บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 67 ปีศาจใหญ่ขอบเขตแท่นทองคำ
บทที่ 67 ปีศาจใหญ่ขอบเขตแท่นทองคำ
ดวงตาของลูเยี่ยหรี่ลง
ลำแสงสีแดงเข้มเหมือนเลือดที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้านั้น กำลังเคลื่อนเข้าหาเขาอย่างรวดเร็ว!
“ท่านใต้เท้า ข้าว่าพวกเราเผ่นก่อนดีหรือไม่?”
อีกาหัวขาวก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องจึงรีบเตือน
ปีศาจใหญ่ขอบเขตแท่นทองคำ!
สิ่งมีชีวิตเช่นนี้ไม่ใช่ปีศาจในขอบเขตตำหนักวิญญาณที่จะเทียบได้
“หนีไม่ได้แล้ว”
ลูเยี่ยเอ่ยเบา ๆ
เสียงยังไม่ทันจางหาย อีกาหัวขาวก็เห็นอย่างกะทันหันว่า ในทิศทางอื่นอีกสามทิศ มีปราณปีศาจสามสายพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างต่อเนื่อง
เพียงแค่มองที่พลังลมปราณ ก็เห็นได้ชัดว่าทั้งหมดล้วนเป็นปีศาจใหญ่ขอบเขตแท่นทองคำ!
และทั้งยังกำลังโอบล้อมเข้ามา และบีบคั้นเข้ามาทางพวกเขาอย่างรวดเร็ว
“บัดซบ! ในเขาไป๋เยี่ยนนี้มีผู้เข้าร่วมการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิมากมายเพียงนั้น เหตุใดปีศาจใหญ่ทั้งสี่ตนนี้กลับจ้องเล่นงานพวกเราเท่านั้น?”
อีกาหัวขาวเบิกตากว้าง
“แน่นอนว่าปีศาจใหญ่ทั้งสี่ตัวนี้ สมคบคิดกับศัตรูเหล่านั้นเป็นการลับไว้ก่อนแล้ว”
ลูเยี่ยถอนหายใจ
ช่างตรงกับสิ่งที่เขาคาดเดาไว้จริง ๆ ในการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิครั้งนี้ พวกศัตรูเหล่านั้นได้สมคบคิดกับกลุ่มปีศาจใหญ่ไว้เป็นไม้ตายล่วงหน้า!
อีกาหัวขาวพึมพำว่า “พวกผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์เหล่านี้ช่างเหี้ยมโหดนัก ถึงกับสมคบคิดกับพวกปีศาจได้ ช่างทำให้คนอย่างข้าได้เปิดหูเปิดตาจริง ๆ”
แล้วหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนกล่าวต่อว่า “แต่อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือระหว่างข้ากับท่านใต้เท้า ก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนี้เหมือนกันนะ”
ลูเยี่ย: “…”
“แต่ว่าขาสมัครใจเอง ข้าจงรักภักดีต่อท่านใต้เท้าอย่างสมบูรณ์!”
อีกาหัวขาวกล่าวอย่างหนักแน่นมั่นคง “แม้ว่าพวกปีศาจจะมองข้าว่าเป็นคนทรยศ ข้าก็ถือว่านั่นเป็นคำชมสำหรับข้า!”
ลูเยี่ยหัวเราะขึ้นมา
ในยามวิกฤตเช่นนี้ ปีศาจนกตัวนี้กลับไม่หวั่นไหวเมื่อเผชิญหน้ากับอันตราย แถมยังพูดยกยอตัวเอง นับว่ามีความกล้าหาญอันหาได้ยากยิ่ง
“เตรียมพร้อมให้ดี ครั้งนี้คงต้องสู้สุดชีวิตแล้ว”
ลูเยี่ยสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ดวงตาเปลี่ยนเป็นเย็นชาและสงบนิ่ง
ณ ส่วนลึกที่สุดของเขาไป๋เยี่ยน ติดกับเขตหวงห้ามลึกลับที่หก
ที่นี่ความมืดของราตรีหนาทึบราวกับหมึก อากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหารที่กดดันจิตใจ แม้แต่เหล่าปีศาจก็แทบไม่กล้าเข้าใกล้บริเวณนี้
ในเวลานี้เวยซุนอยู่ในบริเวณนี้พอดี
“ดูเหมือนว่ากูขุยและคณะก็ประสบเหตุไม่คาดฝันเช่นกัน…”
สีหน้าของเวยซุนหม่นหมองลง
ในฝ่ามือของเขามียันต์ติดต่อสื่อสารอยู่หนึ่งแผ่น
ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ เขาก็ไม่ได้รับข่าวจากกูขุยและคนอื่นอีกเลย
เรื่องนี้ทำให้เวยซุนตระหนักว่า ในการปฏิบัติการที่พุ่งเป้าไปที่ลูเยี่ย กูขุยและคนอื่น ๆ คงเกิดเรื่องขึ้นแล้วอย่างแน่นอน!
“ลูเยี่ยผู้นี้เตรียมไพ่ตายอะไรกันแน่ ถึงได้สามารถต้านทานยันต์อัญเชิญวิญญาณเกราะทองได้?”
เวยซุนขมวดคิ้ว อารมณ์หนักอึ้ง
ครั้งนี้เขานำยอดฝีมือสามคนออกมาด้วยกัน แต่ผลคือตายกันหมดทุกคน!
เวยซุนไม่คิดว่าลูเยี่ยจะสามารถทำได้ถึงขนาดนี้ด้วยกำลังของตัวเองเพียงลำพัง
เขาสงสัยว่า เซียหลิงชิวกับฉินอูซางต่างก็ได้เตรียมไพ่ตายไว้ให้ลูเยี่ยเช่นกัน!
“ช่างเถอะ ข้าควรไปพบท่านอาเจ็ดก่อน”
เวยซุนข่มความกลัดกลุ้มในใจ เตรียมจะเดินทางต่อไป
ทันใดนั้นแผ่นดินก็สั่นสะเทือนรุนแรง ราวกับเกิดแผ่นดินไหวในส่วนลึกของเขาไป๋เยี่ยน
เวยซุนหันกลับไปอย่างรวดเร็ว มองเห็นอย่างลาง ๆ ว่าในภูเขาที่ปกคลุมด้วยความมืดนั้น มีปราณปีศาจอันทรงพลังสี่สายพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า!
“ที่แท้ก็เป็นปีศาจใหญ่เหล่านั้นออกโรงแล้ว…”
เวยซุนดวงตาเปล่งประกาย เข้าใจแล้วว่านี่คือแผนสำรองที่พานโชวหูและคนอื่น ๆ เตรียมไว้
“ช่างเถิด ขอดูความสนุกไปก่อน หากลูเยี่ยตายในเงื้อมมือพวกปีศาจใหญ่เหล่านั้น ข้าก็ไม่จำเป็นต้องลงมือเองให้เสียเวลา”
ขณะที่เวยซุนกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ในฝ่ามือของเขาก็ปรากฏยันต์ลับหนึ่งขึ้นมา
ด้วยยันต์นี้ เขาก็สามารถติดต่อกับคนจากกองกำลังอื่นได้ และใช้ข้อมูลนี้ในการตัดสินความเป็นความตายของลูเยี่ย
ยังไม่สว่าง เป็นช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดของวัน
เมื่อพลังลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวของปีศาจใหญ่ขอบเขตแท่นทองคำทั้งสี่พุ่งทะยานขึ้นฟ้าจากส่วนลึกของเขาไป๋เยี่ยน ก็ทำให้ผู้คนมากมายตื่นตระหนกในทันที
นอกเขาไป๋เยี่ยน บนแท่นสูง บรรดาใต้เท้าทั้งหลายที่นั่งอยู่ต่างสั่นสะท้านไปทั้งร่างแล้วมองไปทางนั้นพร้อมกัน
แม้จะอยู่ห่างไกลกันมาก แต่ก็ยังพอมองเห็นได้อย่างเลือนราง ที่ส่วนลึกเข้าไปในเขาไป๋เยี่ยนนั้นมีปราณปีศาจสี่สายพุ่งทะยานขึ้น สว่างโดดเด่นท่ามกลางความมืดมิดของยามค่ำคืน
“ในที่สุดก็เริ่มแล้ว!”
“คราวนี้ลูเยี่ยต้องตายแน่!”
เทียนปอฉง, เซวียไป๋ซง, หลีหยวนชง, ฟางหงถู และคนอื่น ๆ ต่างแสดงรอยยิ้ม
ส่วนพานโชวหูซึ่งเป็นปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์กลับขมวดคิว พลางกล่าวว่า
“เมื่อพวกปีศาจเหล่านั้นออกมาเคลื่อนไหว นั่นย่อมหมายความว่าปฏิบัติการโอบล้อมก่อนหน้านี้ล้มเหลวแล้ว และยังไม่สามารถสังหารลูเยี่ยได้”
พวกเขาต่างตะลึงก่อนจะพลันรู้ตัว
จริงอยู่ หากลูเยี่ยถูกสังหารในการปิดล้อม เหล่าปีศาจใหญ่จะยอมออกโรงเองได้อย่างไร?
“อย่างไรก็ตาม ข้าไม่เชื่อว่าปีศาจใหญ่เหล่านั้นร่วมมือกันแล้วจะไม่สามารถจัดการลูเยี่ยได้”
พานโชวหูกล่าวดวยน้ำเสียงสงบนิ่ง
หลัวหงแห่งกรมตรวจการเสวียนจิงถอนหายใจพลางกล่าว “น่าเสียดายที่โคมไฟสวรรค์เงาจารึกถูกทำลาย ไม่อย่างนั้นพวกเราคงไม่ต้องมานั่งคาดเดากันไปคาดเดากันมาอยู่ที่นี่”
“คนเหล่านี้น่ารังเกียจเกินไป ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพวกเขาจะทำแบบนี้!”
ฉีชิงอวิน ประมุขตระกูลฉีที่อยู่บนแท่นสูงนี้ก็รู้สึกโกรธในใจเช่นกัน
เพื่อต่อกรกับลูเยี่ย พวกเขาถึงกับไปสมคบกับเหล่าปีศาจใหญ่เช่นนี้! เป็นเรื่องที่มนุษย์พึงกระทำหรือ?
ฉีชิงอวินถอนหายใจอย่างเงียบ ๆ
ตามกฎหมายแห่งต้าเฉียน การร่วมมือกับปีศาจถือเป็นโทษประหารทั้งตระกูล!
แต่ในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา เรื่องเช่นนี้กลับเกิดขึ้นทั่วทุกหนแห่งในใต้หล้า ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย
ฉีชิงอวินรู้ดีว่า แม้จะรายงานเรื่องการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิครั้งนี้ให้ราชสำนักทราบ ก็คงไร้ประโยชน์
“ดี! ดีมาก! ต่อหน้าข้าผู้เป็นกรมปราบปีศาจ กลับกล้าวางแผนส่งปีศาจเหล่านั้นมาจัดการกับนายกองของกรมปราบปีศาจของข้า!”
ในชั่วขณะนั้น ลวีเชอก็โกรธจัด ดวงตาเย็นเยียบและน่าเกรงขาม
เขาก็ไม่คาดคิดว่าเพื่อจะกำจัดลูเยี่ย พวกชายชราเหล่านั้นจะใจดำบ้าคลั่งถึงขั้นนี้!
ลวีเชอลุกพรวดขึ้นมา “ปีศาจใหญ่ขอบเขตแท่นทองคำปรากฏแล้ว มันกำลังคุกคามชีวิตของผู้แข็งแกร่งที่เข้าร่วมล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิอย่างร้ายแรง! พวกเราทั้งหมดไมอาจเพียงแค่มองดูอยู่เฉย ๆ!”
ไม่มีใครโง่ ทุกคนมองออกว่าลวีเชอต้องการไปช่วยลูเยี่ย
พานโชวหูมองอย่างเจ้าเล่ห์ “ได้สิ เจ้าแน่ใจหรือว่าพวกเราทุกคนสามารถเข้าไปในภูเขาพร้อมกัน?”
เซวียไป๋ซง, เทียนปอฉง และคนอื่น ๆ ต่างมองดวยแววตาเจ้าเล่ห์
หัวใจของลวีเชอจมดิ่งลงถึงก้นเหว เขานึกขึ้นได้ว่า หากปล่อยให้คนอย่างพานโชวหูซึ่งเป็นปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์เข้าไปในภูเขา ลูเยี่ยย่อมมีชะตากรรมที่ต้องตายเร็วขึ้นอย่างแน่นอน!
“วางใจเถิด พวกเราจะไม่ทำผิดกฎของการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิ”
พานโชวหูกล่าวเรียบ ๆ “แต่ใครจะคิดละว่าเขาไป๋เยี่ยนจะมีปีศาจใหญ่ขอบเขตแท่นทองคำปรากฏตัว? หากลูเยี่ยต้องตาย ก็ได้แต่โทษว่าตัวเองโชคร้ายเท่านั้น”
ในส่วนลึกของเขาไป๋เยี่ยน
เหล่าปีศาจใหญ่สี่ตนที่อยู่ในขอบเขตแท่นทองคำ กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาพร้อมกับปราณปีศาจอันน่าสะพรึงกลัว
ลูเยี่ยมือหนึ่งกุมดาบแล้วส่งเสียงกระแสจิตไปถึงอีกาหัวขาวว่า “ยืนบนบ่าข้า อย่าปล่อยมือเด็ดขาด รอสักครู่ข้าจะพาเจ้าฝ่าวงล้อมออกไป”
หากคำพูดนี้ถูกคนนอกได้ยิน คงจะคิดว่าลูเยี่ยไม่รู้จักประมาณตน
แต่อีกาหัวขาวกลับมีกำลังใจขึ้นมาทันที รีบยืนบนบ่าของลูเยี่ยแล้วกล่าวว่า “ท่านใต้เท้าลุยได้เต็มที่เลย!”
“เจ้าคือหลานชายของลูซิงอีหรือ?”
จากที่ไกลออกไป ชายผู้หนึ่งสวมเสื้อคลุมสีแดงเดินก้าวยาว ๆ เข้ามา
กลิ่นอายปีศาจที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาเหมือนหมอกสีเลือดที่ลอยอ้อยอิ่ง ทุกที่ที่เขาเดินผ่าน หญ้า ต้นไม้ และหินทั้งหลายก็จะกลายเป็นเถ้าถ่าน
“แปลกจริง หลานชายของลูซิงอี ทำไมมีพลังบำเพ็ญเพียงขอบเขตชักนำวิญญาณเท่านั้น? ช่างอ่อนแอเหลือเกิน”
อีกด้านหนึ่ง หญิงสาวในอาภรณ์สีสันสดใสปรากฏตัวขึ้น รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นงดงามชวนหลงใหล
นางถือใบบัวสีเขียวขนาดใหญ่ไว้ในมือ ปราณปีศาจเขียวราวกับสายน้ำไหลวนอยู่รอบกายของนาง ปลดปล่อยพลังลมปราณที่เย็นยะเยือกและน่าสะพรึงกลัวออกมา
“ผู้ที่มีพลังบำเพ็ญอ่อนแอกว่านี้จะไม่ดีหรือไร? หากเป็นลูซิงอีอยู่ที่นี่ พวกเราคงไม่พอให้เขาสังหารด้วยซ้ำ”
“ผู้ใดจะเริ่มก่อน? หรือว่าจะเข้าไปพร้อมกัน?”
พร้อมกับเสียงนั้น ยังมีปีศาจใหญ่อีกสองตนปรากฏตัว
หนึ่งในนั้นคือชายชราผมขาวในเสื้อคลุมสีเทา อีกคนเป็นชายหนุ่มร่างสูงผอมสะพายดาบใหญ่เปื้อนเลือดไว้บนหลัง
รวมกับชายหนุ่มอาภรณ์แดงและหญิงสาวในอาภรณ์สีสันสดใส ปีศาจใหญ่ทั้งสี่ตนได้ปิดล้อมบริเวณนี้ไว้จนหมดสิ้น
พวกเขาได้ปิดกั้นเส้นทางถอยของลูเยี่ยอย่างสิ้นเชิง!