บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 64 หลุมดำที่ไร้ก้น
บทที่ 64 หลุมดำที่ไร้ก้น
“ลูเยี่ยบาดเจ็บสาหัส?”
ในยามค่ำคืนเดียวกันนั้น เวยซุนนั่งอยู่บนก้อนหิน ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ข้ากล้ารับรองว่าเจียงเวยกับเหยาฉินต้องประสบเคราะห์กรรมแล้วแน่นอน!”
สีหน้าของเวยซุนเย็นชาลง
ก่อนหน้านี้เจียงเวยส่งข่าวมาทั้งหมดสองครั้ง
ครั้งแรกบอกว่าลูเยี่ยสังหารเซวียเป่ยเหิงและศัตรูอีกกว่าร้อยคน มีพลังการต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
แต่ครั้งที่สองกลับพูดเปลี่ยนไป กล่าวถึงลูเยี่ยที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส
เรื่องนี้จะไม่ทำให้เวยซุนรู้สึกแปลกใจได้อย่างไร?
“ความตายของพวกเขาทั้งสองคน กลับยืนยันเรื่องหนึ่งได้ นั่นคือตอนนี้ลูเยี่ยจะต้องอยู่ที่บริเวณหน้าผาชิงอวิ่นอย่างแน่นอน!”
เวยซุนพูดกับตัวเอง “ไม่แน่ว่าลูเยี่ยคงกำลังนั่งรออยู่ คอยให้ข้าไปหาเองเสียมากกว่า…”
“คุณชาย ลูเยี่ยผู้นี้มีพลังบำเพ็ญขอบเขตชักนำวิญญาณเท่านั้นไม่ใช่หรือ เขาจะร้ายกาจอย่างที่ท่านคาดเดาไว้จริงหรือ?”
ด้านข้าง ชายชุดเกราะสงครามที่มีรูปร่างใหญ่โตและผมยาวรุงรังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
“พูดเหลวไหล หากไม่ร้ายกาจ เขาจะมีคุณสมบัติให้ข้าพิจารณาว่าเป็นคู่ต่อสู้ได้อย่างไร”
เวยซุนกล่าว “เด็กผู้นี้เมื่ออายุสิบสี่ปี ก็ได้กลายเป็นจ้วงหยวนด้านวิถียุทธที่อายุน้อยที่สุดในรอบสามร้อยปีของต้าฉิน เพียงแค่นี้ทั้งใต้หลามีใครสามารถเทียบกับเขาได้?”
ชายชุดเกราะสงครามหรี่ตาลง “ชื่อเสียงของบุตรกิเลนแห่งตระกูลลู แน่นอนว่าข้าก็เคยได้ยินมาเช่นกัน”
“กูขุย เจ้าต้องจำไว้ว่าแม้จะเกลียดผู้อื่นเพียงใดก็ตาม ต้องยอมรับในข้อดีของคนผู้นั้น นั่นทั้งเป็นการให้ความสำคัญกับศัตรู และเป็นการให้ความเคารพต่อตนเองด้วย!”
เวยซุนหัวเราะขึ้นอย่างกะทันหัน “และตอนนี้ข้าจึงเข้าใจแล้วว่า เหตุใดลูเยี่ยจึงกล้าทำสัญญาเป็นตายกับข้า! พลังบำเพ็ญขอบเขตชักนำวิญญาณ สังหารเซวียเป่ยเหิง ผู้อยู่ในขอบเขตตำหนักวิญญาณการหลอมรวมที่เจ็ดได้อย่างง่ายดาย นับว่าไม่ธรรมดาจริง ๆ!”
ชายชุดเกราะสงครามที่ถูกเรียกว่ากูขุยกล่าว “คุณชาย เช่นนั้นพวกเราควรทำอย่างไรต่อไป?”
เวยซุนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบยันต์ลับชิ้นหนึ่งออกจากแขนเสื้อ แล้วยื่นให้ชายชุดเกราะสงคราม
“รอจนฟ้าสว่าง เจ้าพาคนอื่น ๆ ไปยังบริเวณหน้าผาชิงอวิ่นสักหน่อย”
“ยันต์ลับชิ้นนี้ต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี เมื่อพบกับลูเยี่ย ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องลังเล ลงมือสังหารทันที!”
“หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน อย่าดิ้นรน รีบถอนตัวทันที เข้าใจหรือไม่?”
กูขุยเก็บยันต์ลับไว้ “เข้าใจแล้ว!”
เวยซุนลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ “ไปเถิด หากมีสถานการณ์ใด ให้ใช้ยันต์ติดต่อสื่อสารหาข้าได้ทุกเมื่อ”
“แล้วคุณชายเล่า?”
“ข้ามีธุระอื่นต้องทำ”
เวยซุนหันหลังเดินจากไปสู่ความมืดมิดยามราตรีที่อยู่ไกลออกไป
เมื่อฟ้าสว่าง ความมืดที่ปกคลุมอยู่บนเขาไป๋เยี่ยนถูกขับไล่ออกไป ทุกสิ่งทุกอย่างกลับกลายเป็นสดใสขึ้นมา
นอกเขาไป๋เยี่ยน
“ข้าไม่รู้ว่าสถานการณ์บนภูเขาเป็นอย่างไรบ้างแล้ว”
หลี่หยวนชงขมวดคิ้วแน่น
สำหรับบรรดาผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ตรงนั้น คืนที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่ง
การสูญเสียโคมไฟสวรรค์เงาจารึกไป ทำให้พวกเขาเสมือนคนตาบอด ไม่อาจรับรู้สถานการณ์ของการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิได้อีกต่อไป
ลูเยี่ยตายแล้วหรือยัง?
ไม่มีใครรู้ และก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้
แต่ปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ พานโชวหู ก็ยังไม่ชอบความรู้สึกเช่นนี้
เขาส่งเสียงกระแสจิตถามว่า “หลัวหง ไม่มีวิธีที่จะเปลี่ยนโคมไฟสวรรค์เงาจารึกใหม่ได้อีกแล้วหรือ?”
หลัวหงกล่าวอย่างขมขืน “โคมไฟสวรรค์เงาจารึกเป็นของล้ำค่ายิ่ง กรมตรวจการเสวียนจิงของข้ามีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น แม้ว่าจะไปยืมจากที่ว่าการกรมตรวจการเสวียนจิงอื่น แต่กว่าจะยืมกลับมาได้ การล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิก็คงจบลงแล้ว”
“ไม่อาจรอต่อไปอีกแล้ว!”
พานโชวหูแสดงความเด็ดขาดของปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ ส่งเสียงกระแสจิตไปหาเทียนปอฉง
“เจ้าจงหาที่ที่ไม่มีผู้คน แล้วส่งสารไปถึงพวกปีศาจใหญ่ที่ครอบครองเขาไป๋เยี่ยน”
“บอกพวกมันให้รีบลงมือทันที!”
“หากทำภารกิจล้มเหลว ข้าพานโชวหูจะเข้าไปในภูเขาด้วยตนเอง และจะสังหารพวกมันทั้งหมดให้สิ้น!”
เทียนปอฉงรีบรับคำสั่งทันที “ขอรับ!”
ทั่วทั้งเขาไป๋เยี่ยน มีกำลังพลของเวยซุน รวมถึงกำลังของตระกูลหลี่ ตระกูลฟาง และสำนักศึกษาเทียนเหอด้วย
พานโชวหูคิดในใจ บัดนี้ยังมีเหล่าปีศาจในภูเขาเพิ่มมาอีก ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเศษสวะขอบเขตชักนำวิญญาณคนเดียวจะยังมีชีวิตรอดได้อีก!
ในหุบเขา ลูเยี่ยตื่นขึ้นจากการนั่งสมาธิ
“แปลกจริง ขอบเขตชักนำวิญญาณขั้นเก้าของข้านี้ เหตุใดจึงเหมือนหลุมดำที่ไร้ก้นเช่นนี้”
ลูเยี่ยขมวดคิ้ว
สามวันก่อน หลังจากที่เขาปรับปรุงคัมภีร์หลอมเก้าแห่งฮุนตุนในดินแดนแห่งปฐมกำเนิด ทำให้เขาทะลวงกำแพงขวางกั้นของพลังบำเพ็ญ ส่งผลให้พลังบำเพ็ญก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว
แต่ในช่วงสามวันนี้ ลูเยี่ยได้ดูดซับหินวิญญาณระดับต่ำไปแล้วกว่าพันก้อน แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์ของขอบเขตชักนำวิญญาณขั้นเก้าได้
เมื่อคืนนี้ลูเยี่ยก็ยังไม่ละความพยายาม ได้ดูดซับสมุนไพรวิญญาณที่บำรุงร่างกายไปอีกหนึ่งชุดในคราวเดียว
พลังบำเพ็ญยังคงไมอาจบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์ได้!
ทว่าถึงแม้จะไม่บรรลุถึงขั้นสมบูรณ์ แต่ลูเยี่ยกลับรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า พลังบำเพ็ญของตนกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง!
หากกล่าวอย่างเคร่งครัด ร่างกายของเขา จิตเทวะ และพลังบำเพ็ญ ล้วนยังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลง!
ไม่มีวี่แววว่าจะถึงขีดจำกัดเลยแม้แต่น้อย
นี่เป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างยิ่ง
ต้องรู้ว่าแต่ละขั้นของการฝึกฝนล้วนมีขีดจำกัด!
ใครเล่าจะกล้าจินตนาการว่า ขอบเขตชักนำวิญญาณขั้นเก้าของลูเยี่ย กลับสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างต่อเนื่องราวกับไม่มีขีดจำกัดเลย?
“ดูเหมือนว่าศักยภาพของข้าในขอบเขตชักนำวิญญาณ ยังไม่ได้ถูกขุดค้นจนถึงขีดสุดอย่างแท้จริง!”
เพียงแต่ไม่รู้ว่าต่อจากนี้ต้องดูดซับพลังวิญญาณอีกเท่าใด ถึงจะสามารถบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์ได้อย่างแท้จริง
ลูเยี่ยรู้สึกกังวลใจอยู่บ้าง
รากฐานแห่งเต๋าแม้จะแข็งแกร่งไร้เทียมทาน และพลังบำเพ็ญในขอบเขตชักนำวิญญาณก็แข็งแกร่งเกินกว่าที่จินตนาการไว้
แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการใช้เงินจำนวนมากเกินไป!
หากเป็นลูกหลานของตระกูลขุนนางชั้นสูงของต้าฉิน เกรงว่าจะไม่สามารถใช้จ่ายในการฝึกฝนได้อย่างฟุ่มเฟือยเช่นนี้
“สรุปแล้ว ข้าก็ยังคงยากจนเกินไป”
ลูเยี่ยถอนหายใจเงียบ ๆ “หากได้ฝึกฝนในสถานที่อันเป็นดังสรวงสวรรค์เหล่านั้นในดินแดนหลิงชาง บางทีก็คงไม่ต้องกังวลเรื่องนี้”
เมื่อเปรียบเทียบกับดินแดนแห่งความเป็นอมตะที่แท้จริง ดินแดนใหญ่นี้ก็เป็นเพียงสถานที่ทางโลกีย์ ทรัพยากรสำหรับการฝึกฝนนั้นหายากยิ่ง
เสียงผายลมดังขึ้นจากที่ไกลออกไป
เห็นอีกาหัวขาวกำลังเอาปีกทั้งสองข้างปิดก้นไว้ พลางก้มหน้าอย่างเขินอาย กล่าวอย่างกระอักกระอวนว่า “ข้าน้อยกินมากเกินไปเมื่อคืน ถึงขั้นทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน”
ลูเยี่ยนิ่งไปชั่วครูก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา
เมื่อคืนนี้เขาได้รับเหยื่อล่ามาจำนวนมาก หลังจากที่คัดเลือกอย่างพิถีพิถัน จึงนำเนื้อของสัตว์อสูรบางตัวมาทำอาหาร และยังเพิ่มสมุนไพรวิญญาณเข้าไปอีกมากมาย ทั้งหมดนี้ถูกเคี่ยวรวมกันในหม้อเดียว
อีกาหัวขาวกินอย่างตะกละตะกลาม
ไม่เคยนึกมาก่อนว่ามันจะกินจนท้องเสีย
“ข้าน้อยขอไปที่อื่นก่อน”
อีกาหัวขาวรู้สึกอับอายยิ่งนัก มันเอามือปิดก้นแล้วบินจากไป
ลูเยี่ยพลิกฝ่ามือนำยันต์ลับสองชิ้นออกมา
เมื่อคืนเขาได้ล่วงรู้ความลับของยันต์อำพรางกายซ่อนกลิ่นอายแล้ว วิเคราะห์ได้ว่าผู้ที่สร้างยันต์นี้เป็นปรมาจารย์ค่ายกลยันต์ที่เก่งกาจผูหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม ยันต์นี้ก็มีข้อบกพร่อง นั่นคือมันสามารถปิดบังได้เพียงผู้แข็งแกร่งขอบเขตตำหนักวิญญาณและที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตนี้เท่านั้น
หากเปลี่ยนเป็นยอดฝีมือขอบเขตแดนทองคำ ที่ได้หลอมรวมร่างเจตจำนงแห่งเต๋าแล้ว พวกเขาก็สามารถมองทะลุพลังของยันต์นี้ได้อย่างง่ายดาย
“หากมีใครพกยันต์นี้อีก ก็ไม่สามารถรอดพ้นจากสายตาของข้าได้!”
ลูเยี่ยคิดในใจ
เมื่อคืนนี้เขาได้ทดสอบไปหลายครั้ง ในที่สุดก็พบว่า เพียงแค่ใช้เคล็ดวิชาลับของจิตเทวะ ก็สามารถมองทะลุพลังของยันต์อำพรางกายซ่อนกลิ่นอายได้!
เคล็ดวิชาลับของจิตเทวะนี้สืบทอดมาจากบรรพจารย์ผู้หนึ่งในสนามรบนอกอาณาเขต มีชื่อว่า เคล็ดวิชาพยากรณ์เสวียนจี ซึ่งลึกลับอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากถูกจำกัดด้วยพลังบำเพ็ญที่ไม่เพียงพอ ลูเยี่ยจึงเพียงแค่เรียนรู้ได้เพียงผิวเผินเท่านั้น
แต่ถึงกระนั้น ในการรับมือกับยันต์อำพรางกายซ่อนกลิ่นอายก็มากเกินพอแล้ว
ในขณะเดียวกัน ณ สถานที่ห่างไกลออกไป
ผู้ใต้บังคับบัญชาของเวยซุนกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาทางนี้
คนที่นำหน้ามีโครงกระดูกใหญ่โต ผมยาวรุงรัง นั่นคือกูขุย ซึ่งมีพลังบำเพ็ญขอบเขตตำหนักวิญญาณการหลอมรวมที่แปด!
พวกเขามีสิบเอ็ดคน ทั่วทั้งร่างถูกปกคลุมด้วยพลังของยันต์อำพรางกายซ่อนกลิ่นอาย ทำให้การเคลื่อนไหวของพวกเขาเหมือนกับการล่องหน ร่องรอยและพลังลมปราณถูกปกปิดไว้ทั้งหมด
แม้จะมีคนอยู่ตรงหน้าพวกเขาในขณะนี้ ก็ไม่สามารถมองทะลุได้
“กลิ่นอะไรหอมจริง ๆ!”
กูขุยและคนอื่นต่างได้กลิ่นหอมประหลาดกลิ่นหนึ่งที่ลอยมาตามสายลม
“สงสัยจะเป็นกลิ่นของสมุนไพรวิญญาณ!”
“ข้าเพียงแค่สูดดมกลิ่นครั้งเดียว ก็รู้สึกสดชื่นแจ่มใสทั่วทั้งร่างกาย นี่ต้องเป็นสมุนไพรวิญญาณที่หายากยิ่งแน่นอน!”
พวกเขามองสบตากันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความร้อนรุ่ม หรือว่าในใจกลางของเขาไป๋เยี่ยนนี้ จะมีสมุนไพรล้ำค่าหายากโผล่ขึ้นมาจากพื้นดินกันแน่?
“ไป ไปดูกัน!”
กูขุยสั่งการว่า “จำไว้ให้ดี ห้ามใช้พลังจิตเทวะในการตรวจจับเด็ดขาด มิฉะนั้นหากลูเยี่ยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง จะต้องรู้ร่องรอยการเคลื่อนไหวของพวกเราแน่นอน!”
ทันใดนั้นกูขุยก็นำทุกคนมุ่งหน้าไปตามทิศทางที่กลิ่นหอมโชยมา
จนกระทั่งมาถึงพื้นที่ป่าโบราณแห่งหนึ่ง กลิ่นหอมก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
กูขุยและคนอื่นอดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึก ๆ แสดงสีหน้าเคลิบเคลิ้ม
กลิ่นนี้ซับซ้อนอย่างยิ่ง ดมแล้วเหมือนได้ดื่มน้ำทิพย์จากสวรรค์
“นี่ต้องเป็นสมุนไพรวิญญาณที่หายากอย่างไม่ต้องสงสัย!”
มีคนส่งเสียงกระแสจิตด้วยความตื่นเต้น
“หือ?”
หยดของเหลวเข้มข้นหยดลงมาจากบนฟ้า ตกลงบนศีรษะของกูขุย เขายกมือขึ้นลูบแล้วปลายนิ้วก็อบอวลไปด้วยกลิ่นหอม
“หรือว่านี่จะเป็นน้ำหวานดอกไม้จากสมุนไพรวิญญาณที่หายากยิ่งกระนั้นหรือ?”
กูขุยใช้ปลายลิ้นเลียลองด้วยสัญชาตญาณ จิตใจพลันสดชื่นขึ้นทันที ช่างหอมจริง ๆ!
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ลิ้มรสอย่างเต็มที่ ก็มีเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเหนือศีรษะ
กูขุยและคนอื่นต่างเงยหน้ามองขึ้นไปพร้อมกัน
เห็นเพียงอีกาหัวขาวตัวหนึ่งซ่อนตัวอยู่บนกิ่งไม้ กำลังโก่งก้นขึ้น ทั้งถ่ายอุจจาระทั้งผายลมไปพร้อมกัน
กลิ่นหอมแปลกประหลาดที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งในสายลม และยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ
กูขุยและคนอื่นต่างตกตะลึงราวกับถูกฟ้าผ่า สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นหม่นหมองลงในทันที