรีผู้งดงามจากหุบเขาร้อยบุปผากล่าวว่า “ข้าเองก็หวังว่าเจ้าจะสามารถเข้าไปฝึกฝนที่สำนักเตาฝู่เยาได้ อย่างไรก็ตาม ประตูของหุบเขาร้อยบุปผาของข้าจะยังคงเปิดรับเจ้าเสมอ!”
ลู่เยี่ยประสานมือคำนับ “ขอบพระคุณมาก”
“เด็กน้อย ข้าขอเตือนเจ้าสักคำ ไม่ใช่ว่าเพียงเพราะมีชื่อเสียงมากเท่าใด ก็จะสามารถเข้าร่วมสำนักเตาฝู่เยาของข้าได้นะ” บริเวณใกล้กับแท่นบูชาเตามิติกาลเวลาที่อยู่ไกลออกไป มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาอย่างเกียจคร้าน
ลู่เยี่ยเงยหน้ามอง เห็นบุรุษอาภรณ์สีดำนั่งอยู่หลังโต๊ะหยก บนโต๊ะหยกมีสุราชั้นดีและอาหารเลิศรสวางอยู่ บุรุษอาภรณ์สีดำนั่งไขว่ห้าง ท่วงท่าเกียจคร้าน ระหว่างคิ้วแฝงไปด้วยความโอหังไม่ได้ปกปิดเลยแม้แต่น้อย ไม่ต้องเสียเวลาคิด คนผู้นี้คือเถียโม่อวิ๋น ทูตจากสำนักเตาฝู่เยาแน่นอน เป็นท่านเจินเหรินขอบเขตปฐมลึกลับ!
“อย่างไรก็ตาม ข้าไม่รังเกียจที่จะให้เจ้ามีโอกาสได้รับการทดสอบสักครั้ง” เมื่อลู่เยี่ยจ้องมองไป เถียโม่อวิ๋นก็ยกมือขึ้นชี้ไปที่กาเหล้าบนโต๊ะหยก แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า “เจ้ามานี่ รินสุราให้เต็มจอก แล้วใช้สองมือประคองส่งให้ข้า แล้วข้าค่อยบอกเจ้าว่าการทดสอบคืออะไร”
กิริยานั้นช่างยโสโอหังเสียเหลือเกิน ทว่าผู้คนในที่นั้นต่างก็เห็นจนชินตาเสียแล้ว ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เถียโม่อวิ๋นก็วางท่าเช่นนี้มาตลอด ทั้งโอหัง ป่าเถื่อน และเอาแต่ใจ ใครก็ตามที่กล้าทำให้เขาไม่พอใจ ย่อมจะต้องถูกเขาซัดจนบาดเจ็บสาหัสแน่นอน!
“ได้สิ” ลู่เยี่ยยิ้มออกมา ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ เดินเข้าไป