บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 6 เพื่อไม่ให้เป็นบุตรเขยแต่งเข้าตระกูล
บทที่ 6 เพื่อไม่ให้เป็นบุตรเขยแต่งเข้าตระกูล
ภายในห้องเงียบสงัด
แสงอรุณรุ่งสาดส่องผ่านขอบหน้าต่าง ตกกระทบลงบนพื้น ในแสงนั้นมีฝุ่นผงฟุ้งกระจายล่องลอยอยู่
ลู่เยี่ยอ่านจดหมายปึกหนานั้นจบหมดแล้ว เขานิ่งเงียบไปเป็นเวลานาน
นึกถึงเมื่อคืนตอนที่ฝึกฝน พลังของสมุนไพรวิญญาณจำนวนมากที่สะสมอยู่ในร่างกายของเขานั้น
ชัดเจนว่าส่วนหนึ่งมาจากตระกูล และอีกส่วนหนึ่งมาจากฉินอู๋ซางและฉินชิงหลี!
สรุปแล้ว ครานี้เขาเข้าใจผิดไปจริง ๆ
โชคดีที่เขาไม่ได้นำหนังสือยกเลิกการหมั้นออกมาทันที มิเช่นนั้นเขาก็คงกลายเป็นตัวตลกไปเสียแล้ว!
“ลู่เยี่ย สิ่งที่ข้าจะพูดต่อไปนี้ เป็นเรื่องสำคัญอย่างแท้จริง”
ฉินอู๋ซางกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ บุคลิกเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน คิ้วและตาคมกริบราวสายฟ้า กลิ่นอายทั่วร่างเต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม
แม้ท่วงท่าที่นั่งจะผ่อนคลายอย่างสบาย ๆ แต่ก็ราวกับเป็นราชันผู้ยิ่งใหญ่ที่กลืนกินทั่วทั้งแปดทิศและมองลงมาที่โลกมนุษย์ ทำให้บรรยากาศทั้งห้องกดดันลงในทันที
ช่างสมกับเป็นปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์ที่อยู่ในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง!
ร่างกายของลู่เยี่ยพลันเกร็งขึ้น ราวกับมีหนามทิ่มแทงที่หลัง
แรงกดดันที่มองไม่เห็นของปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์นั้น สามารถทำให้จิตเทวะของผู้ฝึกตนในใต้หล้าหวาดกลัวได้โดยง่าย
มีพลังให้ผู้อื่นยอมแพ้โดยไม่ต้องต่อสู้ ช่างน่าหวาดกลัวอย่างไร้ขอบเขตจริง ๆ
แต่ทว่าลู่เยี่ยกลับมีจิตใจที่สงบนิ่ง ไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดันใด ๆ
“ท่านลุง โปรดว่ามาเถิดขอรับ” ลู่เยี่ยเอ่ยปากอย่างสงบเยือกเย็น
ในช่วงสามปีที่อยู่ในสนามรบนอกอาณาเขต เขาล้วนเคยเห็นเรื่องใหญ่โตมาแล้วทั้งสิ้น แม้แต่การพูดคุยอย่างสนุกสนานกับบุคคลระดับบรรพจารย์ก็เคยมาแล้ว
สภาวะแรงกดดันที่มองไม่เห็นของขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถสั่นคลอนจิตใจของเขาได้
ฉินอู๋ซางมีแววประหลาดวูบหนึ่งผ่านดวงตาแวบหนึ่งอย่างยากที่จะสังเกตเห็น คิดในใจว่า
‘จิตใจและเจตจำนงของเด็กหนุ่มคนนี้ช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน ไม่ธรรมดาเลย!’
ในตอนนั้นเองเขาก็เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ชิงหลีถึงกับเอาชีวิตของนางมาขู่ว่า จะไม่แต่งงานกับใครนอกจากเจ้า ข้าในฐานะบิดาและประมุขตระกูลฉิน ย่อมเคารพความตั้งใจของนาง”
“แต่ข้ากังวลว่า ตัวเจ้าในยามนี้ยังไม่มีความสามารถที่จะดูแลชิงหลีได้ดีพอ”
“เช่นนั้นแล้ว ข้าให้ทางเลือกเจ้าสองทาง”
“หนึ่ง ข้าจะลงมือช่วยเหลือตระกูลลู่ของเจ้าเอง ช่วยแก้ไขวิกฤตครั้งนี้ แต่เจ้าต้องกลับไปตระกูลฉินกับข้า และเมื่อเจ้าอายุครบสิบแปดปี ข้าก็จะจัดการให้เจ้าแต่งงานกับชิงหลีทันที”
“วิธีการนี้จะสามารถปิดปากทุกคนในตระกูลฉินได้ ถึงตอนนั้นจะไม่มีใครสามารถคัดค้านการแต่งงานครั้งนี้ได้อีก!”
ลู่เยี่ยส่ายหน้าอย่างเด็ดขาดและกล่าวว่า “ข้าเลือกทางเลือกที่สอง!”
‘ล้อเล่นอะไรกัน หากเขาไปตระกูลฉิน มิใช่กลายเป็นเขยแต่งเข้าตระกูลหรอกหรือ?’
ในที่สุดลู่เยี่ยก็เข้าใจแล้วว่า เหตุใดตนเพิ่งจะมาหาเท่านั้น ว่าที่พ่อตาก็จะลากตนไปสังหารคนเสียแล้ว แท้จริงแล้วคือเขาต้องการใช้โอกาสนี้ให้ตนกลายเป็นเขยแต่งเข้าตระกูล!
ฉินอู๋ซางทอดสายตามองไปที่ลู่เยี่ยอย่างลึกซึ้ง แล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นก็จงพิสูจน์ให้ข้าและทุกคนในตระกูลฉินได้เห็นว่า เจ้าลู่เยี่ยมีความสามารถเพียงพอที่จะดูแลชิงหลี!”
ลู่เยี่ยถาม “พิสูจน์อย่างไร?”
ฉินอู๋ซางโน้มตัวไปข้างหน้า จ้องมองลู่เยี่ยด้วยสายตาคมกริบ แล้วเอ่ยช้า ๆ ทีละคำว่า “เจ้าจงไปแก้ไขวิกฤตของตระกูลลู่ด้วยตัวของเจ้าเอง!”
“แน่นอนว่า หากเจ้ารับมือไม่ไหว เจ้าสามารถมาขอความช่วยเหลือจากข้าได้ แต่หากเป็นเช่นนั้น หลังจากเรื่องนี้จบลง เจ้าต้องกลับไปที่ตระกูลฉินกับข้า!”
เสียงก้องกังวานไปทั่วห้อง บรรยากาศกลายเป็นความเงียบงันและความกดดัน
ฉินเหวินเป้าที่เฝ้าดูอยู่ตลอดพลันหายใจติดขัดทันที เขารู้สึกถึงกลิ่นอายความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของบิดาอย่างรุนแรง
แต่แล้วก็เห็นลู่เยี่ยตอบกลับไปโดยไม่ต้องคิดให้มากความว่า “ข้าตกลง!”
ในฐานะประมุขตระกูล วิกฤติของตระกูลลู่ย่อมต้องได้รับการแก้ไขโดยเขา ถึงแม้ว่าฉินอู๋ซางจะไม่ได้เรียกร้อง เขาก็ตั้งใจจะทำเช่นนั้นอยู่แล้ว
“ช่างมีจิตใจที่กล้าหาญยิ่งนัก สายตาของชิงหลีของข้าช่างไม่ธรรมดาจริง ๆ!”
ฉินอู๋ซางเอ่ยชม เด็กหนุ่มตรงหน้าเขานี้แฝงไว้ด้วยความสง่างามบางอย่างของลู่ซิงอี้อยู่ไม่น้อย!
“สำหรับคุณหนูชิงหลี ท่านลุงเป็นบิดาที่ดี และมีแต่ความห่วงใย ส่วนสำหรับข้า ท่านลุงเป็นผู้อาวุโสที่เข้าอกเข้าใจและมีเหตุผล!” ลู่เยี่ยกล่าวอย่างจริงจัง
ฉินอู๋ซางอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาด้วยความยินดี เขารู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก
ฉินเหวินเป้าไม่สามารถยิ้มออกมาได้ เขาเพียงแต่นั่งนิ่งด้วยสีหน้าเคร่งขรึมโดยไม่พูดอะไร
หากลู่เยี่ยประสบความสำเร็จ ย่อมไม่มีใครกล้าคัดค้านเรื่องการแต่งงานระหว่างอีกฝ่ายกับน้องสาวของเขาอีกต่อไป
แต่หากลู่เยี่ยล้มเหลว เขาก็เพียงแค่ต้องไปเป็นบุตรเขยที่แต่งเข้าตระกูลฉิน แต่สุดท้ายแล้ว เขาก็ยังคงเป็นสามีของน้องสาวของเขาอยู่ดี!
“พี่ใหญ่ อย่าทำหน้าบึ้งนักเลย เปิดใจให้กว้างเสียหน่อย ไม่ว่าจะอย่างไร วันข้างหน้าพวกเราก็จะเป็นครอบครัวเดียวกัน มา ยิ้มหน่อ!”
ลู่เยี่ยหัวเราะพลางตบไหล่ของฉินเหวินเป้า ทำตัวเป็นกันเองอย่างยิ่ง
ฉินเหวินเป้า “หึ ๆ ๆ!”
ลู่เยี่ย “…”
“ท่านลุง หากข้าคาดการณ์ไม่ผิด การที่ท่านเข้ามาครอบครองที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู่ของข้าในครั้งนี้ เกรงว่าคงมีเหตุผลซ่อนเร้นอยู่ใช่หรือไม่?”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น!”
ฉินอู๋ซางมองลู่เยี่ยอย่างชื่นชม
“แปดวันก่อน เมื่อข่าวสงครามที่ด่านเทียนหลางส่งกลับมา ข้าก็ได้เข้ายึดครองหอจันทราแห่งนี้ทันที”
“และก็เป็นไปตามที่ข้าคาดไว้ ในยามนี้ มีผู้คนบางกลุ่มจับจ้องมาที่ที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู่พวกเจ้า และหวังจะฉวยโอกาสในยามคับขันนี้เข้ายึดครอง”
เขาสะบัดแขนเสื้อไปมา พลันใดนั้นเองศีรษะที่เปื้อนเลือดถึงหกศีรษะปรากฏขึ้นบนโต๊ะ
ดวงตาของลู่เยี่ยหรี่ลง “พวกเขาคือใคร?”
“มีสุนัขรับใช้สองตัวจากตระกูลพาน มีทหารหน่วยกล้าตายสองคนที่เลี้ยงดูโดยกรมตรวจการเสวียนจิ้งแห่งชางโจว ส่วนอีกสองคนที่เหลือมาจากตระกูลหลี่และตระกูลฟางในเมืองอวิ๋นเหอ”
ฉินอู๋ซางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ทั้งหกคนนี้ถือเป็นหัวหน้าเล็ก ๆ ข้าเก็บศีรษะของพวกมันไว้ใช้ประโยชน์ ส่วนตัวละครที่ไม่สำคัญอื่น ๆ ถูกจัดการไปหมดแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลู่เยี่ยก็เข้าใจทันทีว่า ที่แท้ที่ฉินอู๋ซางเข้ายึดครองหอจันทราและควบคุมที่ดินบรรพบุรุษตระกูลลู่ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูภายนอกฉวยโอกาสเข้าโจมตีในยามที่พวกเขากำลังประสบปัญหา
“และเพื่อให้เจ้าวางใจ สิ่งที่ข้าทำไป นอกจากเพราะเกี่ยวข้องกับตัวเจ้าแล้ว ยังเกี่ยวพันกับอารองของเจ้าด้วย”
ฉินอู๋ซางสะบัดแขนเสื้ออีกครั้ง ศีรษะเหล่านั้นก็พลันหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“ท่านอารองของข้า?”
ฉินอู๋ซางพยักหน้า “อารองของเจ้ามีความเกี่ยวข้องกับสงครามที่ด่านเทียนหลางนั้นอย่างมาก อีกทั้งยังมีความลับที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ข้าก็กำลังสืบเรื่องนี้อยู่เช่นกัน หากรู้ความจริงเมื่อใด ข้าจะบอกเจ้าเอง”
ชั่วขณะนั้น ใจของลู่เยี่ยพลันจมดิ่งลง เหมือนที่เขาคาดไว้ สงครามที่ด่านเทียนหลางมีเบื้องหลังซับซ้อนอยู่จริง ๆ
“เรื่องสำคัญคุยกันเสร็จแล้ว ต่อไปพวกเรามาสะสางบัญชีกันเถิด”
ฉินอู๋ซางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “หากวันนี้ไม่สะสางบัญชีให้ชัดเจน เจ้าคงจะไม่สบายใจ”
เขาหยิบสมุดบัญชีเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ “เจ้าลองดูเถิด”
ลู่เยี่ยไม่เกรงใจ เขารับสมุดบัญชีขึ้นมาพลิกดู
หลังจากผ่านไปสักพัก เขาก็ขมวดคิ้วอย่างเงียบ ๆ
บัญชีนี้ไม่ถูกต้อง!
แววตาของฉินอู๋ซางฉายแววประหลาด
“ในช่วงสามปีที่ผ่านมา กิจการของหอจันทราได้รับการดูแลโดยพานอิ๋งซิ่ว พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้า ข้าได้ตรวจสอบบัญชีในช่วงสามปีมานี้แล้ว พบว่ารายได้ทั้งหมดของหอจันทราขาดหายไปสองส่วน”
“นั่นก็คือขาดหายไปถึงหนึ่งพันหนึ่งร้อยเหรียญทองคำบริสุทธิ์!”
“กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้ที่ยักยอกรายได้ของหอจันทราแท้จริงแล้ว กลับเป็นคนในตระกูลลู่ของพวกเจ้าเอง”
ลู่เยี่ยเงียบไป
เพียงแค่สามปีเท่านั้น รายได้ก็หายไปหนึ่งพันหนึ่งร้อยเหรียญทองคำบริสุทธิ์ นี่เป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลย
ในดินแดนต้าเฉียน เหรียญทองคำบริสุทธิ์หนึ่งเหรียญสามารถแลกได้หนึ่งร้อยเหรียญเงินบริสุทธิ์ ซึ่งเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายของครอบครัวธรรมดาไปถึงสิบปี!
เมื่อวานนี้ ลู่เยี่ยก็รู้แล้วว่าพานอิ๋งซิ่วหาได้มีเจตนาดี นางพยายามยุยงให้เขาไปหาฉินอู๋ซางเพื่อสะสางบัญชี
ทว่าสิ่งที่น่าขบขันคือ เมื่อสะสางบัญชีเสร็จสิ้นแล้ว กลับพบว่าเกี่ยวข้องกับพานอิ๋งซิ่ว!
“แม้จะระแวดระวังโจรภายนอกมากมายเพียงใด ก็ยังยากที่จะป้องกันโจรในบ้าน หากไม่ได้รับคำชี้แนะจากท่านลุง ยามนี้ข้าคงยังคงถูกหลอกอยู่ในความมืด”
ลู่เยี่ยถอนหายใจ
หลังจากพูดคุยกันอีกครู่หนึ่ง ลู่เยี่ยก็ลุกขึ้น แล้วขอตัวลา
นอกจากการเยี่ยมเยียนฉินอู๋ซางในวันนี้แล้ว เขายังมีธุระอื่นที่ต้องทำอีก
“หลับใหลมาสามปี จากจุดที่เคยรุ่งโรจน์ก็ตกลงสู่โคลนตม จมอยู่ในความต่ำต้อย บัดนี้ได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ยังต้องเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่ของตระกูล ช่างน่าสงสารจริง ๆ”
“ยังดีที่เขาไม่สูญเสียความสง่างามที่มี แต่กลับยิ่งเหนือกว่าในอดีตเสียอีก!”
มองตามเงาร่างของลู่เยี่ยที่จากไป ฉินอู๋ซางก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถ้อยคำชื่นชมออกมา
“ดูเหมือนว่าท่านจะพึงพอใจกับว่าที่สามีของชิงหลีมากเลยนะเจ้าคะ”
ขณะนั้นเองก็มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาจากประตูข้าง นางสวมชุดผ้าธรรมดา ประดับด้วยปิ่นปักผมเรียบง่าย รูปลักษณ์ธรรมดา มีเพียงดวงตาที่กระจ่างใจบริสุทธิ์เท่านั้น
ฉินเหวินเป้าเดินไปข้างหน้าแล้วประสานมือคารวะ “หลานชายคารวะท่านอาหญิงหลิวขอรับ”
หญิงสาวผู้นี้มีนามว่า หลิวจิ่น แม้จะดูไม่โดดเด่นสะดุดตา แต่แท้จริงแล้วนางเป็นผู้อาวุโสที่มีพลังบำเพ็ญลึกล้ำยากหยั่งถึง
แม้แต่บิดาของเขาก็ยังต้องให้ความเคารพนางสามส่วน!
ฉินเหวินเป้าเป็นคนรู้กาลเทศะดี เขาหันหลังเดินจากไป ปล่อยห้องไว้ให้สำหรับบิดาและหลิวจิ่น
“ข้าขอกล่าวตรง ๆ สักหน่อยเถิด ข้าไม่เห็นด้วยกับเด็กหนุ่มที่ชื่อลู่เยี่ยนั่น”
หลิวจิ่นมีเสียงไพเราะน่าฟัง กล่าวอย่างไม่รีบร้อน “เขาทำอะไรหุนหันพลันแล่นเกินไป หากจะกล่าวให้แย่หน่อยก็คือ หากสหายเต๋าต้องการทำร้ายเขาจริง ๆ ด้วยพลังบำเพ็ญเพียงเล็กน้อยที่เขามีนั้น มันจะต่างอะไรกับการมาหาความตายถึงที่เล่า?”
‘มาหาความตายถึงที่หรือ?’
แววตาของฉินอู๋ซางเผยแววประหลาด เขากล่าวว่า “มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า เขาเตรียมพร้อมมาอย่างดีแล้ว จึงเต็มไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมเช่นนั้น?”
หลิวจิ่นอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “ในโลกนี้ มีอะไรที่สามารถทำให้เด็กหนุ่มที่อยู่ในขอบเขตชักนำวิญญาณกล้าที่จะไม่เกรงกลัวการข่มขู่จากปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์ด้วยเล่า?”
ฉินอู๋ซางไม่ได้แสดงความคิดเห็นใด
หลิวจิ่นกล่าวต่ออย่างจริงจัง “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะเป็นคนเลวที่ทำลายงานแต่งงานในครั้งนี้ แต่ข้าต้องเตือนสหายเต๋าว่า ชิงหลีในยามนี้เป็นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักกระบี่เก้าสวรรค์แล้ว!”
“พรสวรรค์ของนางมีความพิเศษยิ่งนัก วันข้างหน้านางมีโอกาสที่จะก้าวออกจากต้าเฉียน และมุ่งหน้าไปยังสำนักเต๋าโบราณระดับสูงสุดของดินแดนหลิงชาง เพื่อไปฝึกฝนได้เลยทีเดียวเชียว”
“หากเพราะสัญญาหมั้นหมายฉบับเดียว ผูกมัดอนาคตของนางไว้ ผลลัพธ์เช่นนี้ท่านยินดีที่จะเห็นเช่นนั้นหรือ?”
ฉินอู๋ซางส่ายหน้า พลางหัวเราะเสียงดัง กล่าวอย่างเต็มไปด้วยความองอาจว่า
“ข้าเชื่อมั่นในสายตาของชิงหลีมากกว่าอื่นใด ถึงแม้ว่าลู่เยี่ยในภายภาคหน้าจะกลายเป็นเพียงคนธรรมดา แต่เขาก็ยังเป็นบุตรเขยของข้าฉินอู๋ซาง! ข้าจะรับรองด้วยตนเองว่า เขาจะไม่มีความกังวลไปชั่วชีวิต!”
หลิวจิ่นส่ายหน้าไม่พูดอะไร ชัดเจนว่านางไม่เห็นด้วย
“วางใจเถิด ข้าเองก็เคยเป็นบุตรเขยแต่งเข้าตระกูลเช่นกัน ในยามนั้นสถานะของมารดาชิงหลีสูงส่งกว่าข้ามากมายนัก”
ฉินอู๋ซางกล่าวพลางยิ้มตาหยี “แม้ว่าสุดท้ายแล้วพวกเราทั้งสองไม่ได้อยู่ร่วมกัน แต่อย่างน้อยพวกเราก็เคยมีช่วงเวลาแห่งความรักใคร่ และให้กำเนิดลูกสาวที่ยอดเยี่ยมอย่างชิงหลี ชีวิตมีได้เพียงเท่านี้ จะเรียกร้องความสมบูรณ์แบบไปด้วยเหตุใดเล่า?”
หลิวจิ่น “…”
ช่างเถิด ที่ฉินอู๋ซางเข้าอกเข้าใจเจ้าหนูลู่เยี่ยมากเช่นนี้ ที่แท้ก็เพราะเคยเป็นบุตรเขยแต่งเข้าตระกูลมาก่อน!