บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 403 ตระกูลโบราณชางเซิง
บทที่ 403 ตระกูลโบราณชางเซิง
ยอดเขาว่านจ้าว
ในลานเรือน ยามพลบค่ำ
หลังจากลู่เยี่ยกลับมาแล้ว เขาก็นั่งลงบนเก้าอี้โยกที่สานจากไม้ไผ่เขียวอย่างสบายอารมณ์ เหม่อมองแสงสายัณห์สีแดงฉานอันงดงามที่ขอบฟ้า
“ตาเฒ่าเทียนอวี่ เหตุใดเจ้าจึงต้องกดขี่ข้าคนเดียวเล่า?”
ลู่เยี่ยคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตก
ก่อนหน้านี้ ผู้อาวุโสรองฉีอวิ๋นจงได้นำคำพูดดั้งเดิมของบรรพชนเทียนอวี่มาถ่ายทอดว่า
“เจ้าหนู ตราบใดที่ข้ายังอยู่ในสำนัก เจ้าอย่าหวังจะได้โงหัวขึ้นมาภายในสามปีนี้เลย!”
ท่าทีที่เด็ดขาดผ่านถ้อยคำเหล่านี้ทำให้ลู่เยี่ยยิ่งมั่นใจในเรื่องหนึ่ง
บรรพชนเทียนอวี่ที่กดขี่เขานั้น ไม่ใช่เพราะ ‘หยกไม่เจียระไนย่อมไม่เป็นของล้ำค่า’ อะไรนั่นแน่นอน แต่มันต้องมีเหตุผลอื่น!
หรือว่าตาเฒ่าเทียนอวี่จะค้นพบความลับบางอย่างในตัวเขา?
ลู่เยี่ยสามารถสัมผัสได้ว่า บรรพชนเทียนอวี่เพียงแค่กดขี่เขาเท่านั้น มีเจตนาร้าย แต่ไม่มีความเกลียดชัง
นี่ยิ่งชวนให้สงสัยมากขึ้นไปอีก
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน ลู่เยี่ยก็ยังไม่เข้าใจ จึงไม่อยากจะคาดเดาต่อไปอีก
เขาหยิบตำราโบราณที่ยืมมาจากตำหนักคัมภีร์หลักแล้วเริ่มพลิกอ่านอย่างตั้งใจ
ดินแดนหลิงชางมีห้าทวีปใหญ่ แต่ละทวีปล้วนมีจารีตประเพณีแตกต่างกันไป นับเป็นดินแดนแห่งการฝึกฝนที่แท้จริง
แต่ในโลกใบนี้ก็ยังมีดินแดนทางโลกและสามัญชนคนธรรมดากระจายอยู่เช่นกัน
เรื่องที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ ในที่แจ้งนั้น ดินแดนหลิงชางถูกปกครองโดยกลุ่มสำนักเต๋าชั้นยอดที่อยู่บนจุดสูงสุด
แต่ในเงามืดนั้น ยังมีกลุ่มอำนาจบางกลุ่มที่สามารถต่อกรกับสำนักเต๋าชั้นยอดเหล่านั้นได้
อย่างเช่นกลุ่ม ‘ตระกูลโบราณชางเซิง’ ที่ยืนหยัดมานานนับหมื่นปีในโลกใบนี้
ตระกูลโบราณที่สามารถมีคำว่า ‘ชางเซิง’ นำหน้าได้นั้น ล้วนเป็นกลุ่มอำนาจใหญ่ที่แม้แต่สำนักเต๋าชั้นยอดก็ยังต้องหวั่นเกรงถึงสามส่วน
อย่างเช่นในทวีปชิงมู่แห่งนี้ ผู้ครองอำนาจในที่แจ้งคือ สำนักมารหวงเฉวียน วังสวรรค์หมื่นบูรพา สำนักดาบเทียนเฉวียน และสำนักชิงอี้ ทั้งสี่สำนักเต๋าชั้นยอด
ทว่าในทวีปนี้ยังมี ‘ตระกูลโบราณชางเซิง’ อีกสามตระกูลเช่นกัน ที่สามารถเทียบชั้นกับสำนักเต๋าชั้นยอดเหล่านั้นได้
สามตระกูลโบราณชางเซิงนี้ ได้แก่ ตระกูลเหวิน ตระกูลเถา และตระกูลหยวน
รากฐานของแต่ละตระกูลล้วนเก่าแก่และยาวนานยิ่งนัก
และนอกจากห้าทวีปใหญ่แล้ว ในดินแดนสุดขอบสี่คาบสมุทรแปดดินแดนที่ผู้คนยากจะย่างกรายไปถึง ก็มี ‘เผ่าปีศาจแห่งดินแดนป่าเถื่อน’ กระจายอยู่เช่นกัน
ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือ เผ่ามังกรอิงหลงที่อยู่ในห้วงลึกของทะเลใต้ เผ่าหงส์สวรรค์แห่งดินแดนรกร้างชิงอู่ เผ่าวิญญาณสวรรค์แห่งทะเลน้ำแข็งเป่ยหยวน!
เช่นเดียวกับพื้นที่นอกทวีปชิงมู่เป็นหนึ่งในพื้นที่ ‘สี่คาบสมุทรแปดดินแดน’ นั่นคือทะเลหมอกแห่งบูรพารกร้าง
ที่นั่นมี ‘เผ่าปีศาจแห่งดินแดนป่าเถื่อน’ หลายแห่งกระจายอยู่!
สิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงคือ สี่คาบสมุทรแปดดินแดนเป็นเพียงชื่อเรียกโดยรวมที่ใช้เรียกอาณาเขตที่อยู่นอกเหนือจากห้าทวีปใหญ่โดยเฉพาะ
ม่านหมอกสลัวยามเย็นจางหายไป ความมืดมิดเข้าปกคลุม
ยิ่งลู่เยี่ยอ่านตำราโบราณมากขึ้นเท่าใด ความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับห้าทวีปใหญ่ของดินแดนหลิงชางและสี่คาบสมุทรแปดดินแดนก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
นอกจากนี้ มันยังทำให้เขาได้พิสูจน์ความจริงในบางเรื่อง
หุบเขาร้อยบุปผาซึ่งเคยรับเยว่หนิงจือ ลี่ชิวอวี่ เหมิงฮ่าว และศิษย์อื่น ๆ ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ไว้เป็นศิษย์นั้น ตั้งอยู่ในเขตแดนของทวีปชิงมู่
นอกจากนั้น รากฐานของสำนักนี้ก็ไม่ด้อยไปกว่าสำนักดาบต้าหลัวแต่อย่างใด
ลู่เยี่ยมองแผนที่แล้วจึงพบว่าระยะห่างระหว่างสำนักดาบต้าหลัวและหุบเขาร้อยบุปผานั้นไกลกันมาก แม้จะเดินทางโดยเรือสมบัติก็ยังต้องใช้เวลานานถึงครึ่งเดือน
นอกจากนี้ ลู่เยี่ยยังวิเคราะห์ได้ว่าอาณาเขตที่ตั้งของขุมอำนาจของบรรพจารย์ทั้งสิบเก้าท่านนั้นอยู่ที่ใดบ้าง
มีถึงเก้าคนอยู่ในทวีปอู๋ถูจง
มีสามคนอยู่ในทวีปเกิงจิน
มีสองคนอยู่ในทวีปชิงมู่
มีสองคนอยู่ในทวีปชีหั่ว
มีหนึ่งคนที่อยู่ในทวีปเฮยสุ่ย
มีสองคนอยู่นอกห้าทวีปในสี่คาบสมุทรแปดดินแดน
“การจะทำตามคำสั่งเสียของบรรพจารย์เหล่านั้นให้สำเร็จ กลับต้องเดินทางไปทั่วห้าทวีปแห่งดินแดนหลิงชางและสถานที่ต่าง ๆ ในสี่คาบสมุทรแปดดินแดน…”
ลู่เยี่ยอดนวดขมับไม่ได้
เขาตระหนักได้ว่า ในระยะเวลาอันสั้นย่อมไม่มีทางทำสำเร็จได้แน่
“ในเมื่อตอนนี้ข้าอยู่ในทวีปชิงมู่ ก็เริ่มลงมือจากทวีปชิงมู่ไปก่อนแล้วกัน”
ลู่เยี่ยครุ่นคิด
เรื่องราวทั้งหมดต้องค่อย ๆ ทำไปทีละขั้น (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ในทวีปชิงมู่มีคำสั่งเสียของบรรพจารย์สองท่านที่จำเป็นต้องทำให้สำเร็จ
หนึ่งในนั้นเป็นเจ้าเมืองจักรพรรดิแดงหลิวไป๋
คำสั่งเสียของหลิวไป๋นั้นเรียบง่ายมาก นั่นคือนำวิชาความรู้ทั้งหมดของเขากลับไปยังเมืองจักรพรรดิแดง
น่าเสียดายที่เมืองจักรพรรดิแดงได้ล่มสลายไปเมื่อหลายสิบปีก่อนแล้ว ทำให้ลู่เยี่ยไม่สามารถทำตามคำสั่งเสียนี้ให้สำเร็จได้
สิ่งเดียวที่ลู่เยี่ยทำได้ก็คือการค้นหาความจริงเกี่ยวกับการล่มสลายของเมืองจักรพรรดิแดง
อีกคำสั่งเสียหนึ่งมาจากบรรพจารย์โม่เฉินแห่งสำนักมารหวงเฉวียน
ในพลังรอยประทับของโม่เฉินมีจดหมายฉบับหนึ่ง เขาหวังให้ลู่เยี่ยนำจดหมายฉบับนี้ไปมอบให้กับคู่บำเพ็ญเพียรของเขา ‘เหลียนเมิ่งชิง!’
พูดไปก็บังเอิญ ลู่เยี่ยได้ทราบข้อมูลชัดเจนแล้วว่า ไม่เกินครึ่งปี เหลียนเมิ่งชิงจะกลับมาที่สำนักดาบต้าหลัว
นั่นหมายความว่าเขาไม่จำเป็นต้องไปที่สำนักมารหวงเฉวียนเลย เพียงแค่รออยู่ที่สำนักดาบต้าหลัว เขาก็สามารถทำตามคำสั่งเสียนั้นได้สำเร็จแล้ว
เนิ่นนานผ่านไป ลู่เยี่ยจึงเก็บตำราที่ยืมมาเหล่านั้นแล้วลุกขึ้นเดินกลับเข้าห้อง
‘ยังดีที่คราวนี้ได้รับของชดเชยมาจากพวกศิษย์พี่มาบ้าง ไม่อย่างนั้นการฝึกฝนก็คงเป็นปัญหาแน่’ ลู่เยี่ยคิดในใจ
เพิ่งจะเข้าสำนักมาก็ถูกกดขี่ ถูกกักบริเวณ แถมยังถูกลงโทษตัดเบี้ยหวัดถึงสามเดือน หากเป็นใคร ใครจะทนไหวหรือ?
ด้วยเหตุนี้ วันนี้ตอนที่เขาจัดการกับชุยกวง ฉู่เฟิง และคนอื่น ๆ เขาถึงได้เรียกร้องค่าชดเชย
ต้องยอมรับว่าพวกศิษย์ในสำนักเหล่านี้มีทรัพย์สินติดตัวไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ
เมื่อตรวจนับดูแล้ว เฉพาะหินวิญญาณระดับสูงหลากหลายชนิดก็มีอยู่มากมาย นอกจากนี้ยังมีผลึกวิญญาณล้ำค่าและโอสถรักษาที่ล้ำค่าอีกจำนวนหนึ่งด้วย
ตามการคาดการณ์ของลู่เยี่ย ทรัพยากรในการฝึกฝนเหล่านี้อย่างมากก็ช่วยสนับสนุนเขาได้เพียงเจ็ดวันเท่านั้น
“ดูเหมือนว่าข้าจำเป็นต้องหาโอกาสไปหาทรัพยากรในการฝึกฝนเพิ่มเสียแล้ว…”
ลู่เยี่ยคิดหาทางออก
ตอนนี้เขาถูกกดดัน ไม่สามารถได้รับการสนับสนุนจากสำนัก อีกทั้งไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ หากต้องการได้รับทรัพยากรในการฝึกฝนเพิ่มเติม ก็คงต้องเริ่มจากทางอื่น
“ไว้วันหลังลองไปดูที่ตำหนักใหญ่หมื่นลักษณ์สักหน่อย”
ลู่เยี่ยมีความคิดผุดขึ้นมา
ตำหนักใหญ่หมื่นลักษณ์ของสำนักดาบต้าหลัวมักจะประกาศภารกิจฝึกฝนต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับศิษย์แต่ละระดับอยู่ตลอดทั้งปี
เช่นการสังหารปีศาจ การหลอมโอสถ การหลอมอาวุธ การวางค่ายกล การสร้างยันต์ และอื่น ๆ
การทำภารกิจแต่ละอย่างสำเร็จจะได้รับแต้มความดีความชอบตามสมควร และแต้มความดีความชอบนี้ก็สามารถนำมาแลกเป็นทรัพยากรในการฝึกฝน เคล็ดวิชาลับ พลังศักดิ์สิทธิ์ และอื่น ๆ ได้
หากสามารถรับภารกิจบางอย่างที่ตำหนักใหญ่หมื่นลักษณ์ได้ เพียงแค่ทำให้สำเร็จ ย่อมจะได้รับทรัพยากรสำหรับการฝึกฝนอย่างแน่นอน
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ลู่เยี่ยก็รวบรวมสมาธิ กำจัดจิตที่ฟุ้งซ่าน และนั่งสมาธิด้วยจิตที่สงบนิ่ง
เมื่อผังดาบเก้าคุมขังในฝ่ามือขวาเริ่มทอประกายแห่งโกลาหลอย่างเงียบเชียบ จิตเทวะของลู่เยี่ยก็เข้าสู่ซากปรักหักพังแห่งชิงหมิงอีกครั้ง
นี่เป็นครั้งแรกที่ลู่เยี่ยเข้ามาในซากปรักหักพังแห่งชิงหมิงหลังจาก ‘ตายแล้วฟื้นคืนชีพ’ ในเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้า
ขณะที่ยืนอยู่บนเงาร่างดาบแห่งวิถีนั้น ลู่เยี่ยมองไปยังจุดสูงสุดของบันไดสวรรค์แห่งชิงหมิง
“ไม่รู้ว่าสหายเต๋าท่านนั้นยังอยู่ในวิหารเต๋าลึกลับแห่งนั้นหรือไม่”
ลู่เยี่ยพึมพำเบา ๆ
เขาไม่มีวันลืมว่าตอนที่สังหารหนิงปู้สือครั้งที่แล้ว วิชาที่สหายเต๋าท่านนั้นแสดงออกมานั้นช่างน่าสะพรึงกลัวและต้องห้ามเพียงใด
น่าเสียดายที่ลู่เยี่ยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
และมีที่มาอย่างไร
มีเพียงเมื่อก้าวขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของบันไดสวรรค์แห่งชิงหมิงเท่านั้น จึงจะได้รู้คำตอบ
ไม่นานนัก ลู่เยี่ยก็สละสายตากลับมา
การมาครั้งนี้ของเขาคือเพื่อเข้าสู่ดินแดนแห่งรังสรรค์วิถี และเพื่อตระหนักรู้ความลับของมหาวิถีจากการสืบทอดต่าง ๆ โดยใช้มันเป็นสารอาหารเพื่อยกระดับเจตจำนงดาบชิงซวี่
และในขณะที่ระดับของเจตจำนงดาบชิงซวี่ได้รับการยกระดับให้สูงขึ้น มันจะส่งผลสะท้อนกลับมาหล่อเลี้ยงพลังบำเพ็ญของตนเอง ทำให้พลังบำเพ็ญพัฒนาอย่างรวดเร็ว
เรียกได้ว่า ด้วยรากฐานของมหาวิถีที่น่าสะพรึงกลัวของลู่เยี่ยที่เพียงพอจะยืนหนึ่งได้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หากเพียงขยันฝึกฝนอย่างหนักเพียงอย่างเดียว สามถึงห้าปีก็ยังไม่แน่ว่าจะทำให้พลังบำเพ็ญก้าวข้ามไปอีกระดับหนึ่งได้
เมื่อเทียบกันแล้ว การใช้วิธีการยกระดับเจตจำนงดาบชิงซวี่เพื่อยกระดับพลังบำเพ็ญจะรวดเร็วกว่ามาก!
“หืม?”
เมื่อเท้าของลู่เยี่ยเหยียบลงบนเงาร่างดาบแห่งวิถีและมาถึงหน้าบันไดสวรรค์แห่งชิงหมิงขั้นที่สอง เขาก็ต้องประหลาดใจที่พบว่า บนบันไดขั้นที่สามที่อยู่สูงขึ้นไปนั้น ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันน่าตื่นตะลึงขึ้นตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้
บนขั้นบันไดนั้น มีเปลวเพลิงหลากสีสันอันงดงามไหลเวียน และก่อตัวเป็นประตูที่ดูลึกลับและพร่าเลือน!
“ทางเข้าดินแดนลับบนบันไดขั้นที่สาม เปิดออกตั้งแต่เมื่อใดกัน?”
ลู่เยี่ยจิตใจกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที เกิดความอยากรู้อยากเห็นและความคาดหวังอย่างแรงกล้า
ในดินแดนลับบนบันไดขั้นที่สามนี้ จะซุกซ่อนความลับอะไรเอาไว้กันนะ?
ลู่เยี่ยตัดสินใจเปลี่ยนแผนทันที เขาเลือกที่จะมุ่งหน้าไปยังบันไดขั้นที่สามเพื่อสำรวจก่อนเป็นอันดับแรก!