บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 68 อาจูผู้นี้มีที่มาอันประหลาด
บทที่ 68 อาจูผู้นี้มีที่มาอันประหลาด
ปีศาจใหญ่ขอบเขตแท่นทองคำเหล่านี้ช่างเจนจัดนัก!
ลูเยี่ยสังเกตเห็นว่านับตั้งแต่ปีศาจใหญ่ทั้งสี่ตนปรากฏตัวขึ้น พลังปราณบนร่างของแต่ละตนล้วนส่งสัญญาณตอบรับกัน เตรียมพร้อมที่จะโจมตีปกคลุมพื้นที่ใกล้เคียงไว้จนหมดสิ้น
ไม่เหลือช่องโหว่แม้แต่จุดเดียว!
ตำแหน่งที่พวกเขายืนอยู่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบสี่ทิศแปดทิศอย่างลึกลับ
หากติดอยู่ในรูปแบบการจัดทัพเช่นนี้ เมื่อเริ่มการต่อสู้ ตนเองจะไม่มีที่ว่างให้หลบหลีกได้เลย
“พวกเขานั้นช่างให้เกียรติข้าผู้นี้ยิ่งนัก”
ลูเยี่ยถอนหายใจอย่างรำพึง
เดิมทีเขาตั้งใจจะลองใช้กำลังความสามารถของตนเองเดิมพันสักตั้ง ท้าทายขีดจำกัดของตน
แต่ความจริงนั้นโหดร้ายเหลือเกิน ปีศาจใหญ่ทั้งสี่ตนนี้มองว่าเขาเป็นศัตรูอันดับหนึ่งอย่างชัดเจน ทำให้ลูเยี่ยตัดสินใจละทิ้งความคิดที่จะท้าทายขีดจำกัดไปในทันที
ทำได้เพียงต้องใช้ไม้ตายเท่านั้นแล้ว!
ลูเยี่ยพลิกฝ่ามือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อซ้าย ยันต์อัญเชิญวิญญาณเกราะทองปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน
“ผู้นี้รู้สึกแต่เพียงเสียดายว่าพลังของตนนั้นอ่อนแอเกินไป!”
อีกาหัวขาวถอนหายใจกล่าวว่า “หาไม่แล้วจะต้องให้ท่านใต้เท้าลงมือจัดการสัตว์เดรัจฉานไร้ยางอายเหล่านี้ได้อย่างไร?”
“ฮึ! เจ้าตัวเล็กนี้กล้าดียังไงมาด่าพวกเรา ช่างเถอะ ข้าจะลงมือเป็นคนแรกเพื่อเป็นตัวอย่างให้พวกเจ้าได้เห็น!”
ชายหนุ่มอาภรณ์แดงอดไม่ไหวหัวเราะขึ้นมา แต่ในส่วนลึกของดวงตากลับมีประกายสังหารพลุ่งพล่าน
เขาก้าวออกไปก้าวหนึ่ง ปราณปีศาจทั่วร่างก็พลุ่งพล่าน
“ช้าก่อน!”
ด้านข้าง หญิงสาวในอาภรณ์สีสันสดใสที่มือหนึ่งกำลังถือใบบัวขนาดใหญ่พลันเอ่ยปากขึ้น
“เป็นอะไร? เจ้าต้องการแย่งชิงความดีความชอบกับข้าหรือ?”
ชายหนุ่มอาภรณ์แดงยิ้ม “ช่างเถิด มอบให้เจ้าแล้วจะเป็นอะไรไป?”
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
สายตาของหญิงสาวในอาภรณ์สีสันสดใสจ้องมองอีกาหัวขาวอย่างไม่กะพริบ ใบหน้าอันงดงามของนางแสดงอารมณ์ที่ไม่แน่นอน!
“สหายเต๋าเหออวิ๋น เจ้าเป็นอะไรไป?”
ชายชราผมขาวในอาภรณ์เทาเอ่ยปาก
ชายหนุ่มร่างผอมสูงที่สะพายดาบเลือดก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติเช่นกัน และหันไปมองหญิงสาวในอาภรณ์สีสันสดใส
ปีศาจใหญ่ทั้งสามตนต่างสังเกตเห็นว่าหญิงสาวในอาภรณ์สีสันสดใสนั้นมีบางอย่างผิดปกติ
อีกาหัวขาวรู้สึกอึดอัดกับสายตาของหญิงสาวในอาภรณ์สีสันสดใส จึงบ่นพึมพำว่า “มองอะไร? ไม่เคยเห็นอีกาหัวขาวหล่อ ๆ อย่างข้ามาก่อนหรือไร”
ทว่าเห็นหญิงสาวในอาภรณ์สีสันสดใสราวกับตื่นจากภวังค์ นางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วกล่าวว่า “ขออนุญาตถามท่าน ว่าท่านมาจากเทือกเขาเฉียนเฟิงในเขตหวงห้ามที่หกใช่หรือไม่”
อีกาหัวขาวชะงักไปชั่วขณะ “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
ร่างอันบอบบางของหญิงสาวในอาภรณ์สีสันสดใสสั่นเล็กน้อย พึมพำว่า “ไม่น่าแปลกใจ ไม่น่าแปลกใจเลย…”
“หรือว่าที่มาของปีศาจนกนี้อาจจะมีความแปลกประหลาด?”
ลูเยี่ยครุ่นคิด
ในเวลาเดียวกัน หญิงสาวในอาภรณ์สีสันสดใสส่งเสียงกระแสจิตถึงพวกเขาทั้งสาม
“ท่านทั้งสาม ฟังคำเตือนของข้าสักประโยคเถิด พวกเราควรละทิ้งภารกิจครั้งนี้แล้วรีบออกไปจากที่นี่จะดีกว่า!”
เสียงของนางมีความสั่นเครือที่ยากจะระงับได้ ราวกับว่านางนึกถึงเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
“ล้มเลิก? เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!”
ชายหนุ่มอาภรณ์แดงเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงดุดัน “อย่าลืมว่ายังมีปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์จับตามองอยู่นอกเขาไป๋เยี่ยน! หากพวกเรายอมแพ้ ก็เท่ากับสร้างความขุ่นเคืองให้อีกฝ่ายโดยสิ้นเชิง!”
ชายชราผมขาวในอาภรณ์สีเทาขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “พานโชวหูนั้นมีนิสัยโหดเหี้ยมและเผด็จการ คำพูดของเขาผู้ใดกล้าไม่เชื่อฟัง? เหออวิ๋น เจ้าเป็นอะไรไปกันแน่?”
“การสร้างความขุ่นเคืองให้พานโชวหูมันเรื่องเล็กน้อย!”
หญิงสาวในอาภรณ์สีสันสดใสกัดฟันส่งเสียงกระแสจิตว่า “หากวันนี้พวกเราล่วงเกินอีกาหัวขาวผู้ที่มีนามว่าอาจูผู้นี้ คงจะต้องตายโดยไม่มีที่ฝัง! ไม่! มันน่ากลัวยิ่งกว่านั้น จะทำให้เราอยากตายก็ตายไม่ได้!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ปีศาจใหญ่ทั้งสามต่างตกตะลึง
“หรือว่าอีกาหัวขาวที่มาจากเขตหวงห้ามลึกลับที่หกผู้นั้น จะมีภูมิหลังที่น่ากลัวยิ่งกว่าพานโชวหูด้วยหรือ?”
“ท่านทั้งสาม ข้าไม่กล้าแน่ใจว่าอาจูผู้นั้นคือผู้ที่ข้ารู้จักหรือไม่ แต่ข้าไม่กล้าเสี่ยง!”
หญิงสาวในอาภรณ์สีสันสดใสสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วส่งเสียงกระแสจิตว่า “หากพวกท่านต้องการลงมือก็เชิญตามสบาย แต่ครั้งนี้ข้าไม่เข้าร่วมด้วยแล้ว!”
ต่อมา ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของผู้คน หญิงสาวในอาภรณ์สีสันสดใสก็ฟาดฝ่ามือทำลายแขนซ้ายของตัวเองอย่างรุนแรง!
หลังจากนั้นนางก็โค้งคำนับให้อีกาหัวขาวแล้วกล่าวว่า “เรื่องในวันนี้เป็นความผิดของข้าที่ล่วงเกินท่าน แขนที่ขาดนี้คือความจริงใจในการขอโทษของข้า ขอให้ท่านโปรดใจกว้าง โปรดละเว้นข้าสักครั้งเถิด!”
ทุกคนต่างตกตะลึง
ลูเยี่ยอดไม่ได้ที่จะมองไปที่อีกาหัวขาวอีกครั้ง
ส่วนอีกาหัวขาวก็เอ่ยด้วยความตกใจว่า “บิดามันเถิด นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
มันเองก็งุนงงไม่แพ้กัน
“การขอโทษเช่นนี้ทำให้ท่านไม่พอใจหรือ?”
หญิงสาวในอาภรณ์สีสันสดใสกล่าวอย่างขมขื่น “ข้าขออนุญาตถาม ไม่ทราบว่าต้องทำเช่นไรจึงจะทำให้ท่านพอใจ?”
อีกาหัวขาวกลอกตาไปมา ส่งเสียงกระแสจิตกล่าวว่า “ท่านใต้เท้า หญิงปีศาจนางนี้ดูผิดปกตินัก นางคงไม่ได้จำผิดตัวกระมัง”
ลูเยี่ยส่งเสียงกระแสจิตตอบอย่างไม่แสดงสีหน้าใด ๆ
“ดูเหมือนจะไม่ใช่การเสแสร้งทำ เจ้าลองสั่งให้นางไสหัวไปดู”
ลูเยี่ยมิได้ตั้งใจให้อีกาหัวขาว ยั่วยุแต่อย่างใด นี่เป็นเพียงการหยั่งเชิงเท่านั้น
หากหญิงสาวในอาภรณ์สีสันสดใสจากไป กระบวนทัพที่ประกอบด้วยปีศาจใหญ่ทั้งสี่ตนนี้ก็จะเกิดช่องโหว่ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ เมื่อถึงตอนนั้นเพียงแค่ยันต์อัญเชิญวิญญาณเกราะทองหนึ่งแผ่น บางทีอาจทำให้พวกเขาฝาวงล้อมออกไปได้!
“จะให้ข้าพึงพอใจหรือ? ได้เลย!”
อีกาหัวขาวเสแสร้งทำเป็นสงบ กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมว่า “จงคุกเข่าขอโทษท่านใต้เท้าของข้า แล้วเจ้าก็ไสหัวไปได้!”
ปีศาจใหญ่ทั้งสามที่อยู่ในเหตุการณ์สีหน้าหม่นลง ชัดเจนว่าเป็นการจงใจทำให้เหออวิ๋นอับอาย
ทว่าเหออวิ๋นกลับรู้สึกเหมือนโล่งอก นางคุกเข่าลงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ก้มศีรษะคำนับต่อลูเยี่ยพลางกล่าวว่า “ขอท่านใต้เท้าโปรดใหอภัย อนุญาตให้ข้าจากไปด้วยเถิด!”
“นี่มัน…”
พวกปีศาจใหญ่ทั้งสามตกตะลึงพรึงเพริด หัวใจเต้นรัว รู้สึกว่าเรื่องราวยิ่งดูผิดปกติ
“ให้ตายเถอะ ถึงกับยอมคุกเข่าจริง ๆ…”
อีกาหัวขาวก็รู้สึกตกใจอย่างมาก
“ขออนุญาตถามท่านว่า ข้าสามารถจากไปได้หรือไม่?”
เหออวิ๋นคุกเข่าถามด้วยความระมัดระวัง
อีกาหัวขาวเดิมทียังอยากจะเรียกร้องอะไรที่มากกว่านี้ แต่นึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่เขาตกลงให้อีกฝ่ายไสหัวไปแล้ว ไม่อาจกลับคำได้ จึงจำต้องยอมแพ้
“ไสหัวไปซะ เห็นเจายอมศิโรราบแบบไร้กระดูกเช่นนี้ ช่างน่ารำคาญ!”
อีกาหัวขาวโบกกรงเล็บของมัน
เหออวิ๋นกล่าวด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณท่านที่ไม่สังหารข้า!”
นางลุกขึ้นยืนแล้วหมุนตัวเดินจากไปทันที โดยไม่สนใจว่าปีศาจใหญ่ทั้งสามจะคิดเช่นไร
บรรยากาศหนักอึ้งเงียบสงัด
เห็นได้ชัดว่าปีศาจใหญ่ทั้งสามมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปมา ในใจพวกมันกำลังต่อสู้อย่างชัดเจน
ลูเยี่ยยิ้มพลางทำลายความเงียบ “พวกท่านไม่คิดจะไสหัวไปให้ไกลหน่อยหรือ?”
เหออวิ๋นได้เดินห่างออกไปแล้ว กระบวนทัพที่ประกอบด้วยปีศาจใหญ่ทั้งสี่ก็เกิดช่องโหว่ขึ้น ทำให้ลูเยี่ยรู้สึกมั่นใจขึ้นมาก
“เจ้าสั่งให้พวกข้าไสหัวไปให้พ้น พวกข้าก็ต้องไปอย่างนั้นหรือ?”
ชายหนุ่มอาภรณ์แดงโกรธจัด
“ข้าไปละ!”
ชายชราผมขาวในอาภรณ์สีเทาตะโกนเสียงดัง แล้วรีบเผ่นหนีไปราวกับทาน้ำมันที่เท้า ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ส่วนชายหนุ่มรูปร่างสูงผอมที่สะพายดาบสีเลือดไว้ที่หลัง ยิ่งไม่พูดอะไรสักคำ หมุนตัวแล้วพุ่งทะยานจากไป
เหลือเพียงชายหนุ่มอาภรณ์แดงยืนอยู่โดดเดี่ยวตรงนั้น
“พวกนั้นช่างไร้ความสามารถเสียจริง นี่คือการกระทำที่ปีศาจใหญ่ขอบเขตแท่นทองคำควรทำหรือ?”
อีกาหัวขาวตกตะลึงจนพูดไม่ออก
จากนั้นมันก็จ้องมองชายหนุ่มอาภรณ์แดงผู้นั้น แล้วกล่าวชื่นชมว่า “ดีมาก! มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่กล้าหาญ ข้านับถือเจ้าเป็นชายชาตรี”
ลูเยี่ยกล่าวพลางยิ้มตาหยี “มีกระดูกสันหลังจริง ๆ!”
ในขณะนี้เหลือเพียงปีศาจใหญ่ขอบเขตแท่นทองคำเพียงตนเดียว ทำให้ใจของเขาเริ่มรู้สึกตื่นเต้นอีกครั้ง อยากที่จะท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง
ทว่าเห็นชายหนุ่มอาภรณ์แดงพลันหัวเราะแห้ง ๆ ขึ้นมา
เขารีบอธิบายว่า “ทั้งสองท่านขออย่าได้เข้าใจผิดเลย! ข้าเพียงแต่หน้าบางเท่านั้น ไม่ใช่ว่าไมอยากไสหัวไป!”
ลูเยี่ย: “…”
อีกาหัวขาว: “…”
“เรื่องค่ำคืนนี้ให้ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งสองท่านอย่าได้เก็บไปใส่ใจเลย!”
ชายหนุ่มอาภรณ์แดงหยิบไหสุราไหหนึ่งออกมา วางลงบนพื้นอย่างนอบน้อม “นี่คือสุราวิญญาณร้อยบุปผาที่ข้ากลั่นเองกับมือ เพื่อเป็นการชดเชย ขอให้ทั้งสองท่านโปรดรับไว้ด้วยเถิด!”
“นี่ไม่ไปได้หรือไม่?”
ลูเยี่ยเอ่ยปากรั้งไว้อย่างจริงจัง “วางใจเถิด เมื่อความเข้าใจผิดได้คลี่คลายแล้ว ก็นับว่าเป็นการได้รู้จักกันจากการต่อสู้ มาพูดคุยกันสักหน่อยไม่ดีหรือ?”
อีกาหัวขาวหัวเราะคิกคัก “ใช่ ๆ อยู่กินอาหารด้วยกันก่อนแล้วค่อยไปเถิด?”
ชายหนุ่มอาภรณ์แดงรู้สึกขนลุกซู่ในใจ รีบกล่าวทันที “ขออภัย ข้ายังมีธุระด่วน พวกเรามีโอกาสค่อยพบกันใหม่ ลาก่อน!”
เสียงยังคงก้องกังวาน แต่ตัวเขาก็หนีหายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว
“บัดซบ เมื่อครู่ทำเอานกอย่างข้าตกใจแทบแย่!”
อีกาหัวขาวถอนหายใจอย่างโล่งอก “พวกโง่ทั้งสี่ตนนี้ สายตาก็แย่เกินไปแล้ว ถึงกับเข้าใจว่านกอย่างข้าเป็นใต้เท้าผู้ยิ่งใหญ่ ฮึ ช่างโง่เขลาเสียจริง!”
เหตุการณ์สังหารที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน กลับจบลงด้วยวิธีการที่ชวนให้งุนงงเช่นนี้ ทำให้ลูเยี่ยเต็มไปด้วยความสงสัย
แต่เขากล้ารับรองว่าปีศาจใหญ่ทั้งสี่ตนนั้นไม่ได้เป็นบ้าอย่างแน่นอน
ต้องเป็นเพราะว่าอีกาหัวขาวที่อยู่บนร่างของเขานั้น มีที่มาอันประหลาดอย่างแน่นอน!
ลูเยี่ยเอ่ยเสียงเบาว่า “เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้จำผิดตัว?”