บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 74 แสวงหาความตาย!
บทที่ 74 แสวงหาความตาย!
“ท่านอาเจ็ด! ข้ารู้ว่าท่านต้องไม่ทอดทิ้งข้าแน่!”
การรอดพ้นจากสถานการณ์คับขันทำให้เวยซุนที่ล้มอยู่บนพื้นอดไม่ได้ที่จะตะโกนด้วยความตื่นเต้น
“หุบปาก! ยังไม่ขายหน้าพออีกหรือ?”
สายตาของเวยเทียนหลานเยือกเย็นดุดัน “เจ้าเลือกที่จะตัดสินความเป็นความตายด้วยกำลังของตนเองแต่กลับเป็นเจ้าเองที่ละเมิดกฎ! หากเจ้าไม่ใช่บุตรหลานของตระกูลเวย ข้าคงตบเจ้าตายไปนานแล้ว!”
สีหน้าของเวยซุนแข็งทื่อ ก้มหน้าลงนิ่งเงียบดุจจักจั่นในฤดูหนาวแต่ในใจกลับถอนหายใจอย่างโล่งอก
มีเวยเทียนหลานอยู่ เขาไม่ต้องกังวลถึงชีวิตอีกต่อไป!
ฝนเริ่มซาลงแต่ม่านหมอกยามค่ำคืนบนภูเขากลับเริ่มหนาแน่นยิ่งขึ้น
“ท่านใต้เท้าท่านปลอดภัยดีหรือไม่?”
อีกาหัวขาวปรากฏตัวข้างกายลูเยี่ยในทันที
“ไม่เป็นไร”
ลูเยี่ยค่อย ๆ ยืดตัวขึ้นตรง
การโจมตีของเวยเทียนหลานนั้นไม่ได้หมายจะเอาชีวิตจึงไม่ได้ทำให้เขาบาดเจ็บ
“เฒ่าสารเลวนั้นน่าจะเป็นปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ ท่านใต้เท้าท่านต้องระมัดระวังให้มากนะ!”
อีกาหัวขาวส่งเสียงกระแสจิตอย่างกังวล
“เจ้าโผล่มาอย่างกะทันหัน เจ้าไม่กลัวหรือ?”
ลูเยี่ยถามออกไปอย่างไม่ใส่ใจนัก
อีกาหัวขาวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนตอบอย่างกระอักกระอ่วนว่า “ข้าเป็นห่วงสถานการณ์ของท่านใต้เท้ามากเกินไปจนลืมคิดถึงเรื่องพวกนี้ไปเสียสนิท”
ลูเยี่ยลูบศีรษะของอีกาหัวขาวเบา ๆ ดวงตาอ่อนโยน “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้เจ้าอย่าได้เข้ามายุ่งเกี่ยวเป็นอันขาด นี่คือคำสั่งเข้าใจหรือไม?”
อีกาหัวขาวรู้สึกใจหายวาบ ท่านใต้เท้าคงไม่ได้ตั้งใจจะไปสู้ตายกับปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ผู้นั้นกระมัง?
จากระยะไกลเวยเทียนหลานเดินเข้ามา
ร่างของเขาสูงใหญ่ดังขุนเขาทุกย่างก้าวแผ่ซ่านพลังอำนาจอันไรเทียมทานออกมา สายฝนยามราตรีในห้วงอากาศถูกสั่นสะเทือนจนกระเด็นออกไป
ราวกับมีร่มที่มองไม่เห็นกางปกคลุมบริเวณนี้ไว้ ลมหยุดพัด ฝนหยุดตก
“ข้าชื่อเวยเทียนหลาน เป็นผู้อาวุโสเจ็ดของตระกูลเวย และเป็นท่านอาของเวยซุน”
เวยเทียนหลานเอ่ยปาก เสียงของเขาก้องกังวานราวเสียงดาบ แม้แต่การเผชิญหน้ากับเขาก็ยังรู้สึกถึงแรงกดดันที่พุ่งเข้ามา
เมื่อห่างจากลูเยี่ยไปสองสามจั้ง เวยเทียนหลานหยุดฝีเท้าแล้วกล่าวว่า “เจ้าไม่ต้องหวาดกลัว การประลองครั้งนี้เวยซุนเป็นฝ่ายทำผิดกฎ ข้าจะไม่หน้าแทนเขา!”
ลูเยี่ยกล่าวว่า “นี่ไม่ใช่การประลองบนเวที ท่านแอบดูอยู่ในที่ลับคงจะได้ยินแล้วกระมัง ข้าเคยบอกว่าจะไม่หยุดจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะตาย!”
สีหน้าของเด็กหนุ่มสงบนิ่ง ท่วงท่าสุขุมเยือกเย็น คำพูดไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
เวยเทียนหลานอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ เด็กหนุ่มผู้นี้ถึงกับรู้ตัวตั้งแต่แรกแล้วหรือว่าตนแอบดูอยู่ในที่ลับ?
ในระหว่างที่ความคิดกำลังหมุนวน เวยเทียนหลานก็กล่าวว่า “แก้แค้นกันไปมาเมื่อใดจะจบสิ้น? ตราบใดที่เจายอมหยุด ข้าสัญญาว่าความแค้นระหว่างเจ้ากับเวยซุนจะถูกลบล้างไปหมด ต่อไปภายหน้าตระกูลเวยก็จะไมสืบสาวเรื่องนี้อีกเป็นอย่างไร?”
เวยซุนแทบไม่อยากเชื่อหูของตัวเอง ท่านอาเจ็ดเลือกที่จะประนีประนอมได้อย่างไร?
ด้วยพลังบำเพ็ญของเขาเขาสามารถกำจัดลูเยี่ยได้อย่างง่ายดาย เหตุใดจึงต้องยอมอ่อนข้อด้วย?
แต่ลูเยี่ยกลับหัวเราะออกมา “หากข้าไม่ตกลงเล่า?”
เวยซุนอดทนไม่ไหวอีกต่อไปกล่าวว่า “ท่านอาเจ็ด ท่านไม่ต้องการใช้กำลังรังแกผู้อ่อนแอกว่า เลือกที่จะประนีประนอมแต่ท่านก็เห็นแล้วว่าเจ้าคนผู้นั้นไม่สำนึกบุญคุณเลย!”
“เจ้าเด็กน่าอับอายขายหน้า หุบปากเดี๋ยวนี้!”
เวยเทียนหลานชี้นิ้วไปในอากาศ
โครม!
เวยซุนล้มลงสลบไปทันที
เวยเทียนหลานจึงหันกลับมามองลูเยี่ยอีกครั้งแล้วกล่าวว่า “ในตัวเจ้าข้าเห็นความกล้าหาญเหมือนกับที่เคยเห็นในตัวลูซิงอี!”
ดวงตาคมกริบของเวยเทียนหลานเปล่งประกายชื่นชม เขากล่าวต่อว่า “สิ่งที่น่าทึ่งคือความแข็งแกร่งของเจ้าในวัยนี้ สมควรได้รับการขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน”
“ข้าไม่รู้ว่าในโลกอันกว้างใหญ่ภายนอกต้าเฉียนจะ มีอัจฉริยะที่ตัวจับได้ยากเช่นเจ้าหรือไม่แต่ในต้าเฉียนไม่มี!”
“แม้มองย้อนไปตลอดแปดร้อยปีที่ผ่านมาก็ยังหาไม่ได้สักคน!”
เวยเทียนหลานรู้สึกสะท้อนใจ “ด้วยเหตุนี้ข้าจึงเต็มใจที่จะพูดกับเจ้ามากมายถึงเพียงนี้”
ลูเยี่ยกล่าวว่า “ข้าสังหารหลัวเจี้ยนหมิง สังหารใต้บังคับบัญชาสิบสามคนของเวยซุน ท่านในฐานะผู้อาวุโสแห่งตระกูลเวยจะปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้จริงๆ หรือ?”
เวยเทียนหลานกล่าวว่า “ในสายตาของข้าสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่มีความสำคัญ”
ลูเยี่ยกล่าวว่า “แต่ข้าปล่อยผ่านไม่ได้!”
เวยเทียนหลานขมวดคิ้ว สีหน้าเย็นชาเล็กน้อย
“ข้าเข้าใจแล้วว่าการที่เจ้ายืนกรานเช่นนี้ก็เพื่อต้องการแก้แค้นให้กับคนของตระกูลหยวน”
น้ำเสียงของเวยเทียนหลานเปลี่ยนเป็นเฉียบขาด “ถ้าเช่นนั้นข้าขอถามเจ้าในฐานะผู้อาวุโสของตระกูลเวย ข้าก็สามารถทำเหมือนเจ้าได้หรือไม่ ไม่สนใจสิ่งใดเพื่อแก้แค้นให้เวยซุน?”
ลูเยี่ยตอบโดยไม่ลังเลว่า “แน่นอนว่าได้!”
เวยเทียนหลานตกใจอย่างเห็นได้ชัด “เจ้าไม่กลัวหรือว่าข้าจะสังหารเจ้า?”
ลูเยี่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ “หากข้าหวาดกลัวตั้งแต่ตอนที่รู้ตัวว่าท่านแอบปรากฏตัวอยู่ในความมืดข้าก็คงยอมแพ้ไปแล้วไม่ใช่หรือ?”
เวยเทียนหลานครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ดูเหมือนว่าการปรากฏตัวของข้าผู้เป็นปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ก็ไม่อาจทำให้เจ้ารู้สึกเกรงกลัวได้เลยสินะ…”
เขาจ้องมองลูเยี่ยพลางกล่าวต่อว่า “หากขาดึงดันจะพาเวยซุนไปเจ้าจะทำอย่างไร?”
ลูเยี่ยตอบอย่างสงบ “ท่านลองดูก็ได้”
จากสีหน้าและแววตาของเด็กหนุ่ม เวยเทียนหลานไม่เห็นความตึงเครียดแม้แต่น้อย
ตั้งแต่ต้นจนจบเขายังคงสงบและผ่อนคลายเสมอ
สิ่งนี้ทำให้เวยเทียนหลานรู้สึกทั้งประหลาดใจและรู้สึกว่ามันผิดปกติ
“ข้าในฐานะคนของตระกูลเวยไมอาจเดินจากไปเฉย ๆ ได้”
เวยเทียนหลานกล่าว “หากเจ้าสามารถรับการโจมตีของข้าได้หนึ่งครั้งเรื่องวันนี้ข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวอีกเจ้าเห็นเช่นไร?”
ลูเยี่ยกล่าวว่า “ข้าไม่สามารถรับประกันได้ว่าท่านจะตายหรือไม่หากลงมือ”
เวยเทียนหลานนิ่งไป
เมื่อพินิจถามตัวเอง นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของเขาอย่างแท้จริงที่ถูกเด็กหนุ่มขอบเขตชักนำวิญญาณข่มขู่เช่นนี้!
ยิ่งไปกว่านั้นเขาพลันรู้สึกประหลาดอย่างหนึ่ง ราวกับว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ากำลังคาดหวังให้เขาลงมือโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดทั้งสิ้น!
เวยเทียนหลานเงียบไป
เรื่องผิดปกติย่อมมีปีศาจแฝงอยู่
แท้จริงแล้วสิ่งใดกันแน่ที่ทำให้เด็กหนุ่มคนหนึ่งไม่แยแสต่อปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์เช่นนี้?
อีกาหัวขาวที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยตาตนเองก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกตะลึง
ท่านใต้เท้าช่างทรงพลังเหลือเกิน!
ใครในโลกนี้กล้าเผชิญหน้ากับการคุกคามของปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ได้โดยไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อยเช่นนี้?
ใครกันจะกล้าจินตนาการว่าท่านใต้เท้าตอนนี้มีเพียงพลังบำเพ็ญขอบเขตชักนำวิญญาณ?
คราวนี้ลูเยี่ยเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน “ข้าเห็นว่าท่านดูเหมือนจะเป็นผู้อาวุโสที่มีหลักการมีสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ”
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็ไม่ปิดบัง เมื่อครู่ในการต่อสู้พลังหมัดของข้าได้แทรกซึมเข้าไปในอวัยวะภายในและพลังชีวิตของเวยซุนแล้ว แม้ว่าท่านจะพาเขากลับไปเขาก็จะตายในไม่ช้า แม้แต่เทพเซียนก็ช่วยไม่ได้”
“อะไรนะ?”
สีหน้าของเวยเทียนหลานมืดครึ้ม ดวงตาฉายแววสังหารที่ไม่สามารถระงับได้ “จริงหรือ?”
ปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ผู้นี้โกรธแล้ว
แต่ลูเยี่ยกลับไม่สะทกสะท้านกล่าวว่า “ในเมื่อข้ารู้ว่าท่านแอบดูการต่อสู้อยู่ แน่นอนว่าข้าย่อมรู้ว่าหากจะสังหารเวยซุน ท่านย่อมต้องเข้ามาขัดขวาง เพราะเหตุนี้ข้าจึงต้องใช้วิธีเช่นนี้สังหารเขา”
กล่าวจบเขาก็เงยหน้ามองจ้องไปที่เวยเทียนหลาน
“ตอนนี้ท่านย่อมสามารถลงมือได้อย่างไร้ความกังวลแล้ว!”
อีกาหัวขาวได้ยินแล้วรู้สึกตกใจสุดขีด โดยเฉพาะน้ำเสียงของลูเยี่ยทำให้มันรู้สึกราวกับกำลังพูดว่า “มาสังหารข้าเร็วเข้า อย่าอดทนอีกเลย!”
ราวกับกำลังแสวงหาความตาย!
อีกาหัวขาวไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าในใจของท่านใต้เท้าคิดอะไรอยู่ถึงได้บ้าคลั่งถึงเพียงนี้
หากเป็นคนอื่นอีกาหัวขาวคงด่าอีกฝ่ายว่าโง่เง่าที่รนหาเรื่องตายไปแล้ว
กลิ่นอายสังหารบนร่างของเวยเทียนหลานพลุ่งพล่านสายตาของเขากลายเป็นคมกริบราวกับคมดาบ
“เจ้าหนุ่มน้อย เดิมทีข้าชื่นชมพรสวรรค์ของเจ้าแต่การกระทำของเจ้าทำให้ข้าผิดหวังมาก!”
เวยเทียนหลานเอ่ยเสียงแผ่วเบา
เมื่อเสียงดังขึ้นเขายกมือขวาขึ้น
สายฝนที่ถูกขัดขวางไว้ภายนอกก่อนหน้านี้พลันส่งเสียงกึกก้อง รวมตัวกันอย่างบ้าคลั่งที่ฝ่ามือของเวยเทียนหลาน
กระแสน้ำไหลวนรวมตัวเป็นกระบี่ จากนั้นปราณดาบก็พุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า สั่นสะเทือนเมฆาและสายลมจากทุกทิศทาง
เมฆฝนที่หนาทึบบนท้องฟ้าถูกฉีกเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่!
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่เป็นของปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ทำให้ต้นไม้และพืชพรรณในป่าที่อยู่ไกลออกไปสั่นสะท้าน ห้วงอากาศครวญครางดังหึ่ง ๆ ราวกับทนรับไม่ไหว
อาภรณ์ของลูเยี่ยโบกสะบัดส่งเสียงดังสวบสาบ ภายในทะเลแห่งจิตสำนึกรอยประทับของบรรพจารย์ที่ดุจดังดวงดาวกำลังเคลื่อนไหวปั่นป่วน
“เพียงเด็กหนุ่มขอบเขตชักนำวิญญาณแต่กลับบีบให้ข้าต้องลงมือ ฮ่า ๆ ก็น่าสนใจดี!”
เวยเทียนหลานหัวเราะแต่ในดวงตาของเขาก็มีความเด็ดเดี่ยวปรากฏขึ้น
ขนของอีกาหัวขาวตั้งชันกลัวจนวิญญาณแทบหลุดลอย
แตมันก็บินเข้ามาในทันทีมายืนเคียงข้างลูเยี่ย!
ก่อนหน้านี้ลูเยี่ยเคยสั่งห้ามมันไม่ให้เข้ามายุ่ง แต่มันก็ทนไม่ไหว
และก็ไม่อยากอดทน!
ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาที่จงรักภักดีที่สุดของท่านใต้เท้า มันจะยอมให้ท่านใต้เท้าเสี่ยงตายได้อย่างไรในขณะที่ตนเองกลับหลบอยู่ด้านหลัง?
และในชั่วขณะที่อีกาหัวขาวบินเข้ามานั้น เวยเทียนหลานก็ลงมือแล้ว
ดาบยาวที่ก่อตัวขึ้นจากหยดน้ำฝนนับไม่ถ้วนในฝ่ามือฟันลงมา พร้อมกับเจตจำนงดาบที่หนักอึ้งราวกับภูเขา