บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 70 ไพ่ตายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเวยซุน
บทที่ 70 ไพ่ตายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเวยซุน
“เรื่องพวกนี้เจ้าเคยถามท่านยายของเจ้าหรือไม่?” ลูเยี่ยถาม
อีกาหัวขาวส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ท่านยายไม่อนุญาตให้ข้าสืบเสาะเรื่องพวกนี้ นางบอกว่ามันจะทำให้ข้าเดือดร้อน”
ลูเยี่ยรู้สึกผิดหวังอยู่บ้างในใจ
“ท่านใต้เท้า ท่านรู้สึกเช่นกันหรือไม่ว่าท่านยายของข้าดูแปลกไป?”
อีกาหัวขาวกล่าวว่า “ตั้งแต่เด็กจนโต ภาพจำของข้าเกี่ยวกับท่านยายก็คือคนชราธรรมดาคนหนึ่ง ใจดีมีเมตตา ซื่อสัตย์สุจริต ไหนเลยจะคิดว่า… นางจะมีใบหน้าอีกด้านหนึ่งด้วย!”
ลูเยี่ยมองด้วยสายตาแปลกประหลาด หากเป็นเช่นนั้นอาจูคนนี้คงมีตัวตนไม่ธรรมดาเช่นกัน
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ปีศาจใหญ่ทั้งสี่ที่อยู่ขอบเขตแท่นทองคำ ตกใจจนต้องหนีอย่างรีบร้อน
ทั้งหมดนี้คงเกี่ยวข้องกับท่านยายของอาจูเป็นแน่!
ลูเยี่ยจู่ ๆ ก็ถามขึ้นว่า “ท่านยายของเจ้ามีความเห็นอย่างไรกับข้า”
อีกาหัวขาวอึกอักครู่หนึ่งแล้วตอบอย่างงุนงง “ท่านยายไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น”
ลูเยี่ย: “…”
เป็นเพราะพลังบำเพ็ญของตนอ่อนแอเกินไป จึงยังไม่อาจเข้าตาผู้เป็นท่านยายผู้นั้นกระนั้นหรือ?
“แต่ว่าราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณรู้เรื่องของท่านใต้เท้าแล้ว ยังเตือนข้าน้อยว่าต่อไปเมื่อต้องติดต่อกับท่านใต้เท้า ให้ระวังตัวให้มากหน่อย”
อีกาหัวขาวกล่าวว่า “พูดเรื่องต้องมีใจระวังคนอื่น หากมิใช่เพราะเห็นว่านางผูนั้นเก่งกาจเกินไป ข้าน้อยคงได้ซัดนางไปแล้ว!”
ลูเยี่ยยิ้มเล็กน้อย ฟังออกว่าคำพูดของราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณนั้นไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด
“ไปกันเถิด ไปรวบรวมผลงานต่อ!”
ลูเยี่ยลุกขึ้นยืน
สำหรับเขาแล้วในเขาไป๋เยี่ยนแห่งนี้ เหลือเพียงเวยซุนเท่านั้นที่เป็นภัยคุกคาม
เขาค่อนข้างคาดหวังว่าเวยซุนจะเล่นลูกใหม่อะไรได้อีก
ความมืดมิดหายไป แสงสว่างมาถึง
“ผ่านไปหนึ่งคืนเต็มแล้ว เหตุใดพวกปีศาจใหญ่เหล่านั้นยังไม่ส่งข่าวมาเลย”
เซวียไป๋ซงอดไม่ได้ส่งเสียงกระแสจิตถาม
ปีศาจใหญ่ทั้งสี่ตนลงมือพร้อมกัน สร้างความวุ่นวายอย่างใหญ่หลวง ทำให้ทุกคนต่างรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ อยากได้รับข่าวดีว่าลูเยี่ยถูกสังหารโดยเร็วที่สุด
แต่ทว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานทั้งคืน ข่าวดีกลับยังไม่มาเสียที สิ่งนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกทรมานอย่างยิ่ง ทำให้บรรดาใต้เท้าทั้งหลายล้วนต้องทนทุกข์ทรมานอย่างมาก
“พรุ่งนี้เช้ายามจื่อ การล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิก็จะสิ้นสุดลง หวังว่าคงจะไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอีก”
เทียนปอฉงพึมพำ
ขณะที่พูด เขารู้สึกว่ายันต์ลับที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อสั่นไหวขึ้นมาทันที
เทียนปอฉงดีใจยิ่งนัก รีบส่งเสียงกระแสจิตไปบอกทุกคน “ข่าวดีมาแล้ว!”
ทุกคนต่างฮึกเหิมขึ้นมา พากันมองไปที่เทียนปอฉง แม้แต่พานโชวหูปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ก็อดไม่ได้ที่จะถาม “ในจดหมายบอกว่าอย่างไร?”
“ในเมื่อมีข่าวส่งมา ย่อมหมายความว่าปีศาจใหญ่ทั้งสี่ตนไม่ได้ประสบเหตุไม่คาดฝัน นี่ต้องเป็นข่าวดีแน่นอน!”
เทียนปอฉงกล่าวอธิบายพลางเร่งกระตุ้นยันต์ลับ
แต่เมื่อได้เห็นข่าวดี ใบหน้าแก่ ๆ ของเทียนปอฉงก็แข็งทื่อทันที อดกลั้นจนหน้าแดงก่ำ
เขากำหมัดแน่นแล้วทุบลงบนโต๊ะหยกตรงหน้าอย่างแรง “พวกสารเลวนั้นทำเอาข้าโกรธจนแทบตายแล้ว!”
โครม! โต๊ะหยกระเบิดแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ
ลวีเชอและฉีชิงอวิ๋นต่างก็ตกใจ สายตาของพวกเขามองไปทางนั้นพร้อมกัน
“ด้วยความเยือกเย็นของเทียนปอฉง กลับถึงกับโกรธจนเสียกิริยาขนาดนี้ บางทีจะเป็นไปได้หรือไม่ว่าปีศาจใหญ่ทั้งสี่ตนนั้นไม่สามารถสังหารลูเยี่ยได้?”
ฉีชิงอวิ๋นรู้สึกประหลาดใจ
ดวงตาของลวีเชอเป็นประกาย เขาก็คาดเดาถึงความเป็นไปได้นี้เช่นกัน
“ฟ้ายังไม่ถล่ม เจ้าเป็นถึงเจ้าเมืองเหตุใดจึงใจร้อนเช่นนี้”
พานโชวหูขมวดคิ้วตวาดใส่เทียนปอฉงอย่างเสียงดัง แล้วแย่งเอาแผ่นยันต์ลับมาอย่างรวดเร็ว
“ข้าจะดูหน่อยว่ามันเป็นข่าวอะไร ถึงทำให้เจ้าโมโหถึงเพียงนี้!”
พานโชวหูกล่าวพลางเริ่มอ่านข้อความ
ทันใดนั้น ปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในชางโจวผู้นี้ก็ตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างราวกับไม่เชื่อ
ใบหน้าอันเหี่ยวย่นนั้นปรากฏความโกรธที่ไมอาจระงับได้
“บัดซบ!”
พานโชวหูมีเจตนาสังหารเต็มใบหน้า “เจ้าพวกสัตว์เดรัจฉานนั้น กล้าดียังไงถึงมาดูหมิ่นข้าถึงขนาดนี้! พวกมันต้องตาย! ข้าบอกเลย แม้แต่ราชาสวรรค์ก็ห้ามข้าไม่ได้!”
ผู้คนทั้งหมดต่างตกใจ มองหน้ากันไปมา ข่าวนั้นคงไม่ใช่ข่าวดี แต่เป็นข่าวร้าย
แต่จะเป็นข่าวร้ายเช่นไรกันที่ทำให้พานโชวหูและเทียนปอฉงโกรธถึงเพียงนี้?
ไม่นานนักคำตอบก็ถูกเปิดเผย
ข่าวนั้นเริ่มต้นประโยคแรกด้วย “โคตรบรรพบุรุษของพวกเจ้า เจ้าพวกเศษสวะเฒ่าทั้งหลาย เกือบจะทำให้บิดาแท้ ๆ ของพวกเจ้าตายแล้ว พวกเจ้ามันตัวบัดซบ! ไปลงนรกซะ!…”
มีมากกว่าพันตัวอักษร ล้วนแต่เป็นคำหยาบคาย ไม่มีคำซ้ำกันแม้แต่คำเดียว
มองไปมองมาก็ไม่เห็นมีเนื้อหาใดที่มีคุณค่าเลย ตลอดทั้งฉบับมีแค่คำหยาบคาย!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ใช้เนื้อหามากมายในการสาปแช่งพานโชวหู ซึ่งหยาบคายอย่างยิ่ง
เมื่อทุกคนได้อ่านจบ สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปเป็นแย่อย่างประหลาด
พวกปีศาจใหญ่ขอบเขตแท่นทองคำทั้งสี่นี้ เสียสติไปแล้วหรือ? ถึงได้กล้าทำเรื่องที่บ้าคลั่งเช่นนี้!!
และในขณะนี้ ลวีเชอและฉีชิงอวิ๋นได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า ในเรื่องการสังหารลูเยี่ยนั้น พวกปีศาจใหญ่ทั้งสี่ตนล้มเหลวแล้ว!
ในวันเดียวกัน
เวยซุนที่รอข่าวอยู่ในส่วนลึกของเขาไป๋เยี่ยนมาโดยตลอด ในที่สุดก็ได้รับข่าว “ลูเยี่ยยังมีชีวิตอยู่!”
“ปีศาจใหญ่ทั้งสี่ที่อยู่ในขอบเขตแท่นทองคำ ไม่สามารถสังหารคนผู้นั้นได้หรือ?”
เวยซุนตะลึงงัน สีหน้าแปรเปลี่ยนไม่แน่นอน ความคิดปั่นป่วนไปมา
“ลูเยี่ยซ่อนไพ่ตายอะไรไว้ในตัว ถึงสามารถทำได้ถึงขนาดนี้?”
ความกดดันที่บรรยายไม่ถูกถาโถมเข้าสู่จิตใจของเวยซุน เขาเงียบไปนาน สุดท้ายก็กัดฟันไม่ลังเลอีกต่อไป มุ่งหน้าไปยังที่ห่างไกลออกไป
ณ สถานที่เชื่อมต่อระหว่างเขาไป๋เยี่ยนกับเขตหวงห้ามลึกลับที่หก คือทุ่งร้างที่ปกคลุมไปด้วยหมอกสีเทาหนาทึบ พื้นดินที่นี่แตกระแหง ชีวิตเหือดแห้ง ดินเป็นสีแดงเข้มราวกับถูกย้อมด้วยเลือดสดของเทพมาร
ชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่น่าเกรงขามคนหนึ่ง ยืนเอามือไพล่ไว้ด้านหลังอยู่บนทุ่งร้างอย่างเงียบงัน มองไปยังเขตหวงห้ามลึกลับในที่ไกลสุดลูกหูลูกตา
เส้นผมและเคราที่ยุ่งเหยิงของเขาปลิวไสว ใบหน้าโดดเดี่ยว หลังตรงดังหอกยาว ชุดนักพรตของเขาสะบัดไหวตามลม มีท่าทางที่แข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยว ราวกับมองข้ามทั่วทั้งแปดทิศ
“ท่านอาเจ็ด ในที่สุดข้าก็พบท่านเสียที”
ไม่ไกลนัก เวยซุนเดินก้าวยาว ๆ เข้ามา บนใบหน้าเผยรอยยิ้มที่มาจากใจจริง
“หลานชายของลูซิงอีถูกเจ้าสังหารแล้วหรือ?”
ชายวัยกลางคนผู้ทรงอำนาจไม่หันกลับมาแม้แต่น้อย เสียงของเขากังวานราวกับเสียงดาบ น่าสะพรึงกลัวจนจิตวิญญาณสั่นคลอน
“เวยเทียนหลาน” ผู้อาวุโสเจ็ดของตระกูลเวยที่เป็นตระกูลผู้พิทักษ์แผ่นดิน เป็นปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ที่มีพลังบำเพ็ญขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ และเป็นหนึ่งในแม่ทัพอาภรณ์สีแดงของกรมโหรหลวง!
เขาเป็นผู้อาวุโสเจ็ดในบรรดาผูอาวุโสของตระกูลเวย ผู้อาวุโสที่คุ้นเคยกับเขาล้วนเรียกเขาว่า “เวยเหลาชี”
“ยังไม่สำเร็จ” เวยซุนก้มหน้าลง รอยยิ้มบนใบหน้าหายไป ถอนหายใจก่อนกล่าวว่า “ไม่ปิดบังท่านอาเจ็ด ข้าประเมินลูเยี่ยต่ำเกินไป”
ขณะพูด เขาก็เล่าถึงการตายของกูขุยและคนอื่น ๆ สิบสามคน รวมถึงเรื่องที่ปีศาจใหญ่ที่อยู่ขอบเขตแท่นทองคำสี่ตน ก็ไม่สามารถสังหารลูเยี่ย อย่างละเอียด
เมื่อฟังจบ เวยเทียนหลานก็หันกลับมาทันที ดวงตาของเขาราวกับโคมไฟสีทอง จ้องมองเวยซุนแล้วกล่าวว่า “ดังนั้น เจ้ากลัวแล้วหรือ? อยากขอให้ข้าช่วยลงมือใช่หรือไม่?”
พลังลมปราณที่แผ่ออกมาจากร่างเขาช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน ทำให้เวยซุนรู้สึกหายใจติดขัด ทั่วร่างเกร็งไปหมด ขณะกำลังจะอธิบาย
เวยเทียนหลานกล่าวเสียงเย็นชาว่า “ให้ข้าไปรังแกเด็กน้อยขอบเขตชักนำวิญญาณอย่างนั้นหรือ? เจ้าคิดได้อย่างไร!”
เวยซุนตะลึงงัน “ท่านอาเจ็ด ท่านมาที่เขาไป๋เยี่ยนครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อมาปกป้องข้าหรอกหรือ?”
หลายวันก่อนหน้านี้ เขาได้เขียนจดหมายแจ้งข่าวการเสียชีวิตของหลัวเจียนหมิงให้กับตระกูลทราบ ในจดหมายเขายังได้กล่าวเป็นพิเศษว่า ตนเองถูกข่มขู่จากฉินอูซางและเซียหลิงชิว!
หลังจากนั้นเวยเทียนหลานก็มา และยังเข้ามายังเขาไป๋เยี่ยนล่วงหน้าอีกด้วย!
เวยซุนเคยคิดว่าเมื่อมีท่านอาเจ็ดอยู่ด้วย คราวนี้ตนเองจะต้องกวาดล้างทุกสิ่งได้อย่างแน่นอน ใครเลยจะคิดว่าท่านอาเจ็ดกลับดูเหมือนจะไม่ต้องการช่วยเหลือ!
“เจ้าคิดมากไปแล้ว คราวนี้ข้ามาเพื่อเขตหวงห้ามลึกลับที่หก”
เวยเทียนหลานหันหลังกลับ มองไปยังที่ไกลออกไปอีกครั้ง “เรื่องของเจ้ายังไม่สำคัญพอที่จะทำให้ข้าต้องเดินทางมาที่นี่ด้วยตัวเอง”
เวยซุน: “???”