บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 5 การขัดต่อหลักการฟ้าดิน
บทที่ 5 การขัดต่อหลักการฟ้าดิน
แสงอรุณสาดส่อง
เมืองเทียนเหอถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอกจาง ๆ ทั่วถนนหนทางเริ่มมีเสียงตะโกนเรียกลูกค้าต่าง ๆ ดังขึ้น
ลู่เยี่ยเดินไปยังหอจันทราเพียงลำพัง
‘ฉินอู๋ซางผู้เป็นประมุขตระกูลเก่าแก่ คงไม่สนใจทรัพย์สินเล็กน้อยของหอจันทราหรอกกระมัง’
‘เขาต้องมาเพื่อความลับที่ซ่อนอยู่ในที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู่ของข้าเป็นแน่’
ในขณะที่ลู่เยี่ยกำลังคิดทบทวน ภาพของสตรีนางหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในทะเลแห่งจิตสำนึกของเขาอย่างไม่อาจห้ามใจได้
สตรีในอาภรณ์สีเหลืองอ่อน ใบหน้างดงามประดุจภาพวาด มีความสง่างามและสดใส ทั้งร่างกายเปล่งประกายความสดชื่นเบิกบานอย่างเต็มเปี่ยม
ฉินชิงหลี
บุตรสาวแท้ ๆ ของฉินอู๋ซาง
หลายปีก่อน นางได้หมั้นหมายกับลู่เยี่ย โดยการจัดการของลู่ซิงอี้
เมื่อตอนอายุสิบสี่ ลู่เยี่ยได้เดินทางมาเข้าร่วมการสอบขุนนางด้านวิถียุทธ์ที่เมืองหลวง และได้เคยออกไปเที่ยวเล่นกับฉินชิงหลีอยู่หลายครั้ง ทั้งเดินเที่ยวตามถนน ชมโคมไฟยามค่ำคืน และลิ้มรสสุราชั้นเลิศ…
หวนนึกถึงถึงความทรงจำในอดีต ลู่เยี่ยได้แต่ถอนหายใจในใจ
หลับใหลไปสามปี มิเพียงแต่โลกที่เปลี่ยนแปลงไปมากมาย ผู้คนก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
…
ณ หอจันทรา บนเสาประตูมีโคลงคู่เขียนไว้ว่า
‘เพียงแสงจันทร์หนึ่งริ้วลูบฟ้าคราม ส่องสว่างสรรพชีวิตโลกหล้าตราบนิรันดร์’
ด้านหลังของหอจันทราก็คือจวนบรรพบุรุษตระกูลลู่
“ลู่เยี่ย ท่านพ่อของข้ารออยู่นานแล้ว ตามข้ามาเถิด”
ลู่เยี่ยเพิ่งจะมาถึง ก็เห็นชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งเดินออกมาจากประตูใหญ่ของหอจันทรา
เขาสวมชุดรบสีดำ ใบหน้าเคร่งขรึมเด็ดเดี่ยว สะพายฝักกระบี่สีเลือดไว้ข้างหลัง สายตาที่มองมาที่ลู่เยี่ยเต็มไปด้วยความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
‘เป็นไปได้หรือไม่ว่าเมื่อคืนนี้มีคนลอบส่งข่าวว่า เขาจะมาหาฉินอู๋ซาง เพื่อสะสางบัญชี?’
แม้จะกำลังครุ่นคิด กระนั้นเขาก็รีบแสดงรอยยิ้มสดใสที่เจิดจ้าออกมา แล้วก้าวเท้าเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว
“พี่ใหญ่ สามปีที่ไม่ได้พบกัน บุคลิกท่านสง่างามขึ้นกว่าแต่ก่อนเสียอีก!”
ชายหนุ่มในชุดรบผู้นี้มีนามว่า ฉินเหวินเป้า เป็นบุตรชายคนโตของฉินอู๋ซาง ชายแท้ ๆ ของฉินชิงหลี และเป็นศิษย์เอกของสำนักกระบี่โจวเทียนแห่งต้าเฉียน
เมื่อหลายปีก่อน เขาเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นบุคคลที่โดดเด่นในหมู่คนรุ่นเยาว์ของต้าเฉียน เช่นนั้นแล้วลู่เยี่ยจึงไม่รู้สึกแปลกหน้ากับฉินเหวินเป้า
บุตรชายคนโตตระกูลฉินผู้นี้เป็นพี่ชายผู้คลั่งการปกป้องน้องสาว และสิ่งที่เขารังเกียจที่สุดก็คือว่าที่น้องเขยอย่าลู่เยี่ย!
“สวรรค์ช่างไร้ตานัก ถึงได้ปล่อยให้เจ้ารอดกลับมาได้!”
เมื่อเห็นลู่เยี่ยเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ฉินเหวินเป้าก็รู้สึกขยะแขยงในใจ
“ชีวิตข้าแข็งแกร่ง สวรรค์ไม่เอาชีวิตข้า แล้วจะทำอย่างไรได้เล่า?”
ลู่เยี่ยยักไหล่ “พี่ใหญ่ควรจะดีใจสิ อย่างน้อยชิงหลีก็ไม่ต้องเป็นหม้ายแล้ว”
ใบหน้าของฉินเหวินเป้าดำคล้ำยิ่งกว่าเดิม เขายกมือจับด้ามกระบี่ด้านหลัง เกือบจะอดใจไม่ไหวที่จะฟันคนตรงหน้า
“พี่ใหญ่อย่าใจแคบนักเลย พวกเรากำลังเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว จะโกรธไปไย ไปเถิด ไปพบท่านว่าที่พ่อตาของข้ากันก่อนเถิด”
ลู่เยี่ยยิ้มพลางดึงแขนฉินเหวินเป้าเดินเข้าไปในหอจันทรา
เขาไม่กังวลว่าฉินเหวินเป้าจะลงมือ บุตรชายคนโตของตระกูลฉินคนนี้มีนิสัยหยิ่งผยอง และเป็นที่เลื่องลือว่าเป็นคนมีหลักการ
“ลู่เยี่ย เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าตนเองคู่ควรพอที่จะมาสะสางบัญชีกับท่านพ่อของข้า?”
ฉินเหวินเป้าสะบัดมือของลู่เยี่ยออกอย่างแรง แล้วกล่าวเย็นชาว่า “ข้าขอบอกเจ้าไว้ หากเจ้าฉลาดสักหน่อย ด้วยความใจกว้างของบิดาข้า ท่านคงไม่ไปหาเรื่องเจ้าซึ่งเป็นเพียงคนรุ่นหลังเป็นแน่!”
ลู่เยี่ยยิ้มเล็กน้อย ไม่พูดอะไร
เวลาสามปีได้เปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างไป และยังเปลี่ยนแปลงผู้คนไปมากมายด้วย
เช่นเดียวกับที่ห้องโถงพิธีศพเมื่อวานนี้ สะใภ้ใหญ่อย่างพานอิ๋งซิ่วพยายามเข้ายึดครองอำนาจที่ไม่ใช่ของตน เพื่อชิงอำนาจในตระกูลลู่
ส่วนพ่อลูกตระกูลฉินนั้นได้ยึดครองหอจันทรานานแล้ว และได้ย้ายเข้าไปอยู่ในจวนบรรพบุรุษที่เดิมเป็นของตระกูลลู่!
‘หากการเจรจาครั้งนี้ล้มเหลว… ก็คงมิต้องมีการพูดกันอย่างสันติอีกต่อไป!’
ลู่เยี่ยพึมพำในใจ
ในทะเลแห่งจิตสำนึกของเขา ดวงดาวสีทองเข้มดวงหนึ่งสั่นไหวเบา ๆ นั่นคือหนึ่งในสิบเก้าตราประทับของท่านบรรพจารย์
…
จวนบรรพบุรุษตระกูลลู่
ลู่เยี่ยได้พบกับฉินอู๋ซาง
ประมุขแห่งตระกูลฉินมีรูปร่างสูงใหญ่ ผมที่ขมับมีสีขาวแซม นั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะไม้ กำลังอ่านหนังสือโบราณเล่มหนึ่ง
บุคลิกของเขาดูสุภาพอบอุ่น ราวกับอาจารย์ผู้สอนหนังสือ
“คารวะท่านลุงฉิน ผู้เยาว์มาในครั้งนี้เพื่อ…”
ลู่เยี่ยก้าวขึ้นหน้าเพื่อคารวะ แต่ยังพูดไม่ทันจบ
ปัง!
ฉินอู๋ซางโยนหนังสือในมือทิ้งทันที หัวเราะเสียงดัง แล้วลุกขึ้นยืน “เจ้าหนู เจ้าหลับใหลไปสามปี ในที่สุดก็ฟื้นแล้ว!”
ขณะที่พูด เขาก็เตะโต๊ะที่ขวางอยู่ตรงหน้าจนแตกกระจาย ก้าวเข้าไปคว้าแขนลู่เยี่ย แล้วกล่าวด้วยความกระหายเลือดว่า “ไป ข้าจะพาเจ้าไปสังหารคน!”
ประมุขแห่งตระกูลฉินผู้นี้ไม่มีอารมณ์อ่อนโยนและสง่างามอีกต่อไปแล้ว
ยามนี้ เขาเป็นราวกับเทพสังหารอย่างแท้จริง ทั่วทั้งร่างแผ่กลิ่นอายความอำมหิตจนทำให้ผู้คนตกใจกลัว
ลู่เยี่ยประหลาดใจ “ท่านลุง ข้ามาในครั้งนี้…”
“ยังจะพูดให้มากความอยู่อีก!”
ฉินอู๋ซางตัดบท “เรื่องที่ตระกูลลู่พวกเจ้าประสบมา ข้ารู้แจ้งในใจดี ก่อนหน้านี้เป็นเพราะเจ้ายังไม่ฟื้น ข้าจึงไม่สะดวกที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของตระกูลลู่ของพวกเจ้า แต่ยามนี้มันต่างออกไปแล้ว”
ลู่เยี่ย “……”
“ไป ไป ไป ให้ตายสิ พวกมันกล้าดีอย่างไรมาข่มเหงว่าที่ลูกเขยของข้า ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม สังหารให้สะใจเสียก่อน ระบายความแค้นที่อัดอั้นนี้ออกมาให้หมด!”
โดยที่ไม่รอให้ลู่เยี่ยปฏิเสธ ฉินอู๋ซางก็พาเขาเดินออกไปข้างนอก เตรียมจะเปิดฉากการสังหาร
“ท่านพ่อ ข้ารู้ว่าท่านร้อนใจ แต่ได้โปรดอย่าเพิ่งรีบร้อน!” ฉินเหวินเป้ารีบเอ่ยห้ามปราม
“เจ้าลูกชายโง่ ไม่เห็นหรืออย่างไรว่าตระกูลลู่ของว่าที่น้องเขยของเจ้าถูกรังแกเพียงใด เช่นนี้แล้ว ข้าจะไม่รีบได้อย่างไร?”
ฉินอู๋ซางเบิกตากว้าง กล่าวด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวและโอหังยิ่งนัก
ลู่เยี่ยรู้สึกงุนงงไปชั่วขณะ ว่าที่พ่อตาของตนช่างกระตือรือร้นและรักความเป็นธรรมเหลือเกิน หรือเขาไม่รู้ว่าตนมาที่นี่เพื่อสะสางบัญชี?
“ท่านพ่อขอรับ!”
ฉินเหวินเป้าโกรธจนกระทืบเท้า “ท่านลืมเรื่องสำคัญไปแล้วหรือ?”
“เรื่องสำคัญหรือ?”
ฉินอู๋ซางพลันชะงัก จากนั้นก็ตบหน้าผากของตน แล้วกล่าวอย่างฉุกคิดได้ว่า “เอาเถิด คุยเรื่องสำคัญให้เสร็จก่อน แล้วค่อยไปสังหารคน!”
เขาดึงลู่เยี่ยให้ไปนั่งบนเก้าอี้ด้านข้างอย่างกระตือรือร้น แล้วรินชาให้ลู่เยี่ยด้วยตนเอง
“ท่านลุง ชาเอาไว้ดื่มทีหลังก็ได้ขอรับ”
ลู่เยี่ยรวบรวมสติกลับมา จากนั้นเขาก็กล่าวอย่างจริงจังว่า “ยามนี้ตระกูลลู่กำลังประสบเคราะห์กรรมครั้งใหญ่ และท่านลุงก็ยึดครองที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู่ของข้า ข้าอยากรู้ว่านี่เป็นเพราะเหตุใดกันแน่?”
ในน้ำเสียงของเขาแฝงไว้ด้วยความหมายที่คล้ายเป็นคำถามเชิงตำหนิอยู่เล็กน้อย
ฉินอู๋ซางหัวเราะเสียงดัง หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาส่งให้ลู่เยี่ย “เจ้าลองอ่านจดหมายฉบับนี้ก่อนเถิด”
ลู่เยี่ยถาม “นี่คือ?”
“เมื่อสามปีก่อน ในวันที่เจ้าหมดสติ ชิงหลีที่กำลังฝึกฝนอยู่ที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ได้ส่งจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของนางมาให้ข้า”
ฉินอู๋ซางนั่งอยู่บนเก้าอี้ ยกถ้วยน้ำชาขึ้นมา แล้วเอียงศีรษะดื่มรวดเดียวจนหมด
‘จดหมายจากฉินชิงหลีอย่างนั้นหรือ?’
ลู่เยี่ยรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง แต่กระนั้นก็ไม่แสดงออกทางสีหน้า เขาหยิบจดหมายขึ้นมาเปิดอ่าน อยากจะดูว่าฉินอู๋ซางผู้นี้กำลังวางแผนอันใดอยู่กันแน่!
ในจดหมายเขียนไว้ว่า
‘ท่านพ่อ สถานการณ์ของพี่ลู่เยี่ยลูกได้รับทราบแล้ว ที่ส่งจดหมายถึงท่าน เพียงเพื่อแสดงความตั้งใจของลูกเท่านั้น
ลูกยอมที่จะอยู่เป็นหม้ายทั้งชีวิตเพื่อลู่เยี่ย ถึงตายก็จะไม่แต่งงานใหม่!
หากท่านกล้าบังคับลูก ลูกจะขอปลิดชีพตนเองเสีย
ขออ้อนวอนให้ท่านพ่อโปรดเห็นใจ
ส่วนเรื่องที่ตระกูลและคนทั่วไปจะมองอย่างไรนั้น ลูกหาได้ใส่ใจไม่!
ฉินชิงหลี’
จดหมายฉบับนี้ แม้เนื้อความจะสั้น แต่ทุกอักษรกลับแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
อ่านจบ ลู่เยี่ยก็นิ่งงันอยู่ตรงนั้น นิ้วมือของเขาสั่นเล็กน้อย จิตใจปั่นป่วน
เมื่อเขาตัดสินใจที่จะมาสะสางบัญชี เขาได้เตรียมใจไว้สำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด และได้เขียนหนังสือยกเลิกการหมั้นหมายไว้ตั้งแต่เมื่อคืนเรียบร้อยแล้ว
การทำเช่นนี้ก็เพื่อตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลฉินอย่างสิ้นเชิง เมื่อถึงเวลาสะสางบัญชี ก็สามารถลงมือได้อย่างเต็มที่
แต่ลู่เยี่ยไม่เคยคิดเลยว่า ฉินชิงหลีจะยอมเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ไม่ยอมแต่งงานใหม่
นี่มันตรงกันข้ามกับที่เขาคาดคิดไว้อย่างสิ้นเชิง
ในตอนนั้นเอง ฉินอู๋ซางก็หยิบกล่องหยกใบหนึ่งออกมา แล้วส่งให้ลู่เยี่ย “เจ้าลองดูสิ่งของภายในนี้ เพื่อที่เจ้าหนุ่มอย่างเจ้าจะได้ไม่เข้าใจตระกูลฉินผิด”
ภายในกล่องหยกมีจดหมายหนาปึก
“นี่คือจดหมายที่น้องสาวของข้าส่งกลับมาในช่วงสามปีที่เจ้ายังไม่ฟื้นคืนสติ รวมทั้งหมดแล้วมีหนึ่งร้อยสิบเก้าฉบับ เฉลี่ยประมาณสามฉบับต่อเดือน ซึ่งเนื้อความทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับเจ้า!”
ฉินเหวินเป้าที่อยู่ด้านข้างอธิบายเล็กน้อย น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ใบหน้าดำคล้ำราวกับก้นหม้อ
“นี่มัน…”
ลู่เยี่ยตระหนักว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง หยิบจดหมายจากกล่องหยกขึ้นมาอ่านทีละฉบับ
“ท่านพ่อ ลูกได้ขอ ‘โอสถวิญญาณไขกระดูกทองคำสวรรค์’ สามเม็ดจากท่านอาจารย์แล้ว ท่านต้องนำไปมอบให้ตระกูลลู่ด้วยตนเองนะเจ้าคะ จะดีที่สุดหากท่านช่วยป้อนให้พี่ลู่เยี่ยด้วยตนเอง และช่วยเขาในการหลอมรวมฤทธิ์ยา…”
“น่ารำคาญนัก… ท่านอาจารย์กักบริเวณลูก ไม่ให้ลูกไปเยี่ยมพี่ลู่เยี่ย ท่านพ่อ ขอรบกวนท่านช่วยดูแลพี่ลู่เยี่ยด้วยนะเจ้าคะ!”
“ลูกยอมแต่งงานกับเขา ชั่วชีวิตนี้มิมีวันเปลี่ยนใจ ต่อให้ถูกทอดทิ้งอย่างไร้ความเมตตา ข้าก็จะไม่รู้สึกละอาย! เพื่อไม่ให้ลูกต้องเป็นหม้ายทั้งที่ยังมีชีวิต ท่านพ่อต้องไม่ทอดทิ้งพี่ลู่เยี่ยนะเจ้าคะ…”
…
หลังจากอ่านจดหมายฉบับแล้วฉบับเล่า จิตใจอันปั่นป่วนของลู่เยี่ยไม่สามารถสงบลงได้เป็นเวลานาน
เขาไม่เคยคิดเลยว่า ตลอดสามปีที่ผ่านมา ฉินชิงหลีจะยังคงห่วงใยเขาอยู่ตลอด
เพื่อตัวเขาเองแล้ว นางยอมถึงขั้นใช้ความตายมาบีบบังคับเพื่อไม่ให้ถูกบังคับให้ต้องแต่งงานใหม่
แม้จะต้องไปขอโอสถจากสำนักก็ยังไม่ยอมแพ้
อีกทั้งยังหลายครั้งที่ขอร้องให้บิดาของนางคอยช่วยเหลือ…
และในจดหมายทั้งหมดที่ส่งมาตลอดสามปีนี้ ประโยคที่ฉินชิงหลีถามมากที่สุดคือ
“ท่านพ่อ พี่ลู่เยี่ยตื่นขึ้นแล้วหรือยังเจ้าคะ?”