บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 71 การต่อสู้ที่ยุติธรรม
บทที่ 71 การต่อสู้ที่ยุติธรรม
หัวใจของเวยซุนจมดิ่งลงสู่ก้นเหว
เขาไม่เคยคิดเลยว่าท่านอาเจ็ดที่เขาถือว่าเป็นที่พึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกลับไม่ได้มาเพื่อช่วยเหลือตนเอง!
“ในเมืองเทียนเหอฉินอูซางและเซี่ยหลิงชิวไม่สังหารเจ้า เหตุใดเจ้าจึงคิดว่าข้าจะช่วยเจ้าสังหารลูเยี่ย”
เสียงของเวยเทียนหลานดังกังวานราวกับเสียงดาบ
“ในฐานะที่เป็นบุตรหลานตระกูลเวยแต่กลับรู้แต่เล่นเล่ห์กลสกปรกที่ไม่กล้าออกหน้า แล้วยังไม่กล้าใช้พลังบำเพ็ญขอบเขตตำหนักวิญญาณการหลอมรวมที่แปดไปจัดการกับเด็กหนุ่มขอบเขตชักนำวิญญาณคนหนึ่ง เจ้าไม่รู้สึกละอายใจบ้างหรือ?”
พร้อมกับเสียงนั้น พลังกดดันอันน่าสะพรึงจากร่างของเวยเทียนหลานทำให้เวยซุนรู้สึกแข็งทื่อไปทั้งตัว หลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น
“ท่านอาเจ็ด หากประลองด้านพลังบำเพ็ญแล้วข้าไม่กลัวเขาเลยจริง ๆ แต่คนผู้นั้นมีหรือจะกล้ามาประลองพลังบำเพ็ญกับข้า?”
เวยซุนอธิบายเสียงต่ำ เขารู้สึกว่าตนเองถูกใส่ร้าย ตั้งแต่เขาเข้ามาในเขาไป๋เยี่ยนจนถึงตอนนี้ล้วนใช้แต่ไพ่ตายตลอด “เช่นนั้นปีศาจใหญ่ขอบเขตแท่นทองคำทั้งสี่ตัวนั้นจะไม่สามารถสังหารเขาซึ่งเป็นแค่ขอบเขตชักนำวิญญาณได้อย่างไร?”
เวยเทียนหลานนิ่งเงียบไป
หลังจากเวลาผ่านไปสักพักเขาก็กล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย “ในเมื่อเจ้าได้ลงนามในสัญญาเป็นตายกับเขาแล้วก็จงไปเผชิญหน้ากับเขาอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา”
เวยซุนกล่าวว่า “ถ้าเขาไม่กล้ารับคำท้าเล่า?”
เวยเทียนหลานตอบเสียงเย็น “เหลวไหล ในเมื่อเจ้ากับเขาเคยเดิมพันและลงนามในสัญญาเป็นตายแล้วก็จงทำตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้!”
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่งเขาก็กล่าวต่อว่า “อีกอย่าง ถึงแม้เขาจะใช้ไพ่ตายแล้วอย่างไรเล่า? อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่มีไพ่ตาย!”
เวยเทียนหลานหันกลับมามองเวยซุนอย่างลึกซึ้งอีกครั้ง “ท้ายที่สุดแล้วเจ้าก็แค่กลัว กลัวว่าจะแพ้ในการประลองไพ่ตายด้วยใช่หรือไม่?”
เวยซุนเม้มริมฝีปากไม่ได้ปฏิเสธ
เวยเทียนหลานชี้นิ้วไปที่จมูกของเวยซุน “อย่าลืมว่าเจ้าคือทายาทตระกูลเวย เป็นอัจฉริยะที่ผ่านด่านตำหนักวิญญาณสิบสามด้านและติดอันดับทำเนียบตำหนักวิญญาณของต้าเฉียน!”
“การต่อสู้ครั้งนี้เจ้าต้องไม่หดถอยเด็ดขาด มิฉะนั้นข้าจะสังหารเจ้าทันที!”
กล่าวถึงประโยคสุดท้ายในดวงตาของเวยเทียนหลานก็ปรากฏแววสังหารวูบหนึ่ง ทำให้เวยซุนรู้สึกชาที่หนังศีรษะ
“ขอรับ!”
ครู่หนึ่งผ่านไปเวยซุนก็กัดฟันรับคำ
เมื่อตัดสินใจเด็ดขาดแล้วความกังวลในใจและการพึ่งพาเวยเทียนหลานของเขาก็หายไปจนหมดสิ้น
ใจสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ท่าทางที่แสดงออกมาทั้งหมดกลับกลายเป็นความสุขุมและนิ่งสงบ
“การลังเลจะนำมาซึ่งความวุ่นวาย”
ดวงตาของเวยเทียนหลานเปล่งประกายแห่งความประหลาดใจ “เจ้ามีความสามารถโดดเด่นมีพรสวรรค์เป็นเลิศ ข้อบกพร่องของเจ้าคือมีความคิดฟุ้งซ่านมากเกินไป และพึ่งพาตระกูลและสิ่งภายนอกมากเกินไปในการดำเนินชีวิต”
“เพียงแค่ตัดความคิดฟุ้งซ่านเหล่านี้ออกไปด้วยพรสวรรค์ของเจ้า ภายภาคหน้าย่อมไม่ต้องกังวลว่าจะไม่สามารถเป็นปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ได้!”
เวยซุนกล่าวอย่างเคารพ “คำสั่งสอนของท่านอาเจ็ดเหมือนกระบองที่ฟาดลงบนศีรษะ ทำให้ข้าตื่นจากความหลงผิด!”
“ท่านอาเจ็ดข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังเด็ดขาด!”
เสียงยังคงก้องกังวานเวยซุนก็ก้าวเดินออกไป
“เด็กคนนี้ ในที่สุดก็ดูมีท่าทีดีขึ้นแล้ว!”
รอยยิ้มบางผุดขึ้นที่มุมปากของเวยเทียนหลาน
แต่ไม่นานรอยยิ้มนั้นของเขาก็แข็งค้าง
เพราะทันใดนั้นเขาก็ตระหนักว่าเวยซุนใช้พลังบำเพ็ญขอบเขตตำหนักวิญญาณการหลอมรวมที่แปดไปประลองกับเด็กหนุ่มขอบเขตชักนำวิญญาณ มีสิ่งใดที่น่าภาคภูมิใจกันเล่า?
แม้ว่าเวยซุนจะชนะแต่หากเรื่องนี้แพร่ออกไปผู้ที่ต้องอับอายก็ยังคงเป็นตระกูลเวยอยู่ดี
“แปลกจริง หลานชายของลูซิงอีหลังจากหลับใหลไปสามปีไม่เพียงแต่ตื่นขึ้นแต่ยังกล้าที่จะเป็นศัตรูกับศิษย์ตระกูลเวยของเรา เด็กคนนี้เอาความกล้าหาญมาจากที่ใดกัน?”
เวยเทียนหลานครุ่นคิด “ฉินอูซางกับเซี่ยหลิงชิวไม่ใช่คนโง่ แต่เหตุใดถึงเห็นแก่เจ้าหนุ่มผู้นี้ถึงเพียงนี้ ถึงขนาดไม่คัดค้านการที่เขาลงนามในสัญญาเป็นตายกับเวยซุน?”
เมื่อคิดถึงตรงนี้แม้แต่เวยเทียนหลานก็อดรู้สึกสงสัยไม่ได้
ยอดฝีมือมากมายที่เข้าร่วมการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิได้ถอนตัวออกมาจากเขาไป๋เยี่ยนก่อนกำหนด
พวกเขานำข่าวมากมายเกี่ยวกับการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิกลับมาด้วย
“ข้าขอร้องเรียน! ลูเยี่ยละเมิดกฎของการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิแย่งชิงเหยื่อของพวกเราสังหารผู้บริสุทธิ์อย่างไร้ปรานี นับว่าไร้กฎหมายโดยสิ้นเชิง!”
มีผู้คนที่โกรธแค้นร้องเรียนถึงการกระทำชั่วร้ายของลูเยี่ยบนเขาไป๋เยี่ยน
“ลูเหลาเอ้อช่างไร้ยางอายสิ้นดี พาเจ้านกขโมยออกปล้นสะดมทุกหนแห่ง การล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิครั้งนี้ไม่มีทางเล่นต่อไปได้แล้ว!”
มีคนด่าทอเสียงดัง
“พวกเราต้องร้องเรียนด้วยกันขอให้ลงโทษลูเยี่ยอย่างเด็ดขาด!”
ผู้คนมากมายร้องตะโกนด้วยความเกรี้ยวกราดดุเดือด
หลังจากบรรดาผู้แข็งแกร่งทยอยกันกลับมาก่อนกำหนดเป็นกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า เกือบทั้งหมดต่างชี้นิ้วไปที่ลูเยี่ยคนเดียว ผู้คนต่างโกรธแค้นประณามการกระทำอันชั่วช้านานัปการของลูเยี่ย
เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ ทำให้ผู้คนที่รออยู่นอกเขาไป๋เยี่ยนต่างรู้สึกตกตะลึง
“คนมากมายเหล่านี้ล้วนถูกลูเยี่ยเล่นงานหรือ?”
“ลูเยี่ยทำเรื่องที่ทำให้ฟ้าดินและผู้คนเดือดดาลไว้มากเพียงใดกัน?”
ตามหลักการแล้วพานโชวหูเซวียไป๋ซงและคนอื่น ๆ ควรจะรู้สึกดีใจ
ท้ายที่สุดแล้วลูเยี่ยได้ก่อความโกรธแค้นมากมายสมควรที่จะถูกลงโทษอย่างรุนแรงตามกฎการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิ
แต่พานโชวหูและคนอื่น ๆ กลับไม่รู้สึกดีใจเลย
หน้าตาของพวกเขากลับยิ่งเคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ
ลูเยี่ยจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ตาย!
ทั้งยังกระโดดโลดเต้นอยู่!
มีผู้ใดกันจะรู้สึกเป็นสุขได้?
“พวกเจ้ากล่าวหาลูเยี่ยว่าสังหารคนอย่างไร้เหตุผลแต่มีหลักฐานหรือไม่?”
ฉีชิงอวินพลันก้าวออกมาแล้วตวาดว่า “หากไร้หลักฐานก็จงปิดปากกันให้หมด!”
ลวีเชอก็ก้าวออกมาเช่นกันกล่าวเสียงเย็นว่า “ลูเยี่ยเป็นนายกองกรมปราบปีศาจของข้า หากไร้หลักฐานที่แน่ชัด ผู้ใดกล้าใส่ร้ายเขา ข้ากับกรมปราบปีศาจจะเป็นคนแรกที่ไม่ยินยอม!”
ทันใดนั้นบรรยากาศในที่แห่งนั้นก็เงียบสงบลง
ไม่มีผู้ใดสามารถนำหลักฐานที่แน่ชัดออกมาได้
แม้จะเห็นกับตาว่าลูเยี่ยสังหารคนแต่หากไร้หลักฐานก็ไร้ประโยชน์!
ถึงแม้พานโชวหูและคนอื่น ๆ จะรู้สึกไม่พอใจในใจอย่างมากแต่พวกเขาก็ขี้เกียจที่จะโต้แย้งอะไร
ไร้ซึ่งหลักฐานย่อมทำให้การโต้เถียงใด ๆ ก็สูญเปล่า
พวกเขาสนใจแค่เพียงว่าลูเยี่ยจะตายเมื่อใดเท่านั้น!
มีเพียงหลัวหงที่เจ็บปวดใจอย่างยิ่งจนเอ่ยว่า “หากโคมไฟสวรรค์เงาจารึกยังอยู่ จะต้องเก็บรวบรวมหลักฐานเพียงพอได้แน่!”
ยามนี้เขาสงสัยอย่างยิ่งว่าโคมไฟสวรรค์เงาจารึกถูกลูเยี่ยทำลายไปแล้ว!
ต่อจากนี้ก็ได้แต่รอดูความสามารถของเวยซุนแล้ว
เซวียไป๋ซงส่งเสียงกระแสจิตมาว่า “หวังเพียงว่าเมื่อการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิสิ้นสุดลงในวันพรุ่งนี้จะมีข่าวดีส่งกลับมา”
ทุกคนต่างเข้าใจดีว่าเวยซุนจะเป็นความหวังเดียวที่จะสังหารลูเยี่ยได้
ยามราตรีเขาไป๋เยี่ยนเกิดฝนตกหนักเสียงฝนกระทบต้นไม้บนภูเขาสงเสียงซ่าดังก้องไปทั่ว
ลูเยี่ยและอีกาหัวขาวกำลังพักผ่อนอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง
กองไฟลุกโชนเนื้อของปีศาจที่เสียบไม้ย่างกลายเป็นสีทองและมีน้ำมันซึม กลิ่นหอมชวนให้น้ำลายสอ
ลูเยี่ยและอีกาหัวขาวกำลังเอร็ดอร่อยกับอาหารกินกันอย่างเพลิดเพลิน
“เจ้าหลานชายเวยซุนนั่นจนปานนี้ก็ยังไม่กล้าโผล่หัวออกมา แน่ใจได้เลยว่ามันต้องตกใจกลัวแน่ ๆ”
อีกาหัวขาวบ่นพึมพำ
ลูเยี่ยรู้สึกแปลกใจหลังจากคืนนี้การล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิก็จะสิ้นสุดลงแล้ว เวยซุนจะสามารถอดทนไม่ลงมือได้จริงๆ หรือ?
เมื่อคิดถึงตรงนี้จากภายนอกถ้ำท่ามกลางสายฝนอันมืดมิดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“ลูเยี่ย! ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่บริเวณใกล้เคียงนี้ เจ้ากล้าออกมาต่อสู้กับข้าหรือไม่?”
เป็นเสียงของเวยซุน!
ลูเยี่ยและอีกาหัวขาวมองหน้ากัน คนผู้นี้เก่งจริงๆ ถึงกับสามารถหาที่นี่เจอได้
“วางใจเถิดคราวนี้ข้าจะให้โอกาสเจ้าประลองกันอย่างเป็นธรรม!”
“ข้าเวยซุนขอสาบานต่อวิญญาณบรรพบุรุษตระกูลเวย หากเจ้ากล้าสู้กับข้า ข้ารับรองว่าจะไม่ใช้อาวุธภายนอกใด ๆ ทั้งสิ้น จะใช้เพียงพลังของตนเองตัดสินความเป็นความตายกับเจ้าเท่านั้น!”
“หากข้าผิดคำพูดขอให้ตายไม่ดี!”
สายฝนเทกระหน่ำยามราตรีท้องฟ้ามืดดั่งหมึกเสียงของเวยซุนดังก้องกังวาน
“ท่านใต้เท้าคนผู้นี้ต้องใช้กลอุบายแน่ ๆ”
อีกาหัวขาวกล่าวว่า “คำสาบานของเขาเหมือนกับลมตด ไม่สามารถเชื่อถือได้เลย”
“อย่ากังวลไปเลย”
ลูเยี่ยลุกขึ้นยืนกล่าวเสียงเบาว่า “กินอิ่มแล้วออกไปย่อยอาหารสักหนอยก็ดี”
ในความคิดของเขาภาพความรุนแรงและโศกเศร้าที่ได้เห็นในตระกูลหยวนก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง
เจตนาสังหารที่ซ่อนอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจบัดนี้ปะทุขึ้นราวกับภูเขาไฟที่หลับใหลกำลังตื่นขึ้นอยู่ในจุดที่ใกล้จะระเบิดออกมา
ไม่ว่าจะเป็นการประลองไพ่ตายหรือการต่อสู้อย่างยุติธรรมก็ตาม
ครั้งนี้เวยซุนจะต้องตาย!
ลูเยี่ยก้าวเดินออกจากถ้ำด้วยฝีเท้าอันมั่นคงเดินเข้าไปในสายฝนยามค่ำคืน