บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 371 ความรุ่งโรจน์
บทที่ 371 ความรุ่งโรจน์
“ศิษย์น้องลู่ยอดเยี่ยมจริงๆ! ถึงกับสามารถสังหารเจินเหรินขอบเขตปฐมลึกลับได้เลย!”
“ศิษย์น้องลู่ เจ้าอย่าได้กดดันตัวเองเลย ต่อให้ครั้งนี้พวกเราจะไม่ได้ไปฝึกฝนที่ดินแดนหลิงชางแล้วจะเป็นอย่างไรเล่า? อย่างน้อยก็ได้ระบายแค้นครั้งนี้ออกไป!”
เมื่อลู่เยี่ยกลับมา เยว่หนิงจือ เหมิงฮ่าว และคนอื่นๆ ต่างพากันออกมาต้อนรับราวกับต้อนรับวีรบุรุษที่กลับมาอย่างมีชัย ลู่เยี่ยมองออกว่าเหล่าศิษย์ร่วมสำนักต้องการช่วยแบ่งเบาความกดดันจากเขา ในใจของเขาจึงรู้สึกอบอุ่น
เขาจึงเล่าเรื่องที่ได้ตกลงกับหญิงงามให้ทุกคนฟัง ทุกคนต่างตกใจและดีใจ ไม่มีใครคาดคิดว่าหลังจากเกิดเรื่องวุ่นวายใหญ่โตถึงเพียงนี้ ลู่เยี่ยยังสามารถจัดการให้พวกเขามีโอกาสไปฝึกฝนที่ดินแดนหลิงชางได้ ทันใดนั้นทุกคนต่างตอบตกลงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ลู่เยี่ยเองก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ศิษย์น้องลู่ แล้วเจ้าละ?” เยว่หนิงจือถาม
ลู่เยี่ยยิ้ม “ข้าจะไปเมืองจักรพรรดิแดง”
ทันใดนั้นบรรยากาศก็พลันเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจ ทุกคนต่างหันมองหน้ากันเลิกลัก ลู่เยี่ยกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “คนของสำนักเตาฝู่เยาขาก็ยังสังหารมาแล้ว แล้วข้าจะกลัวอะไรกับการไปเมืองจักรพรรดิแดงอีก”
เขาปลอบประโลมทุกคนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มพูดคุยเรื่องสำคัญ
“อีกสามวันเมืองสี่ทิศก็จะหายไป เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นๆ รู้ร่องรอยของพวกเรา ข้าจะออกเดินทางล่วงหน้าเพื่อ ‘เชิญ’ ผู้ฝึกตนในเมืองออกไปก่อน ให้พวก ‘ทูต’ เหล่านั้นเดินทางล่วงหน้าไปก่อน” ลู่เยี่ยกล่าวว่า “เมื่อถึงเวลานั้น เรื่องที่พวกท่านไปฝึกฝนที่หุบเขาร้อยบุปผาก็จะไม่รั่วไหลออกไป”
“ทว่าเมื่อพวกท่านไปถึงที่นั่น อย่าลืมเปลี่ยนฐานะของตนเอง ในวันหน้าเมื่ออยู่ในดินแดนหลิงชาง ตราบใดที่ไม่เปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างพวกท่านกับข้า ย่อมไม่ต้องกังวลว่าจะถูกดึงไปพัวพันกับเรื่องใด”
ทุกคนได้ยินดังนั้นจิตใจก็สั่นไหวอย่างรุนแรง พวกเขาเพิ่งรู้ตอนนี้เองว่าลู่เยี่ยได้วางแผนเผื่อพวกเขาไวอย่างรอบคอบถึงเพียงนี้ แม้กระทั่งเรื่องในอนาคตก็ยังจัดการเตรียมการไว้ให้เสร็จสรรพทุกประการ
“ศิษย์น้องลู่ ในวันหน้าเมื่ออยู่ในดินแดนหลิงชาง ขอเพียงเจ้าเอ่ยปากคำเดียว พวกเราศิษย์พี่ศิษย์น้องจะบุกไปร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้า!” หลี่ชิวอวี่กล่าวอย่างหนักแน่น “ตอนนี้พวกเราอาจจะยังอ่อนแอตนเอง แต่ในวันข้างหน้าข้าไม่เชื่อหรอกว่า พวกเราจะเติบโตขึ้นในดินแดนหลิงชางไม่ได้!”
ลู่เยี่ยหัวเราะขึ้น “ทุกคนพยายามด้วยกัน!”
หลังจากจัดการเรื่องเหล่านี้เรียบร้อยแล้วลู่เยี่ยก็จากไป เขายังมีเรื่องสำคัญอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องทำ
“พวกเจ้าจะไปรออะไร!” ที่หน้าตำหนักแห่งหนึ่ง ชายชุดเทาเฟิงชิงหลวนกำลังคุยโวโอ้อวด “แม้ข้าเฟิงชิงหลวนจะตบหน้าตัวเองไปหนึ่งที แต่การกระทำของข้านั้นเปิดเผยตรงไปตรงมา ย่อมทิ้งความประทับใจที่ดีไว้ในใจของท่านราชครูลู่แน่นอน!”
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ “เชื่อหรือไม่ว่า แค่การตบหน้าครั้งนี้ เมื่อข้ากลับไปยังต้าเฉียนแล้ว ข้าก็จะสามารถสร้างความสัมพันธ์กับท่านราชครูลู่ได้?”
ผู้คนพากันหัวเราะเสียงดัง ไม่มีใครเชื่อเลยสักคน พวกเขาต่างคิดว่าเฟิงชิงหลวนแค่หาข้ออ้างให้ตัวเองเท่านั้น เฟิงชิงหลวนส่ายหน้าอย่างระอา “กบในกะลา ท้ายที่สุดก็สายตาสั้นนัก! รอให้ข้าเจริญรุ่งเรืองในวันหน้าเถอะ พวกเจ้าอย่าได้มาเกาะขาข้าก็แล้วกัน!”
ทุกคนหัวเราะอย่างสนุกสนานยิ่งขึ้น บรรยากาศเต็มไปด้วยความครึกครื้น
“ประสบความสำเร็จอย่างรุ่งโรจน์?” น้ำเสียงที่แฝงแววขบขันดังขึ้น “เช่นนั้นข้าจะให้โอกาสเจ้าสักครั้ง”
ทุกคนเงยหน้าขึ้นมอง พบว่าลู่เยี่ยในอาภรณ์สีดำปรากฏตัวอยู่ไม่ไกลตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้
เฟิงชิงหลวนอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะละล่ำละลักกล่าวว่า “ท่านราชครูลู่ เมื่อครู่ข้าแค่คุยโวพูดไปตามอารมณ์เท่านั้น ท่านอย่าได้ถือสาข้าเลย…”
ลู่เยี่ยกล่าวว่า “ช่วยข้าทำเรื่องหนึ่ง ส่วนเจ้าจะคว้าโอกาสเจริญรุ่งเรืองไว้ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง เจ้าเต็มใจหรือไม่?”
เฟิงชิงหลวนตอบออกมาโดยทันทีว่า “ยินดีอย่างยิ่ง!”
“ดี เจ้าตามข้ามา” ลู่เยี่ยหมุนตัวจากไป เฟิงชิงหลวนรีบวิ่งเหยาะๆ ตามไปอย่างรวดเร็ว บรรดาผู้ฝึกตนที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดต่างพากันยืนบื้อใบ้ด้วยความอิจฉาจนตาแดงก่ำ
บักซบ! เจ้าเฟิงชิงหลวนนั่นมันได้เกาะขาใหญ่ของท่านราชครูลู่เข้าจริงๆ หรือนี่?
“ถุงใบนี้เจ้าช่วยนำสิ่งนี้ไปส่งให้ที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์หลังจากที่เจ้าจากไปแล้ว” ลู่เยี่ยหยิบถุงเก็บของออกมาใบหนึ่งแล้วยื่นให้กับเฟิงชิงหลวน
“ได้!” เฟิงชิงหลวนรีบเก็บไว้ทันที “ท่านราชครูวางใจได้ ต่อให้ข้าต้องตาย ข้าก็จะทำงานที่ท่านฝากฝังให้สำเร็จ!”
ลู่เยี่ยหัวเราะ “วางใจเถิด ขารับประกันได้ว่า ระหว่างทางออกจากเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้า เจ้าจะไม่ประสบอันตรายใดๆ แน่นอน”
เฟิงชิงหลวนยิ้มกว้างด้วยความยินดี “เช่นนั้นข้าก็วางใจแล้ว! ข้าจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้!”
ลู่เยี่ยชะงัก “เหตุใดต้องรีบร้อนถึงเพียงนี้?”
เฟิงชิงหลวนกล่าว “เรื่องที่ท่านราชครูฝากฝัง ข้าไม่อยากเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว!”
กล่าวจบเขาก็หมุนตัวจากไป ลู่เยี่ยชะงักไปครู่หนึ่งแล้วจมอยู่ในความเงียบอย่างที่แทบไม่เคยเป็นมาก่อน ตัวเขาเองก็ควรจะรีบไปดินแดนหลิงชางเพื่อทำตามคำฝากฝังของเหล่าบรรพจารย์ให้สำเร็จเสียทีเช่นกัน
เฟิงชิงหลวนรู้สึกเหมือนตนเองกำลังฝันไป ทันทีที่ก้าวออกจากเมืองสี่ทิศ เต่าเฒ่าขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นมาจากสระน้ำสายฟ้าน้อย เฟิงชิงหลวนตกใจแทบสิ้นสติ แต่เต่าเฒ่ากลับบอกว่า ได้รับคำสั่งให้มาคุ้มกันเขาออกไปและบอกให้เขาไม่ต้องกลัว หลังจากนั้นเต่าเฒ่าก็เชิญให้เขานั่งบนหลังแล้วพาทะยานผ่านห้วงอากาศไป
เมื่อผ่านเทือกเขาและแม่น้ำโบราณแห่งหนึ่ง สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวกลุ่มหนึ่งจากเผ่าหมอผีแห่งดินแดนป่าเถื่อนก็ปรากฏตัวขึ้น และร่วมกับเต่าเฒ่าคุ้มกันเขาออกไป ในตอนนั้นเฟิงชิงหลวนถึงกับมึนงงไปหมด เขาเป็นเพียงผู้ฝึกตนอิสระคนหนึ่งในโลกมนุษย์ ครั้งนี้ถึงกับยอมเสี่ยงชีวิตมายังเมืองสี่ทิศเพื่อแสวงหาวาสนาเซียน ไหนเลยจะคาดคิดว่าวันหนึ่งตนเองจะได้รับการคุ้มกันจากเหล่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเกินกว่าจะจินตนาการได้?
ประสบการณ์เช่นนี้ช่างเหลือเชื่อยิ่งกว่าการ ‘เผชิญวาสนาเซียน’ เสียอีก! จนกระทั่งมาถึงทางออกของเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้า เฟิงชิงหลวนจึงได้สติกลับมา และเข้าใจความหมายของคำพูดของลู่เยี่ย ที่เขตหวงห้ามลึกลับที่ห้านี้เขาไม่ประสบอันตรายใดๆ เลย และสาเหตุย่อมเกี่ยวข้องกับลู่เยี่ยแน่นอน!
“ในสายตาของท่านผู้อาวุโสทุกท่าน ท่านราชครูลู่… เป็นบุคคลที่มีตัวตนเช่นไรกันแน่?” เมื่อออกจากเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้า เฟิงชิงหลวนรวบรวมความกล้าถาม
เต่าเฒ่าและเหล่าผู้อาวุโสจากเผ่าหมอผีแห่งดินแดนป่าเถื่อนต่างมองหน้ากัน ทุกคนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทอดถอนใจ ใช่แล้ว ท่านลู่อาวุโสเป็นคนเช่นไรกันแน่? พวกเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน อย่างเช่นการคุ้มกันเฟิงชิงหลวนครั้งนี้ ก็ทำให้พวกเขารู้สึกตกตะลึงอีกครั้ง เพราะผู้ที่สั่งให้พวกเขาทําเช่นนี้คือเสียงสตรีภายในเจดีย์หมื่นเร้นลับ!
วันที่สองหลังจากเฟิงชิงหลวนจากไป เมืองสี่ทิศเกิดความเคลื่อนไหวผิดปกติ แท่นบูชาเตามิติกาลเวลาที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง แผ่กระจายสายฝนแสงแห่งมิติกาลเวลาอันลึกลับออกมา เหล่าทูตทุกคนต่างตระหนักได้ว่าเมืองสี่ทิศกำลังจะหายไปแล้ว พวกเขาเริ่มลงมืออย่างเด็ดขาด พาศิษย์ที่รับเข้าสำนักของตนทยอยออกจากเมืองไป เหล่าผู้ฝึกตนจากโลกมนุษย์ในเมืองต่างรีบเร่งถอนตัวออกไป ไม่กล้าหยุดพักแม้แต่น้อย เล่ากันว่าหากยังไม่ออกจากเมืองสี่ทิศก่อนที่มันจะเลือนหายไป ก็จะต้องถูกฝังร่างอยู่ในเมืองนี้ตลอดกาล!
“ศิษย์พี่ทุกท่านรักษาตัวด้วย ในวันข้างหน้า ณ ดินแดนหลิงชาง พวกเราจะต้องได้พบกันอีกแน่นอน!” ที่หน้าแท่นบูชาเตามิติกาลเวลา ลู่เยี่ยประสานมืออำลาส่งเยว่หนิงจือ หลี่ชิวอวี่ และศิษย์พี่คนอื่นๆ
“ศิษย์น้องลู่ก็ดูแลตัวเองด้วยเช่นกัน!” ทุกคนต่างประสานมือคารวะตอบทีละคน
“ขอบคุณท่านมาก” ลู่เยี่ยหันหน้าไปทางหญิงงามจากหุบเขาร้อยบุปผาแล้วประสานมือคารวะอีกครั้ง
หญิงงามผู้นั้นมีนามว่า ‘หลินเยว่ซี’ เมื่อได้ยินดังนั้นนางยิ้มพลางก้มกายตอบคำนับว่า “สหายเตาเกรงใจเกินไปแล้ว ข้าเองก็ตั้งตารอที่จะได้เห็นสหายเตาสร้างชื่อเสียงในดินแดนหลิงชางในวันข้างหน้าเช่นกัน!”
ไม่นานนัก หลินเยว่ซีพร้อมชายชราผู้หนึ่งจากสำนักเตาฮวนหลิง ต่างก็พาเหล่าศิษย์ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์แยกย้ายจากไป ในที่สุดก็เหลือเพียงลู่เยี่ยและชายชราตัวเล็กจากเมืองจักรพรรดิแดงเพียงสองคนเท่านั้น