บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 73 ไม่ตายไม่เลิกรา!
บทที่ 73 ไม่ตายไม่เลิกรา!
“ปราบ!”
เวยซุนคำรามด้วยความโกรธ
พลังลมปราณทั่วร่างดังกึกก้องราวกับฟ้าร้อง มือทั้งสองประสานกันร่ายเคล็ดวิชาก่อตัวเป็นภูเขาสูงใหญ่ตระหง่าน
“ตราผนึกภูเขาเทพหกทิศ!”
เพียงการโจมตีเดียวราวกับภูเขาศักดิ์สิทธิ์ปรากฏสู่โลก ปราบปรามทั่วทั้งห้าทิศ
นี่เป็นเคล็ดวิชาลับอันทรงพลังที่สุดที่เวยซุนครอบครองไว้ ซึ่งจะถูกนำมาใช้เฉพาะในยามคับขันเท่านั้น
แต่ภายใต้สายตาอันตกตะลึงของเขา หมัดนี้ของลูเยี่ยกลับทะลวงไปข้างหน้าดุจทะลุทะลวงกิ่งไผ่ ทำลายภูเขาใหญ่นั้นจนแหลกละเอียด
ราวกับว่าภายใต้หมัดเดียวนี้สามารถบดขยี้ทุกสิ่งได้ ไม่มีสรรพสิ่งใดต้านทานได้!
พลังหมัดอันไรเทียมทานนั้นยังคงมีแรงส่งไม่ลดลง ซัดร่างเวยซุนลอยกระเด็นออกไป
เวยซุนลอยไปไกลกว่าสิบจั้ง แขนซ้ายกระดูกร้าว เนื้อหนังแตกเลือดไหลซึมออกจากปาก
ใบหน้าหล่อเหลาได้กลายเป็นสีขาวซีดจนเกือบโปร่งใส
อวัยวะภายในของเขาลล้วนได้รับความกระทบกระเทือน พลังปราณทั่วร่างเกือบจะสลายไปทั้งหมด!
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้… เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้…”
เวยซุนยากที่จะยอมรับได้
นับตั้งแต่การพบกันครั้งแรกกับลูเยี่ยเขาไม่เคยสนใจลูเยี่ยเลยแม้แต่น้อย
แม้แต่ในการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิครั้งนี้เวยซุนก็ยังคงเชื่อว่าการที่ลูเยี่ยยังมีชีวิตอยู่ได้จนถึงตอนนี้เป็นเพราะอาศัยไพ่ตาย มิใช่เพราะพลังความสามารถของตัวเอง
แต่บัดนี้เขาเพิ่งตระหนักอย่างฉับพลันว่าตนเองเข้าใจผิดมาตั้งแต่แรกเริ่ม!
โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาวัตถุภายนอกใด ๆ เพียงแค่อาศัยพลังการต่อสู้ของตนเองเท่านั้น ลูเยี่ยก็สามารถสังหารกูขุยและอีกสิบสามคนได้
เมื่อมีพลังต่อสู้ที่ท้าทายสวรรค์เช่นนี้ จะมีความจำเป็นอันใดต้องอาศัยวัตถุภายนอกอีก?
เวยซุนไม่มีเวลาคิดอะไรมากไปกว่านี้
ลูเยี่ยก้าวออกมาโจมตีแล้วด้วยความเร็วที่รวดเร็วอย่างยิ่ง และการออกหมัดที่รวดเร็วไม่ได้ให้โอกาสเวยซุนได้หายใจแม้แต่น้อย
หมัดหนึ่งพุ่งเข้ามาอีกครั้ง พลังหมัดมีเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงสายฟ้าฟาดที่ระเบิดกึกก้องในท้องฟ้ายามค่ำคืน
“ออกมา!”
เวยซุนไม่เก็บงำพลังไว้อีกต่อไปเขาอัญเชิญวัตถุล้ำค่าออกมา ดาบแห่งวิถีที่เปล่งแสงเจิดจ้า
คมดาบบางราวปีกจักจั่น ใสกระจ่างราวกับน้ำ
ตัวดาบถูกสลักด้วยอักขระลับแปดตัวซึ่งสร้างขึ้นจากลวดลายที่แปลกประหลาด โดยมีข้อความจารึกว่า รวมทุกข์สุขขุนเขาธารา พิษน้ำค้างคร่าร้อยพฤกษา
“ดาบขุนเขาธารา!”
สมบัติวิญญาณระดับตำหนักวิญญาณหลอมขึ้นโดยปรมาจารย์หลอมอาวุธผู้เชี่ยวชาญจากสำนักเพลิงเร้นลับ
ดาบเล่มนี้ไม่อาจพูดได้ว่าเป็นไพ่ตายอะไรเลย
แต่ในสายตาของคนภายนอกดาบแห่งวิถีเล่มนี้นับว่าเป็นวัตถุล้ำค่าชั้นเลิศที่หายากยิ่งนัก
ทันทีที่ดาบอยู่ในมือท่วงท่าของเวยซุนพลันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
“มังกรวารีทะยานเมฆา!”
เวยซุนเหวี่ยงดาบฟันออกไป แสงดาบแผ่กระจายราวกับเมฆเหนือผืนน้ำ มีมังกรวารีพุ่งทะยานออกมาจากม่านเมฆน้ำ
เพียงดาบเดียวก็แสดงให้เห็นถึงพลังอันยิ่งใหญ่ เย็นเยียบ น่าเกรงขาม และทัศนียภาพตระการตา
“คนผู้นี้เป็นผู้ฝึกดาบหรือ?”
ลูเยี่ยมีแววตาประหลาด
เขาไม่ได้เปลี่ยนกระบวนท่าแต่พลังในหมัดพลันทวีความแข็งแกร่งขึ้นอย่างกะทันหันทันที
เพียงชั่วครู่หมัดของลูเยี่ยก็ทะลวงผ่านมังกรวารีที่ถาโถมเข้ามา แล้วทะลวงผ่านเมฆน้ำที่แผ่ปกคลุมไปทั่วฟากฟ้า
ทันใดนั้นเขาเปลี่ยนกระบวนท่าอย่างกะทันหัน นิ้วทั้งห้าเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วราวกับกำลังดีดสายพิณติดต่อกัน เคาะลงบนคมดาบของเวยซุน
การเคาะที่ดูแผ่วเบานั้นกลับเหมือนค้อนยักษ์ที่เทพเจ้าโบราณทุบลงมา
การโจมตีแต่ละครั้งทำให้คมดาบสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พลังที่สะสมอยู่ในตัวดาบถูกทำลายราวกับการหักกิ่งไม้แห้ง
พลังบำเพ็ญทั่วร่างของเวยซุนได้รับผลกระทบอย่างหนักทำให้ทั้งร่างสั่นสะเทือนไปด้วย
ในที่สุดเขาก็ไม่อาจควบคุมดาบขุนเขาธาราได้อีกต่อไป ถูกแรงสั่นสะเทือนจนดาบหลุดมือไป
เขาโงนเงนและถอยหลังออกไป สีหน้าซีดเผือดขึ้นเรื่อย ๆ จิตใจหวาดผวา
การใช้ดาบขุนเขาธาราสามารถเพิ่มพละกำลังการต่อสู้ของเขาขึ้นอีกมาก
ใครเล่าจะคิดว่าต่อหน้าลูเยี่ยกลับยังคงไม่สามารถรับมือกับการโจมตีเพียงครั้งเดียวได้!
เรื่องนี้สร้างความกระทบกระเทือนต่อเวยซุนมากเกินไป จิตใจของเขาแทบจะพังทลายแล้วไม่มีความสงบเยือกเย็นก่อนหน้านี้อีกต่อไป
เครง!
ดาบขุนเขาธาราร่วงหล่นไปไกลในความมืดของราตรีส่งเสียงครวญคราง
และลูเยี่ยก็ซัดหมัดใส่อีกครั้ง
นับตั้งแต่เริ่มการต่อสู้เขาไม่เคยเอ่ยแม้แต่คำเดียว มีแต่บุกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว กดดันทุกย่างก้าว
กระแสความเฉียบคมและความมุ่งมั่นในการสังหารนั้น ได้สร้างความกดดันที่ไม่เคยมีมาก่อนให้กับเวยซุน
“ลูเยี่ย หยุดมือเสียก่อน!”
เวยซุนตะโกนเสียงดังลั่น เขาเริ่มกลัวอย่างแท้จริงแล้ว
นับตั้งแต่เริ่มการต่อสู้เขาก็ตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบ ถูกกดขี่รุกไล่ตลอดเวลา จนกระทั่งขณะนี้ชีวิตของเขากำลังตกอยู่ในภาวะอันตรายร้ายแรง
ทั้งหมดนี้ทำให้จิตใจของเขาหวั่นไหว ทำลายความมุ่งมั่นในการต่อสู้
ลูเยี่ยไม่แยแสคำพูดใด พลังหมัดของเขาทอดยาวราวกับผืนผ้า ฉีกผ่านท้องฟ้าพุ่งเข้าโจมตี
เวยซุนหลบหลีกในทันทีแต่ก็ยังถูกพลังหมัดกวาดเข้าใส่ ได้รับบาดเจ็บสาหัสร่างกายเต็มไปด้วยเลือด
“พอได้แล้ว! ข้ายอมแพ้แล้วยังไม่พอใจอีกหรือ?”
เวยซุนตวาดอย่างโกรธเกรี้ยว “หากเจ้าสังหารข้าจริง ๆ มันจะทำให้ตระกูลลูของพวกเจ้าเผชิญกับภัยพิบัติถึงขั้นล่มสลาย เจ้าอยากเห็นเช่นนั้นหรือ?”
ลูเยี่ยไม่สนใจคำพูดของอีกฝ่าย เขาพุ่งเข้าโจมตีอีกครั้ง
“เจ้าช่างดื้อดึงเหลือเกิน!”
เวยซุนโกรธจนตัวสั่น “ข้าไม่เคยเห็นคนหัวแข็งเหมือนเจ้ามาก่อนเลย!”
การเป็นศัตรูกับบุตรหลานตระกูลใหญ่ ถึงแม้จะมีผู้ใต้บังคับบัญชาตายมากเพียงใด หากต้องการคลายความแค้นก็เพียงแค่จ่ายผลประโยชน์ให้มากพอเท่านั้น
สำหรับเขาแล้วตราบใดที่มีเงินเพียงพอ ไม่มีมีความแค้นใดในโลกไม่อาจไม่ยุติได้
ดังนั้นเวยซุนไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าชายหนุ่มที่มาจากตระกูลเล็ก ๆ อย่างลูเยี่ยเหตุใดจึงดื้อรั้นถึงเพียงนี้!
“เจ้าไม่กลัวว่าตระกูลลูจะถูกล้างตระกูลหรือ?”
“เจ้าไม่กลัวว่าตนเองจะประสบภัยพิบัติถึงชีวิตหรือ?”
ลูเยี่ยโจมตีอีกครั้ง จิตสังหารของเขามุ่งเป้าไปที่เวยซุนอย่างแน่วแน่พลางเหวี่ยงหมัดซัดเข้าใส่
เวยซุนลมหายใจสะดุด ตระหนักว่าตนเองไม่มีทางรับหมัดนี้ไหว จึงไม่กล้าลังเลอีกต่อไป
“เจ้าบังคับข้าเอง!”
เวยซุนคำรามก้อง
ที่ฝ่ามือของเขายันต์ลับแผ่นหนึ่งระเบิดออก แสงสีทองสว่างพุ่งออกมาเปลี่ยนเป็นปราณดาบอันดุดันและรุนแรง
นี่คือการโจมตีที่มีเพียงผู้แข็งแกร่งขอบเขตแท่นทองคำเท่านั้นที่สามารถใช้ได้!
เห็นได้ชัดว่าในช่วงเวลาคับขันเป็นความเป็นความตาย เวยซุนไม่สนใจข้อตกลงตัดสินความเป็นความตายด้วยพลังอีกต่อไปและเริ่มใช้ไพ่ตายของตน
ลูเยี่ยไม่ประหลาดใจแต่อย่างใด
ตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อนตอนที่เขาลงนามในสัญญาเป็นตายกับเวยซุน ลูเยี่ยก็มองออกแล้วว่าเมื่อปราศจากภาพลักษณ์ของบุตรหลานตระกูลผู้ดี เวยซุนผู้นี้ก็ไม่ต่างอะไรจากคนกระจอกคนหนึ่ง
เมื่อชีวิตของเขาถูกคุกคาม คำสาบานและคำสัญญาที่พูดออกมาก็ไม่ต่างอะไรจากการผายลม
แม้แต่ผียังไม่เชื่อเลย
เวยซุนฟันดาบลงมาด้วยพลังที่เทียบเท่ากับพลังบำเพ็ญขอบเขตแท่นทองคำ
เกือบจะในเวลาเดียวกันลูเยี่ยไม่ลังเลแม้แต่น้อย บีบยันต์ลับแผ่นหนึ่งให้แตก
แสงสีทองพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเช่นเดียวกัน ปราณดาบที่เทียบได้กับพลังบำเพ็ญขอบเขตแท่นทองคำปรากฏขึ้นในทำนองเดียวกัน
“บัดซบ! นั่นคือยันต์อัญเชิญวิญญาณเกราะทองที่ข้ามอบให้กูขุยไว้!”
เวยซุนอุทานด้วยความตกตะลึง
ปราณดาบทั้งสองปะทะกันในพริบตา ก่อให้เกิดคลื่นพลังทำลายล้าง ตัดภูเขาเตี้ยใกล้เคียงให้ราบเรียบ
พื้นที่รอบด้านร้อยจั้งกลายเป็นดินแห้งแล้งทั้งหมด
ภายใต้แรงกระแทกของคลื่นพลังจากการต่อสู้นี้ แม้แต่ลูเยี่ยก็ยังได้รับผลกระทบ ร่างโงนเงนถอยหลังไปหลายก้าว
ส่วนเวยซุนนั้นยิ่งน่าสงสาร ถูกซัดกระเด็นออกไปโดยตรง กระแทกพื้นอย่างรุนแรงในที่ห่างไกล กระดูกทั้งตัวหักไปไม่รู้กี่ท่อน เสียงร้องโหยหวนดังสนั่นฟ้า
“นี่คือพลังบำเพ็ญขอบเขตแท่นทองคำ!”
“ไม่อาจเทียบกับขอบเขตตำหนักวิญญาณได้เลย”
“ลูเยี่ย เจ้ากล้า…?!”
เวยซุนเห็นลูเยี่ยพุ่งเข้ามาสังหารอีกครั้งจึงร้องตะโกนอย่างสิ้นหวัง พยายามดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง
บาดเจ็บสาหัสเกินไปจนกระทั่งเขาไม่อาจลุกขึ้นจากพื้น
“ข้าบอกแล้วว่าไม่ตายไม่เลิกรา!”
ลูเยี่ยก้าวเข้ามา ร่างสูงสง่าของเขาทะลุผ่านม่านฝนหนาทึบ แผ่กระจายกลิ่นอายแห่งการสังหารอันเฉียบคม
ในมือของเขากำลังถือดาบขุนเขาธาราที่เพิ่งเก็บขึ้นมาจากพื้น
การใช้ดาบของเวยซุนสังหารเวยซุนเองย่อมเหมาะสมที่สุดแล้ว
ลูเยี่ยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เหวี่ยงดาบฟันลงมา
ใบหน้าของเวยซุนบิดเบี้ยว ส่งเสียงกรีดร้องอย่างคลุ้มคลั่ง
“สหายหนุ่มโปรดปรานีด้วย!”
ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
ดาบที่ลูเยี่ยฟันออกไปถูกปัดป้องออกมา
“ไม่!”
ตัวเขาเองถูกพลังที่น่าสะพรึงกลัวกวาดเข้าใส่ ล่าถอยออกไปอย่างรุนแรง
ในเวลาเดียวกันชายวัยกลางคนร่างใหญ่สูงโปร่งผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าเวยซุน
ร่างของเขาสูงตระหง่านดังภูเขา หลังตรงราวกับหอก
กระแสพลังทรงอำนาจแข็งกร้าวและรุนแรง
คนผู้นี้ก็คือแม่ทัพอาภรณ์สีแดงแห่งกรมโหรหลวง ผู้อาวุโสเจ็ดแห่งตระกูลเวย เวยเทียนหลาน