บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 382 เกลียดที่สุดคือพวกใช้เส้นสาย
ยอดเขาว่านจ้าว บริเวณกลางเขา
ลู่เยี่ยรับชุดอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับศิษย์นอกสำนักสามอย่างมาจากมือของผู้ดูแลศิษย์นอกสำนัก
อย่างแรก คัมภีร์กำเนิดอมตะมหาหลัว คัมภีร์ลับการฝึกฝนในช่วงห้าขอบเขตล่าง
อย่างที่สอง ชุดเครื่องแบบศิษย์นอกสำนักพร้อมป้ายประจำตัวที่มีคุณสมบัติป้องกันฝุ่น ป้องกันไฟ และป้องกันน้ำ
อย่างที่สาม หินวิญญาณระดับสูงหนึ่งพันก้อน
หลังจากนั้น ลู่เยี่ยได้เดินตามศิษย์นอกสำนักคนหนึ่งนามว่า ‘ซุยกวง’ มาถึงที่พักที่ถูกจัดสรรไว้ให้
เป็นลานเรือนเล็กๆ ที่สร้างอย่างเรียบง่ายบริเวณเชิงเขา ลานเรือนในลักษณะเดียวกันนี้ถูกสร้างเรียงรายเป็นแถว มองดูแล้วแทบไม่มีความแตกต่างกัน
“ข้ายังได้ยินมาอีกว่าวันนี้เป็นศิษย์พี่หญิงหมิงซื่อฮวาที่พาเจ้าเข้าสำนักด้วยตัวเองใช่หรือไม่?”
ซุยกวงอดไม่ได้ที่จะถามก่อนจากไป
ลู่เยี่ยอดประหลาดใจไม่ได้ “ศิษย์พี่ซุย ท่านรู้ได้อย่างไร?”
ซุยกวงแสดงสีหน้าที่มีความหมายลึกซึ้ง “ศิษย์พี่หญิงหมิงเป็นหนึ่งใน ‘สี่ยอดศิษย์สายตรง’ ของสำนัก การที่นางพาเจ้ามาด้วยตัวเอง ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะไม่สะดุดตาผู้คน”
ลู่เยี่ยกล่าวอย่างตกตะลึง “เช่นนั้นหมายความว่าคนบนยอดเขาว่านจ้าวทั้งหมดรู้เรื่องนี้แล้วหรือ?”
ซุยกวงหัวเราะ “ส่วนใหญ่น่าจะรู้กันแล้ว และไม่เกินหนึ่งวันทุกคนย่อมรู้เรื่องนี้แน่นอน”
ซุยกวงหยุดเล็กน้อยแล้วถามต่อว่า “ศิษย์น้องซู ข้าได้ยินว่าเจ้าเพิ่งเข้าร่วมสำนักวันนี้ แต่จะเข้าร่วมการประลองดาบเฉียนหลงในอีกสามวันข้างหน้าจริงหรือ?”
ลู่เยี่ยพยักหน้า แน่นอนว่าเขาไม่อาจบอกได้ว่าตัวเองถูกหมิงซื่อฮวาขุดหลุมฝัง
ซุยกวงชูนิวโป้งขึ้น “เยี่ยมมาก! ข้าตั้งตารอดูผลงานของศิษย์น้องซูในอีกสามวันข้างหน้าเลย!”
กล่าวจบเขาก็เตรียมจะเดินจากไป แต่ลู่เยี่ยรีบคว้าแขนของซุยกวงไว้ก่อน
“ศิษย์พี่ ข้าเพิ่งมาถึงที่นี่ยังไม่รู้อะไรเลย ท่านพอจะสละเวลาชี้แนะข้าสักหน่อยได้หรือไม่?”
ลู่เยี่ยแสดงสีหน้าจริงใจ
“เอ่อ… ข้ายังมีธุระ เกรงว่า…”
ซุยกวงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
ลู่เยี่ยถอนหายใจพลางกล่าว “ถ้าอย่างนั้นข้าคงต้องไปขอคำชี้แนะจากศิษย์พี่หมิงเสียแล้ว”
ศิษย์พี่หมิง?
ซุยกวงตบหน้าอกตัวเองทันที “ธุระของข้าไม่สำคัญหรอก มา พวกเรามาคุยกันให้ละเอียด เจ้าอยากถามอะไรก็ว่ามา ขารับรองว่าจะตอบทุกอย่างที่มี!”
ลู่เยียนึกในใจ ดูเหมือนว่าชื่อของหมิงซื่อฮวาจะใช้ได้ผลดีทีเดียว
ในเมื่อโดนนางหลอกไปแล้ว ก็อย่าโทษที่เขาจะถืออาศัยชื่อนางมาทำงานเลยแล้วกัน
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ในที่สุดลู่เยี่ยก็เข้าใจเรื่องที่ตนเองอยากรู้
ปัจจุบันสำนักดาบต้าหลัวมีศิษย์นอกสำนักเพียงสองพันแปดร้อยกว่าคนเท่านั้น ยังขาดอยู่อีกร้อยกว่าตำแหน่งถึงจะเต็มจำนวน
ไม่ใช่ว่ารับศิษย์ไม่ได้ แต่เป็นเพราะการแข่งขันกันเองนั้นรุนแรงเกินไป แทบทุกช่วงเวลาจะมีศิษย์นอกสำนักหนึ่งกลุ่มถูกคัดออกเสมอ
ในบรรดาศิษย์นอกสำนักสองพันแปดร้อยกว่าคนเหล่านี้ ส่วนใหญ่มีพลังบำเพ็ญอยู่ต่ำกว่าขอบเขตแท่นทองคำ
พลังบำเพ็ญในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์นั้นมีเพียงแค่ร้อยกว่าคนเท่านั้น และในการแข่งขันประลองดาบเฉียนหลงที่จะจัดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า เหล่าศิษย์ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ทั้งร้อยกว่าคนนี้แทบจะเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด เพื่อแย่งชิงสิทธิ์การเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สำนักในที่มีเพียงสิบที่นั่งเท่านั้น!
อย่างเช่นซุยกวง พลังบำเพ็ญอยู่ในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ เข้าสำนักมาสิบสามปีแล้ว เคยเข้าร่วมการแข่งขันประลองดาบเฉียนหลงมาแล้วถึงหกครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่เคยติดหนึ่งในสิบอันดับแรกได้เลย ผลงานที่ดีที่สุดของเขาก็แค่อันดับยี่สิบหกเท่านั้น…
ในตอนแรก ลู่เยี่ยยังไม่ได้ใส่ใจกับการทดสอบแบบนี้เท่าใดนัก
แต่พอได้รู้รายละเอียดจริงๆ ถึงได้ตระหนักว่าการจะได้เป็นศิษย์สำนักในนั้นมีการแข่งขันที่ดุเดือดถึงเพียงนี้
ในดินแดนต้าเฉียน ผู้ที่มีพลังบำเพ็ญขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ล้วนสมควรได้รับการขนานนามว่า ‘ปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์’ แต่ในสำนักดาบต้าหลัวแห่งดินแดนหลิงชางนี้ ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์หลายคนกลับได้แค่เป็นศิษย์นอกสำนักเพื่อหาเลี้ยงชีพเท่านั้น
ต้องรู้ไว้ว่าสำนักดาบต้าหลัวเป็นเพียงขุมกำลังระดับสองในทวีปชิงมู่เท่านั้น!
“ศิษย์น้องซู เจ้าต้องระวังตัวหน่อยนะ เกรงว่าต่อจากนี้จะมีศิษย์พี่ชายศิษย์พี่หญิงจำนวนไม่น้อยมาเยี่ยมเยียนเจ้าถึงที่”
ก่อนจากไป ซุยกวงเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “หากเจ้าศึกษากฎเกณฑ์ของสำนักดาบต้าหลัวของเรามาบ้าง เจ้าควรจะเข้าใจว่าการจะยืนหยัดได้อย่างมั่นคง นอกจากจะต้องขยันแข่งขันแล้ว ยังต้องเตรียมตัวเตรียมใจที่จะถูกอัดจนร้องไห้ไว้ด้วย”
ตนเองเพิ่งจะมาถึงก็โดนหมายหัวเลยหรือ?
จากนั้นลู่เยี่ยก็เข้าใจแล้ว วันนี้เขาถูกหมิงซื่อฮวาพามา อีกสามวันจะต้องเข้าร่วมการประลองดาบเฉียนหลง ย่อมต้องตกเป็นเป้าสายตาของคนอื่นเป็นธรรมดา!
‘ถ้าอย่างนั้นก็ต้องแข่งขันให้สุดชีวิต และเตรียมตัวเตรียมใจที่จะอัดคนอื่นจนร้องไห้ไว้ตลอดเวลา!’
ลู่เยี่ยคิดในใจ
ทันทีที่คิดถึงตรงนี้ เสียงอึกทึกก็ดังมาจากนอกลานเรือน
“ขอถามหน่อยว่าศิษย์น้องซูหยวนอยู่หรือไม่?”
“ศิษย์น้องซู รีบออกมาพบกันหน่อย! ให้พวกเราได้เห็นเป็นขวัญตาวาเจ้าแน่แค่ไหน!”
เสียงต่างๆ ดังเข้ามาในลานเรือน ทั้งหมดต่างพุ่งเป้ามาที่ลู่เยี่ย
ซุยกวงพึมพำ “มาถึงหน้าประตูเร็วขนาดนี้เชียวหรือ? ดูเหมือนการปรากฏตัวของศิษย์พี่หมิงจะทำให้ศิษย์นอกสำนักเกิดพายุใหญ่เสียแล้ว…”
ลู่เยี่ยถามอย่างไม่เข้าใจ “ในเมื่อทุกคนรู้ว่าข้าเป็นคนที่ศิษย์พี่หมิงพามา เหตุใดพวกเขาถึงยังกล้ามาท้าทายถึงที่?”
ซุยกวงยิ้มอย่างแปลกประหลาด “ในสำนักดาบต้าหลัวของเรา คนที่ถูกหมายหัวได้ง่ายที่สุดก็คือพวกที่มีเส้นสาย สิ่งที่พวกเราเกลียดที่สุดก็คือการหาที่พึ่งมาจัดการเรื่องราว!”
ลู่เยี่ยรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันที
ดีมาก ดีมาก!
กฎนี้ยอดเยี่ยมไปเลย!
วันหน้าหากเขาจัดใครจนร้องไห้ ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะพวกตาเฒ่าที่อยู่เบื้องหลังมาตามแก้แค้นเอาคืน!
“ศิษย์น้องซู วันนี้เรื่องคงจบยากแล้วละ”
ซุยกวงกล่าว “ภายในสำนัก ผู้ใดขลาดกลัวไม่กลารับการท้าประลอง ย่อมต้องกลายเป็นความอัปยศของสำนักและถูกตราหน้าไปชั่วชีวิตจนโงหัวไม่ขึ้น ดังนั้นศิษย์ร่วมสำนักจำนวนมากยอมถูกซ้อมดีกว่าเสียหน้า”
คำเตือนที่ดูเหมือนจะหวังดี แต่ลู่เยี่ยกลับรู้สึกว่าเจ้าหมอนี้ดูจะอยากเห็นเขาโดนเล่นงานใจจะขาด
“ศิษย์น้องซู เหตุใดไม่ยอมออกมา? หรือว่ากลัวเสียแล้ว?”
“ศิษย์น้องซู อย่าทำให้ศิษย์พี่หมิงต้องเสียหน้าเชียวนะ!”
เสียงยั่วยุจากนอกลานเรือนยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ลู่เยี่ยนวดขมับ
ช่างเถอะ ในเมื่อพวกเขาอุสาหะมาถึงที่เพื่อเป็นเป้าให้กับตัวเอง เช่นนั้นก็ขอถือโอกาสนี้สร้างชื่อเสียหน่อย!
เขาหมุนตัวเดินออกไปจากลานเรือน
เมื่อมองเห็นภาพที่อยู่นอกประตูใหญ่ชัดเจน เขาก็อดประหลาดใจไม่ได้ คนมากมายขนาดนี้เชียวหรือ?
เมื่อมองไปรอบๆ พื้นที่แถบนั้นเนื่องแน่นไปด้วยผู้คน อย่างน้อยๆ ก็มีหลายร้อยคน!
อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็นคนที่มาดูเรื่องสนุก มีเพียงศิษย์นอกสำนักสิบกว่าคนที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดเท่านั้นที่มีกลิ่นอายเป็นเอกลักษณ์ของขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์แผ่ซ่านออกมาจากร่างกาย
อย่างเห็นได้ชัดว่าสิบกว่าคนนี้เป็นตัวตนเรื่องที่มาหาเรื่องแท้จริง
แทบจะในเวลาเดียวกัน สายตานับไม่ถ้วนต่างพุ่งเป้ามาที่ลู่เยี่ยทันที พวกเขากำลังพินิจมองคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในสำนักในวันนี้
“ได้ยินมาว่าคนผู้นี้เป็นผู้ฝึกตนอิสระ แล้วจะไปรู้จักกับศิษย์พี่หมิงได้อย่างไรกัน?”
“ผู้ฝึกตนอิสระ ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ อายุสิบแปดปี เคยเห็นกี่คนกัน? แค่จุดนี้จุดเดียวก็พิสูจน์ได้แล้วว่าซูหยวนคนนี้ไม่ธรรมดา!”
“แค่อยากรู้ว่าความสามารถของเขาจะเป็นอย่างไร และครั้งนี้จะถูกอัดน่วมขนาดไหนกันเชียว”
“หึๆ ขามีลางสังหรณ์ว่าคนผู้นี้จะดวงซวยแน่!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ดังขึ้นทั่วบริเวณ และที่ด้านหน้าสุด ชายร่างผอมบางคนหนึ่งเดินออกมาข้างหน้า แล้วกล่าวเรียบๆ “ศิษย์น้องซู ที่พวกเรามาในวันนี้…”
ลู่เยี่ยตัดบททันที “เพื่อมาต่อสู้ใช่หรือไม่?”
ชายร่างผอมชะงักไปชั่วขณะ จากนั้นพยักหน้า “ใช่ ขาขออนุญาตแนะนำตัวก่อน ขาชื่อว่าอู่เยว่…”
ลู่เยี่ยตัดบทอีกครั้ง “พวกเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และตอนนี้ขาก็ไม่อยากรู้จัก สู้กันเลยดีกว่า!”
ในเมื่อมาท้าทายถึงที่ ลู่เยี่ยย่อมไม่คิดจะตามใจอีกฝ่ายอยู่แล้ว และท่าทีอันแข็งกร้าวของเขาก็ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในที่แห่งนั้นทันที
มุมปากของซุยกวงกระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ ซูหยวนคนนี้ภายนอกดูซื่อๆ แต่เหตุใดถึงมุทะลุได้ขนาดนี้?
หากเขารู้ว่าอู่เยว่ ผู้ที่เขาตัดบทไปถึงสองครั้งนั้น เป็นศิษย์นอกสำนักขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ที่มีพลังต่อสู้ติดอันดับยี่สิบคนแรก เขาจะรู้สึกอย่างไรกันนะ?
อู่เยว่ ชายร่างผอมแห้ง เม้มริมฝีปากเล็กน้อย แล้วจู่ๆ ก็หัวเราะขึ้นมา
“สะใจดี! ข้าชอบนิสัยแบบเจ้านี้แหละ เช่นนั้นก็เริ่มสู้กันเลย!”
================================