บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 63 ชายหญิงชั่วช้า
บทที่ 63 ชายหญิงชั่วช้า
ภายในถ้ำมีชายหนึ่งหญิงหนึ่ง
บทสนทนาระหว่างเขาทั้งสองถูกลูเยี่ยจับความได้อยางชัดเจน
“ไม่นึกเลยว่าลูเยี่ยจะมีพลังการต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ ข้าไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าในโลกนี้จะมีขอบเขตชักนำวิญญาณที่เหลือเชื่อถึงขนาดนี้ได้อย่างไร!”
ชายหนุ่มสีหน้าเคร่งขรึม “หากเมื่อครู่พวกเราบุ่มบ่ามลงมือ ก็มีแต่จะประสบเคราะห์ร้ายอย่างแน่นอน!”
หญิงสาวกล่าวอย่างไม่ยี่หระ “กลัวอะไรกัน คุณชายได้มอบยันต์อำพรางกายซ่อนกลิ่นอายให้พวกเราคนละแผ่น
มันเพียงพอที่จะปิดฟ้าข้ามทะเล ทำให้ไม่มีใครสามารถค้นพบพวกเราได้!”
หญิงสาวหยุดไปครู่หนึ่งแล้วเย้ยหยันว่า “แม้ลูเยี่ยจะน่ากลัว แต่เมื่อครู่นี้เขาก็ไม่ได้ค้นพบเช่นกันว่าพวกเรากำลังจับตาดูเขาอยู่ตลอดเวลา!”
ชายหนุ่มถอนหายใจกล่าวว่า “เมื่อครู่นี้เจ้าไม่ควรไปหยิบถุงเก็บของพวกนั้น ข้ากล้าพนันเลยว่าลูเยี่ยต้องรู้สึกบางอย่างแน่!”
หญิงสาวเอามือปิดปากหัวเราะกล่าวว่า “แต่เขาจะไม่มีวันหาพวกเราเจอไม่ใช่หรือ?”
“ข้าได้ส่งข่าวไปถึงคุณชายแล้ว
ชายหนุ่มกล่าวว่า “ต่อจากนี้พวกเราก็รออยู่ที่นี่ ดูว่าคุณชายจะตัดสินใจอย่างไร”
“ศิษย์พี่ พวกเรานั่งรอเฉย ๆ จะไม่น่าเบื่อเกินไปหรือ?”
หญิงสาวส่งสายตาเย้ายวนชวนหลงใหล
“เช่นนั้นก็รอไปพลางทำเรื่องอื่นไปพลาง!”
สายตาของชายหนุ่มกวาดมองร่างอันอวบอิ่มและขาวผ่องของหญิงสาว จิตใจร้อนรุ่ม จึงพุ่งเข้านางทันที
ภายในถ้ำที่มืดมิดแห่งนี้จึงได้เกิดฉากรักเร่าร้อนขึ้น
เต็มไปด้วยแรงขับเคลื่อนทางเพศอันดิบเถื่อน
ลูเยี่ยจ้องมองด้วยความเพลิดเพลิน
แต่ที่น่าเสียดายคือมันสั้นเกินไป
ยังไม่ทันได้เพลิดเพลินให้เต็มที่ก็จบลงอย่างกะทันหัน
ลูเยี่ยไม่รอช้าอีกต่อไป อาศัยความมืดของราตรีเป็นเครื่องพรางกาย ค่อย ๆ ย่องเข้าไปใกล้ถ้ำแห่งนั้น
“ในเมื่อทั้งสองท่านมีความสุขกันอย่างเต็มที่แล้ว ไฉนไม่มาสนทนากันสักเล็กน้อย?”
ลูเยี่ยยืนอยู่นอกถ้ำ มือข้างหนึ่งถือดาบและสะพายดาบยาวพร้อมฝักไว้บนหลัง
นี่คือของรางวัลที่ได้มาเมื่อครู่นี้
ล้วนเป็นวัตถุล้ำค่าระดับตำหนักวิญญาณ
เมื่อเทียบกับหอกใหญ่สีเงินที่ได้มาก่อนหน้านี้ ลูเยี่ยชอบดาบกับกระบี่มากกว่า
ภายในถ้ำเดิมทีชายหนุ่มกำลังนอนอย่างสบายอยู่บนทรวงอกอันงดงามของหญิงสาว ใช้ไม้จิ้มฟันแคะฟันของตน
ยามนี้เขาตกใจจนผุดลุกขึ้นนั่ง ไม้จิ้มฟันหล่นไปแล้ว
“เจ้านั่นรู้ว่าพวกเราอยู่ที่นี่ตั้งแต่แรกแล้วหรือ?”
หญิงสาวยิ่งสีหน้าซีดเผือด รีบคว่าเสื้อผ้ามาปิดบังทรวงอกอันอวบอิ่มของนาง
“อย่ากลัวไป ขอเพียงท่านทั้งสองให้ความร่วมมือ ข้ายินดีทำความดีสักครั้ง ส่งท่านทั้งสองไปเป็นคู่รักร่วมโบยบินสู่ปรโลกพร้อมกัน จะได้มีคนดูแลกันและกันระหว่างทาง”
ลูเยี่ยกล่าวพลางเตะเท้าออกไป
ค่ายกลที่ปกคลุมถ้ำแห่งนั้นพังทลายลงอย่างรุนแรง
และลูเยี่ยก็เดินเข้าไปในถ้ำอย่างสบายตา
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้ชายหญิงคู่นั้นรู้สึกขนพองสยองเกล้า
“ข้าจะสู้กับเขาจนถึงที่สุด!”
“ดี! เข้าโจมตีพร้อมกัน!”
หญิงสาวกำมีดสั้นสีดำไว้ในมือ แม้จะเตรียมสู้สุดชีวิต แต่ร่างของนางกลับถอยกรูดอย่างฉับพลัน
ชายหนุ่มราวกับรู้ล่วงหน้า ในขณะที่หญิงสาวถอยหนี เขาพุ่งไปคว้าลำคอของนางไว้อย่างรวดเร็ว แล้วเหวี่ยงร่างนางไปทางลูเยี่ยอย่างรุนแรง
“ศิษย์พี่ท่าน…!”
หญิงสาวกรีดร้องด้วยความตกใจ
ลูเยี่ยเบิกตากว้าง
ชายหญิงชั่วช้าคู่นี้ไม่ได้ตั้งใจจะสู้ตาย แต่ชัดเจนว่ากำลังหลอกลวงทำร้ายกันเอง
ในความคิดที่แวบเข้ามา ลูเยี่ยถือดาบฟันออกไป สันดาบฟาดลงบนร่างของหญิงสาวอย่างแรง
หญิงสาวร่วงลงบนพื้น ถูกสันดาบฟาดกระแทกเข้าที่ทรวงอกอันน่าภาคภูมิ เสียงกระดูกหักดังสนั่นติดกัน ความเจ็บปวดทำให้นางเกือบสลบไป
“ไสหัวไป!”
ในทันทีที่เขาโยนหญิงสาวออกไป ชายหนุ่มก็พุ่งเข้าโจมตีตามมาแล้ว
เขาต่อยหมัดออกไปโดยตรง แขนที่หนาราวกับหินผาระเบิดแสงศักดิ์สิทธิ์สีม่วงอันน่าสะพรึงกลัวออกมา ทำให้หมัดนี้พุ่งเข้าใส่ราวกับสายฟ้าฟาด
ลูเยี่ยพลิกข้อมือฟันดาบออกไปอีกครั้ง
แขนขวาของชายหนุ่มผู้นั้นลอยขึ้นไปในอากาศ
ท่ามกลางโลหิตที่สาดกระเซ็น ลูเยี่ยเตะเท้าออกไปส่งชายหนุ่มผู้นั้นลอยละลิ่วออกไป กระแทกเข้ากับกำแพงที่ปลายสุดของถ้ำหิน จากกำแพงแตกกระเด็นไปทั่ว
หญิงสาวมีสีหน้าหวาดกลัว เอ่ยเสียงสั่นเครือ “คุณชายลู ไม่ว่าท่านอยากรู้สิ่งใด ข้ายินดีให้ความร่วมมือทั้งหมด โปรดเมตตาไว้ชีวิตข้าด้วย!”
“ข้าก็ยินดีให้ความร่วมมือเช่นกัน!”
ชายหนุ่มผู้นั้นหอบหายใจพลางร้องตะโกน “ยิ่งกว่านั้นข้ารู้เรื่องมากกว่านาง ย่อมมีคุณค่าต่อคุณชายลูมากกว่า!”
ลูเยี่ยโบกมือทำให้หญิงสาวสลบไป เงยหน้ามองชายหนุ่มผู้นั้นพลางกล่าวว่า
“ต่อไปข้าจะถาม เจ้าตอบ จำไว้คำถามเดียวกันนี้ข้าจะถามหญิงสาวคนนี้อีกครั้ง”
“หากคำตอบของพวกเจ้าทั้งสองมีจุดขัดแย้งกัน ก็อย่าได้โทษข้าว่าไม่ให้โอกาสเจ้า”
ชายหนุ่มผู้นั้นรู้สึกหวั่นใจทันที เขารู้ว่าไม่มีทางกลับลำได้อีกแล้ว จึงรีบกล่าวว่า “ข้ารับรองว่าจะให้ความร่วมมือ!”
ครึ่งชั่วยามต่อมา
ชายหญิงคู่นั้นกลายเป็นเถ้าถ่านปลิวกระจายเต็มพื้น
ลูเยี่ยหมุนตัวเดินออกจากถ้ำ
ก่อนหน้านี้เขาเพียงแค่พูดว่าจะส่งชายหญิงคู่นี้ไปปรโลกด้วยกัน แต่ไม่เคยรับปากว่าจะไม่สังหารพวกเขาทั้งสอง
อีกาหัวขาวรีบเข้ามาต้อนรับในทันที กล่าวว่า “สุนัขชายหญิงชั่วช้าคู่นี้มีวาสนาได้ช่วยเหลือท่านใต้เท้าของข้า นับว่าได้ทำความดีแล้ว หลังความตายย่อมได้รับผลบุญแน่นอน”
ลูเยี่ยอดหัวเราะไม่ได้
คนที่ตายไปแล้วจะมีผลบุญอะไรอีกเล่า?
ตรงกันข้าม เขาเองต่างหากที่เป็นผู้ส่งพวกเขาไปสู่ปรโลก และได้รับสิ่งของที่พวกเขาทิ้งไว้เป็นผลบุญ
“ไปเถิด ไปหาที่พักแถวนี้แล้วรอดูว่าเวยซุนจะกล้ามาหรือไม่”
ลูเยี่ยเดินเข้าสู่ความมืดของยามราตรี
ก่อนหน้านี้ชายหญิงคู่นี้ที่มีชื่อว่าเจียงเวยและเหยาฉิน ต่างให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี พวกเขาได้เล่าทุกสิ่งที่เขาต้องการรู้อย่างไม่มีปิดบัง
ในการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิครั้งนี้ เวยซุนได้เตรียมแผนการไว้หลายอย่างทีเดียว
เขาได้รวบรวมยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งในนามของตระกูลเวย เพื่อเข้าร่วมการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิ
รวมทั้งหมดมีสิบสามคน
เจียงเวยและเหยาฉินเป็นสองในจำนวนนั้น ทั้งคู่มีพลังบำเพ็ญขอบเขตตำหนักวิญญาณการหลอมรวมที่ห้า
นอกจากนี้เมื่อหลายวันก่อน เวยซุนได้มาที่เขาไป๋เยี่ยนพร้อมกับเจ้าเมืองเทียนปอฉง และได้ซ่อนแผนสำรองบางอย่างไว้ในภูเขาล่วงหน้าแล้ว
มีทั้งศาสตราอาคม มีวัตถุล้ำค่าสำหรับสังหารศัตรู มียันต์ลับที่มีประโยชน์หลากหลาย และอื่น ๆ อีกมากมาย
เช่น ยันต์อำพรางกายซ่อนกลิ่นอายที่เจียงเวยและเหยาฉินใช้ปิดบังพลังลมปราณ รวมถึงค่ายกลขนาดเล็กที่ติดตั้งไว้ที่ปากถ้ำ ล้วนเป็นฝีมือของเวยซุน
ลูเยี่ยไม่รู้สึกแปลกใจกับเรื่องนี้
ความจริงแล้วไม่เพียงแค่เวยซุนเท่านั้น พวกศัตรูจากตระกูลพาน ตระกูลหลี่ และตระกูลฟาง ก็ทำเช่นเดียวกัน
กฎการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิอะไรกัน ที่แท้ก็เพียงเป็นข้อจำกัดอาวุธสำหรับผู้อื่นเท่านั้น แต่กลับไม่มีประโยชน์อันใดต่อพวกเขาเลย
สิ่งที่ทำให้ลูเยี่ยรู้สึกแปลกใจก็คือ ในบรรดาสิบสามยอดฝีมือที่เวยซุนรวบรวมมาในครั้งนี้ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็มีเพียงแค่พลังบำเพ็ญขอบเขตตำหนักวิญญาณการหลอมรวมที่แปดเท่านั้น!
“เวยซุนผู้นี้ต้องเตรียมไพ่ใบสุดท้ายไว้แล้ว แน่นอนว่าต้องไม่ใช่แค่เท่านี้”
ลูเยี่ยมีลางสังหรณ์ว่า เวยซุนผู้เป็นทายาทตระกูลใหญ่ที่มีนิสัยโหดเหี้ยมและเจ้าเล่ห์เช่นนี้ จะต้องมีไม้ตายซุกซ่อนไว้อย่างแน่นอน
“ท่านใต้เท้า ท่านคิดว่าเวยซุนผู้นั้นจะมาหรือไม่?”
อีกาหัวขาวถาม
“ไม่หรอก”
ลูเยี่ยตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด “แต่หากข้าเดาไม่ผิด เขาจะส่งคนมาตายแทน”
ก่อนหน้านี้เจียงเวยและเหยาฉินได้สารภาพว่าพวกเขาได้ส่งสารถึงเวยซุน เพื่อรายงานเรื่องที่ลูเยี่ยสังหารเซวียเป่ยเหิง หลี่ชูหนาน และคนอื่น ๆ
และเมื่อครู่นี้ ลูเยี่ยได้ให้เจียงเวยส่งข่าวไปถึงเวยซุนอีกครั้ง
เนื้อหาค่อนข้างเรียบง่าย กล่าวว่าลูเยี่ยบาดเจ็บสาหัส วิงวอนให้เวยซุนรีบมาโดยเร็ว
จดหมายสองฉบับที่ส่งไปก่อนและหลัง เนื้อหาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ย่อมทำให้เวยซุนเกิดความสงสัย
ลูเยี่ยกล้ารับรองว่า เวยซุนจะไม่ลงมือเองในสถานการณ์ที่ไม่มีความมั่นใจอย่างแน่นอน เขาจะสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชามาตรวจสอบก่อนเท่านั้น
“ให้ตายเถอะ เวยซุนคนผู้นี้ดูเหมือนจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่รับมือได้ง่ายเลย”
อีกาหัวขาวเสนอว่า “ท่านใต้เท้า ท่านจะให้ข้าน้อยเป็นเหยื่อล่อ ร่วมมือกับท่านแสดงละครสักฉากหนึ่งหรือไม่?”
ลูเยี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้าพลางกล่าว “เอาไว้ค่อยว่ากันเมื่อถึงเวลาที่จำเป็นดีกว่า”
ไม่นานนักลูเยี่ยก็พบที่ซ่อนตัวแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในหุบเขาแห่งหนึ่ง เว้นแต่จะมองลงมาจากท้องฟ้า มิเช่นนั้นจะยากมากที่จะถูกคนพบ
“ข้าอยากจะดูสิว่ายันต์อำพรางกายซ่อนกลิ่นอายนี้ มีความลับอะไรซ่อนอยู่… ตราบใดที่สามารถไขความลับของยันต์นี้ได้ ไม่ว่าใครจะพกยันต์นี้ ก็จะหลบหนีจากสายตาของข้าไม่ได้”
ลูเยี่ยนั่งลงบนหนังสัตว์อันนุ่มนวลผืนหนึ่ง พลิกฝ่ามือขึ้นนำยันต์ลับสองชิ้นออกมา