บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 377 เมื่อดอกท้อบานสะพรั่ง
บทที่ 377 เมื่อดอกท้อบานสะพรั่ง
เมื่อเดินทางมาถึง ค่ายพักแรมที่สี่สำนักตั้งอยู่นั้น คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือด! เศษแขนขา เนื้อเละเทะ เครื่องใน และมันสมอง… กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น โลหิตสีแดงฉานย้อมชุ่มโชกไปทั่วพื้นดิน ส่งกลิ่นคาวเลือดอันรุนแรงออกมา เมื่อกวาดสายตามองไป กลับไม่พบผู้ที่มีชีวิตอยู่เลยแม้แต่คนเดียว!
เกิดอะไรขึ้น… เสินชิงเยียนใจสั่นสะท้าน ใบหน้าที่เคยเย็นชาและสง่างามแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ไม่อาจสงบนิ่งได้อีก
เมื่อลู่เยี่ยเห็นภาพตรงหน้า ในห้วงความคิดของเขาก็ปรากฏภาพหนึ่งอย่างไม่อาจห้ามใจได้ ใครบางคนปรากฏตัวขึ้นที่นี่อย่างเงียบเชียบ ด้วยพลังที่เหนือกว่าอย่างสมบูรณ์ และใช้วิธีการที่ดุดันโหดเหี้ยมสังหารหมู่ผู้ฝึกตนทุกคนในที่แห่งนี้ และเมื่อดูจากร่องรอยการต่อสู้ในพื้นที่แล้ว การต่อสู้ครั้งนี้น่าจะจบลงในชั่วพริบตาเท่านั้น นอกจากนี้ลู่เยี่ยยังสังเกตเห็นว่า ท่ามกลางเศษซากเนื้อและกระดูกที่เกลื่อนพื้น ทรัพย์สมบัติยังคงอยู่ครบ แสดงว่ามือสังหารมาเพียงเพื่อสังหารคนเท่านั้น ไม่แม้แต่จะสนใจเก็บของมีค่าเหล่านั้นเป็นของรางวัลเลย ใครกันที่ทำเช่นนี้?
ลู่เยี่ยขมวดคิ้ว เขามั่นใจว่าไม่มีทางเป็นฝีมือของเฒ่ามู่อย่างแน่นอน ยามนี้แสงโพล้เพล้เริ่มมืดลง ราตรีกำลังจะมาเยือน โลกทั้งใบถูกปกคลุมไว้ด้วยความมืดมัว ลมที่พัดมาจากแม่น้ำชางหมิงส่งเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงสะอื้นไห้ ท่ามกลางฟ้าดินอันมืดมัวนี้ ยิ่งเพิ่มบรรยากาศที่ชวนให้ขวัญผวา
เสินชิงเยียนไม่สนสิ่งอื่นใด นางพุ่งเข้าไปในค่ายพักที่นองเลือดนั้น
“ศิษย์น้องเหวิน ศิษย์น้องหลี่ ศิษย์น้องเสวี่ย และคนอื่นๆ… ล้วนสิ้นชีพหมดแล้ว…” ในกองซากศพที่เต็มไปด้วยเลือด เนื้อ และชิ้นส่วนนั้น เสินชิงเยียนพยายามจำแนกศิษย์น้องร่วมสำนักหลายคนจากข้าวของเครื่องใช้ที่ตกอยู่ นางอดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าโศกเศร้าและโกรธแค้นออกมา
เงาร่างสายหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเสินชิงเยียนอย่างเงียบเชียบประดุจภูตผี ดวงตาของลู่เยี่ยหดตัวลง เขาตะโกนเตือน “ท่านผู้อาวุโส ระวัง!”
ร่างอรชรงดงามของเสินชิงเยียนแข็งค้างไป นางชักดาบออกมาอย่างไม่รู้ตัว พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ จากนั้นนางก็เอ่ยอย่างสงสัย “ซูหยวน เจ้าพบอะไรหรือ?”
หัวใจของลู่เยี่ยสั่นสะท้าน เสินชิงเยียนมองไม่เห็นหรือ? คนผู้นั้นยืนอยู่ตรงหน้านางแท้ๆ ห่างกันไม่ถึงสามฉื่อด้วยซ้ำ! เกือบจะในเวลาเดียวกัน ลู่เยี่ยสังเกตเห็นว่า เงาร่างเลือนลางประดุจภูตผีนั้นกำลังจ้องมองมาที่ตนเอง พริบตานั้นลู่เยี่ยถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวเหน็บ
นั่นคือชายชราซูบผอมที่สวมชุดนักพรตขาดวิ่นและเปื้อนเลือด เขามีผมยาวสยายยุ่งเหยิง เบ้าตาที่กลวงโบ๋ไม่มีลูกตา มีคราบเลือดไหลนองออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง สิ่งที่น่าตื่นตระหนกที่สุดคือ บริเวณระหว่างคิ้วของชายชรา ถูกดาบทองสัมฤทธิ์เล่มหนึ่งแทงทะลุ ด้ามดาบปักอยู่ตรงระหว่างคิ้ว ส่วนปลายดาบโผล่ออกมาจากท้ายทอย ตัวดาบเต็มไปด้วยคราบเลือดดำที่แห้งกรัง นี่มันคนหรือผีกันแน่? หรือว่าจะเป็นซากศพเดินได้?
“เมืองจักรพรรดิแดง… ดอกท้อ… เมื่อใดจะผลิบานอีกครั้ง?” ชายชราในชุดนักพรตเอ่ยปาก น้ำเสียงแห้งผากและต่ำพร่าขาดเป็นช่วงๆ
ลู่เยี่ยใจหายวาบ สัมผัสได้ถึงความมุ่งร้ายอันเยียบเย็นและน่าสะพรึงกลัวที่กำลังจับจ้องตนอย่างแน่วแน่ ดูเหมือนว่าหากไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ ชายชราชุดนักพรตผู้นี้จะลงมือสังหารเขาโดยไม่ลังเล! ทว่ายังไม่ทันที่ลู่เยี่ยจะได้กล่าวอะไร ชายชราชุดนักพรตก็พลันหันศีรษะ ยื่นมือข้างหนึ่งออกมาคว้าเข้าที่ลำคอขาวผ่องของเสินชิงเยียนอย่างกะทันหัน
เสินชิงเยียนตกใจสุดขีด ในสายตาของนางมองไม่เห็นใครเลยแม้แต่คนเดียว ทว่าลำคอของนางกลับถูกบีบไว้อย่างแน่นหนา พลังบำเพ็ญทั้งหมดถูกกดทับจนแทบหายใจไม่ออก ในทันใดนั้นเสินชิงเยียนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสิ้นหวัง อีกฝ่ายเป็นใครกันแน่? เหตุใดจึงน่ากลัวถึงเพียงนี้? ภาพเบื้องหน้าของเสินชิงเยียนเริ่มมืดลง สติเริ่มเลือนลาง ท่ามกลางความพร่าเลือน นางได้ยินเพียงเสียงตะโกนดังขึ้น
“รีบปล่อยท่านผู้อาวุโสเดี๋ยวนี้!” เป็นซูหยวนใช่หรือไม่? ตูม!
ในชั่วขณะถัดมา เสินชิงเยียนรู้สึกเหมือนร่างกายสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง มือใหญ่ที่บีบคออยู่นั้นหายวับไปอย่างกะทันหัน ส่วนตัวนางก็กระเด็นลอยออกไป ร่างกระเด็นห่างออกไปหลายสิบจั้ง แน่นอนว่านางมองไม่เห็นว่า ในตอนที่ลู่เยี่ยพุ่งเข้ามานั้น ปลายนิ้วทั้งห้าได้ประสานเป็นตราประทับดาบดอกท้อที่เจิดจ้าด้วยแสงรุ่งอรุณออกมา และนางก็มองไม่เห็นว่าชายชราชุดนักพรตผู้นั้น จู่ๆ ก็ระเบิดเสียงหัวเราะอย่างคุ้มคลั่ง “ดอกท้อบานแล้ว ดอกท้อบานแล้ว…” หลังจากนั้นชายชราชุดนักพรตก็สะบัดเสินชิงเยียนทิ้ง แล้วก้าวยาวจากไป ปากส่งเสียงร้องตะโกนอย่างคุ้มคลั่งที่ดูคล้ายทั้งร้องไห้และหัวเราะ “ดอกท้อบานแล้ว… บานแล้ว…”
เพียงชั่วพริบตา เงาร่างของชายชราชุดนักพรตที่มีดาบทองสัมฤทธิ์แทงทะลุกลางหน้าผาก ก็หายลับเข้าไปในส่วนลึกของซากปรักหักพังแห่งเมืองจักรพรรดิแดง และเหตุการณ์ทั้งหมดนี้มีเพียงลู่เยี่ยเท่านั้นที่เห็นอยู่เต็มสองตา ในใจอดไม่ได้ที่จะลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เดิมพันถูกแล้ว! ชายชราชุดนักพรตที่ลึกลับผู้นั้น เห็นได้ชัดว่ามีความสัมพันธ์พิเศษกับเมืองจักรพรรดิแดง ถึงได้ยอมปล่อยเสินชิงเยียนไปหลังจากสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของตราประทับดาบดอกท้อ แต่ทว่า… คนผู้นี้แท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่? ลู่เยี่ยขมวดคิ้ว เหตุใดหลังจากเห็นตราประทับดาบดอกท้อของเขาแล้ว กลับเสียสติพูดจาว่าดอกท้อบานแล้วอะไรนั่น? อีกทั้งยังหมุนตัวเดินจากไปเลย ไม่คิดจะสนใจตนแม้แต่น้อย!
“ซูหยวน เจ้าเป็นคนช่วยข้าหรือ?” บนพื้นไกลออกไป เสินชิงเยียนกุมลำคอพลางไออย่างรุนแรง สติที่เลือนลางเริ่มค่อยๆ กลับมาแจ่มใส
“ท่านผู้อาวุโส ท่านเป็นอะไรหรือไม่ขอรับ?” ลู่เยี่ยรีบเข้าไปประคองเสินชิงเยียนให้ลุกขึ้น
“ไม่เป็นไร เมื่อครู่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” เสินชิงเยียนถาม
ลู่เยี่ยแสดงสีหน้าตื่นตระหนก “ข้าเห็นอย่างรางๆ ว่ามีตาแก่คนหนึ่งที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดยืนอยู่ข้างๆ ท่านผู้อาวุโส จึงรีบตะโกนเตือนท่านทันที…” แน่นอนว่าลู่เยี่ยไม่อาจพูดความจริงได้ ยิ่งไม่กล้าแพร่งพรายเรื่องตราประทับดาบดอกท้อ ซึ่งเป็นวิชาสืบทอดที่มีเพียงศิษย์สายตรงของบรรพจารย์แห่งเมืองจักรพรรดิแดงเท่านั้นที่มีสิทธิฝึกฝน
“เหตุใดข้าจึงมองไม่เห็น?” เสินชิงเยียนหยิบกระจกทองแดงออกมา เห็นรอยนิ้วมือสีเขียวม่วงห้ารอยหลงเหลืออยู่บนลำคอขาวนวลของนาง อดไม่ได้ที่จะรู้สึกใจสั่นด้วยความหวาดกลัว วินาทีเมื่อครู่นี้นางสิ้นหวังอย่างสิ้นเชิง นึกว่าตนเองต้องตายเสียแล้ว โชคดีที่มีซูหยวนตรงหน้ายอมเสี่ยงชีวิตช่วยไว้!
“ผู้น้อยไม่ทราบเช่นกัน” ลู่เยี่ยทำสีหน้าสับสน “ตอนที่ข้าพุ่งเข้าไปหาท่านผู้อาวุโส ตาแก่ที่โชกไปด้วยเลือดคนนั้นก็หายวับไปอย่างกะทันหัน ช่างน่าเหลือเชื่อ”
เสินชิงเยียนจ้องมองลู่เยี่ยอย่างลึกซึ้ง “แม้ว่าอย่างไรก็ตาม ครั้งนี้เป็นเจ้าที่ช่วยข้าไว้ บุญคุณที่ช่วยชีวิตนี้ ข้าจำไว้ในใจแล้ว ที่นี่อันตรายเกินไป ไปเถอะ พวกเรารีบออกจากที่นี่กันก่อน”
เสินชิงเยียนควบคุมปราณดาบพาดผ่านท้องฟ้าเหมือนรุ้ง พาลู่เยี่ยจากไป ครึ่งชั่วยามต่อมา ร่างของนางร่อนลงอย่างแผ่วเบาบนยอดเขาเตี้ยๆ แห่งหนึ่ง จากที่นี่สามารถมองเห็นซากปรักหักพังของเมืองจักรพรรดิแดงได้จากระยะไกล
“ข้าได้ส่งข่าวไปแจ้งท่านอาจารย์ลุงซุนซู่และศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆ ในสำนักแล้ว พวกเขาจะรีบมาสมทบกับพวกเราเร็วๆ นี้” เสินชิงเยียนกล่าวพลางนั่งลงบนพื้น จมอยู่ในภวังค์ไม่พูดไม่จา บนร่างที่มีกลิ่นอายเย็นชาและหยิ่งยโสนั้น กลับเพิ่มร่องรอยแห่งความหม่นหมองขึ้นมาเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าประสบการณ์เฉียดตายเมื่อครู่นี้ สร้างความตกตะลึงให้แก่เซียนหญิงผู้งดงามท่านนี้อย่างมหาศาล
ลู่เยี่ยรู้กาลเทศะดีจึงนั่งลงบนพื้นเช่นกัน ในใจเขากำลังคิดว่าไม่รู้ว่าเฒ่ามู่ที่เจ้าเล่ห์จอมกะลอนคนนั้นจะหนีรอดออกมาได้หรือไม่ ก่อนหน้านี้ในตอนที่แยกกับเฒ่ามู่ ชายชราได้มอบแผ่นหยกให้แก่ลู่เยี่ยสองชิ้น แผ่นหยกชิ้นหนึ่งบันทึกเหตุการณ์การล่มสลายของเมืองจักรพรรดิแดงเอาไว้ และเฒ่ามู่ยังได้เน้นย้ำเป็นพิเศษว่า ยามนี้คนของเมืองจักรพรรดิแดงที่ยังเหลือรอดอยู่บนโลกนี้ เมื่อรวมเฒ่ามู่เข้าไปด้วย ก็เหลือเพียงห้าคนเท่านั้น!
ส่วนแผ่นหยกอีกชิ้นหนึ่งนั้นคือ ‘ทะเบียนตระกูลและตัวตน’ ที่เฒ่ามู่เตรียมไว้ให้ลู่เยี่ย ลู่เยี่ยมาจากต้าเฉียนโดยกำเนิด หากใช้ตัวตน ‘ซูหยวน’ เดินทางเพียงอย่างเดียว เพียงแค้เรื่องถิ่นกำเนิดและที่มาก็ไม่อาจทนต่อการสืบสาวราวเรื่องได้แล้ว ส่วนทะเบียนตระกูลและตัวตนที่เฒ่ามู่เตรียมไว้ให้ลู่เยี่ยนั้น เปรียบเสมือนหลักฐานยืนยันถิ่นกำเนิดและภูมิหลังทุกอย่าง สามารถทนต่อการตรวจสอบได้ทั้งหมด ลู่เยี่ยสังเกตเห็นว่าชื่อที่บันทึกในทะเบียนตระกูลและตัวตนนี้คือชื่อซูหยวนอย่างพอดิบพอดี เฒ่ามู่ยังได้กล่าวอีกว่า เมื่อเขาหลบหนีออกมาได้ เขาจะช่วยลู่เยี่ยทำให้ตัวตน ‘ซูหยวน’ สมบูรณ์ยิ่งขึ้น รับประกันว่าไม่มีใครสามารถจับพิรุธได้ ลู่เยี่ยในยามนี้ที่จริงก็ได้แปลงโฉมแล้ว และใช้วิชาลับของเผ่ามารวิญญาณพันลักษณ์ จึงไม่กังวลเลยว่าจะมีใครจับพิรุธได้ แม้แต่ความทรงจำของจิตเทวะก็ยังสามารถใช้วิชาลับถักทอความทรงจำปลอมขึ้นมาได้
‘ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะได้พบเฒ่ามู่อีก’ ลู่เยี่ยพึมพำในใจ ก่อนจากไปเฒ่ามู่เคยบอกว่าให้ลู่เยี่ยสถานที่ปักหลักสร้างรากฐานด้วยตนเองไปก่อน ไม่ต้องเป็นห่วงความปลอดภัยของเขา วันหน้าเขาจะเป็นฝ่ายมาตามหาลู่เยี่ยเอง
เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไปทีละน้อย ไม่นานนักก็มีเสียงแหวกฝ่าอากาศดังมาจากระยะไกล เห็นแสงเจิดจ้าสองสายพุ่งผ่านความมืดมิดของราตรี มุ่งตรงมายังที่แห่งนี้ด้วยความรวดเร็ว