บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 75 สองเหตุการณ์พลิกผัน
บทที่ 75 สองเหตุการณ์พลิกผัน
เจตจำนงดาบแห่งวิถีของปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์น่าสะพรึงกลัวเพียงใด?
เมื่อดาบเล่มนี้ฟันลงมาสายฝนที่ตกกระหน่ำในยามค่ำคืนก็หยุดชะงักกะทันหัน ห้วงอากาศในรัศมีพันจั้งก็พังทลายลง
ส่วนเวยเทียนหลานผู้ที่ฟันดาบเล่มนี้ออกมาดูราวกับเทพเจ้าที่ยืนตระหง่านอยู่ในโลกมนุษย์!
เหล่าปีศาจในเขาไป๋เยี่ยนต่างหวาดกลัวจนใจสั่นสะท้าน
ผู้แข็งแกร่งที่กระจายตัวอยู่ในเขาไป๋เยี่ยนต่างรู้สึกหวาดกลัวอย่างยิ่ง
นี่คือปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์
ฟ้ามนุษย์ประสานใจหลอมรวมวิถีแห่งความลึกลับ!
เขาสามารถช่วงชิงพลังบางส่วนของฟ้าดินมาหลอมรวมเข้ากับพลังของตนเองได้แล้ว
การโจมตีเพียงครั้งเดียวก็มีอำนาจแห่งฟ้าดิน!
“บัดซบ! สั่นอะไรกันนักข้าควบคุมตัวเองไม่ได้เลย!”
อีกาหัวขาวสั่นสะท้านด้วยความกลัว พลังอำนาจของดาบเล่มนั้นทำให้มันเกิดความหวาดกลัวจากสัญชาตญาณ
ระหว่างความเป็นและความตายนั้นมีความหวาดกลัวอันยิ่งใหญ่
แม้จะยอมรับความตายราวกับการกลับบ้านก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่หวาดกลัว
“ในที่สุดก็ลงมือแล้ว…”
เมื่อดาบเล่มนี้ฟันลงมาดวงตาลึกล้ำของลูเยี่ยก็สว่างดุจคบเพลิง เขายืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
ราวกับถูกดาบของเวยเทียนหลานกดดันจนไม่อาจเคลื่อนไหวได้
แต่ในชั่วพริบตานั้นก็เกิดสองเหตุการณ์พลิกผันขึ้น!
จากขุนเขาอันมืดมิดในระยะไกลมีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นแทบจะไม่ได้ยิน
ในขณะที่เสียงฝีเท้าดังขึ้นร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสถานที่นี้อย่างกะทันหัน
นี่คือสตรีในชุดผ้าป่าน หน้าตาธรรมดาดูเหมือนสตรีทั่วไปที่พบเห็นได้ตามปกติ
แต่เมื่อนางปรากฏตัวขึ้นร่างกายของนางก็แผ่ซ่านพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่และไร้ขีดจำกัด นางชกหมัดหนึ่งออกไปทางเวยเทียนหลาน
แรงหมัดอันทรงพลังเปรียบดั่งแส้สวรรค์ที่ฟาดลงมายังโลกมนุษย์ พร้อมด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ที่สั่นสะเทือนจิตใจผู้คน
นี่คือเหตุการณ์พลิกผันแรก
ในขณะที่อีกด้านหนึ่งมีแสงสีเขียวอ่อนปรากฏขึ้น ก่อตัวเป็นมีดบินสีเขียวเล่มหนึ่งพุ่งวาบเป็นเส้นโค้งอันลึกลับฟันใส่เวยเทียนหลานจากด้านหลัง
มีดบินสีเขียวเปล่งประกายเจิดจ้า คมมีดปลดปล่อยสายฟ้าที่น่าสะพรึงกลัว
นี่คือเหตุการณ์พลิกผันที่สอง
สองเหตุการณ์พลิกผันเกิดขึ้นเกือบจะพร้อมกันกับที่เวยเทียนหลานฟันดาบออกไป
แต่เวยเทียนหลานราวกับหยั่งรู้ล่วงหน้า
เจตจำนงดาบที่เดิมทีฟันไปทางลูเยี่ยพลันเบนทิศทางอย่างฉับพลัน กวาดไปหาหญิงสวมเสื้อผ้าแบบธรรมดาที่เข้ามาจู่โจมทางด้านหน้า
ขณะเดียวกันเขาก็กระทืบเท้าลงพื้น มือซ้ายปรากฏโล่สำริดออกมาอย่างฉับพลันแล้วกวาดไปทางด้านหลัง
ตูม!
หมัดที่ยิ่งใหญ่และไร้ขีดจำกัดของสตรีในชุดผ้าป่านถูกเจตจำนงดาบของเวยเทียนหลานสกัดไว้
เมื่อสองพลังปะทะกันก่อให้เกิดพลังทำลายล้างราวกับพายุพัดกวาดกระหน่ำไปทั่วทุกทิศทาง
ในเวลาเดียวกันมีดบินสีเขียวนั้นก็ฟันลงบนโล่สำริด
โล่สำริดระเบิดแตกเป็นเสี่ยง ๆ
แต่เวยเทียนหลานก็อาศัยจังหวะนี้เคลื่อนย้ายร่างอย่างรวดเร็ว หลีกเลี่ยงการโจมตีประกบหน้าหลังได้อย่างหวุดหวิด!
“หนีไปได้…”
ลูเยี่ยรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง ร่างของเขาถอยร่นไปอยู่ที่ห่างไกลแล้ว ไม่ได้รับผลกระทบจากคลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่หลงเหลือจากการต่อสู้นั้น
อีกาหัวขาวรู้สึกงุนงงอย่างมาก
เกิดอะไรขึ้น?
ท่านใต้เท้าคงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะมีคนออกมาจัดการกับเวยเทียนหลาน?
ต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน!
มิเช่นนั้นเหตุใดท่านใต้เท้าจึงจำเป็นต้องบีบบังคับให้เวยเทียนหลานลงมือด้วย?
ชัดเจนว่าเขาใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อเพื่อสร้างโอกาสให้ยอดฝีมือลึกลับทั้งสองคนนั้นได้โจมตี!
อีกาหัวขาวคิดว่าตนเองคาดเดาความจริงได้ถูกต้อง มันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่งอยู่ในใจ
บัดซบ! ท่านใต้เท้านี้ร้ายกาจจริงๆ!
“ข้าเวยเทียนหลานมีคุณธรรมและมีความสามารถอันใด ถึงทำให้ท่านทั้งสองต้องร่วมมือกันลอบโจมตีเช่นนี้?”
เวยเทียนหลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ่มต่ำ
เขายืนตัวตรงราวกับหอก ดวงตาเจิดจ้าดังโคมสีทอง กวาดสายตามองไปยังสตรีในชุดผ้าป่านที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน
“เจ้าทั้งไร้คุณธรรมและความสามารถจริงๆ มิเช่นนั้นเหตุใดผู้เป็นปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์เช่นเจ้าจึงไปรังแกคนรุ่นหลังเช่นนั้นเล่า?”
สตรีในชุดผ้าป่านเอ่ยปากขึ้นอย่างเรียบเฉย
ร่างของนางผอมบางระหง รูปโฉมธรรมดาแต่เมื่อยืนอยู่ตรงนั้นพลังเลือดลมในร่างของนางราวกับแม่น้ำยาวใหญ่ที่กำลังไหลเชี่ยวกราก ทำให้พลังอำนาจของนางแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
จริงๆ แล้วสามารถใช้คำว่ายิ่งใหญ่และไร้ขีดจำกัดมาบรรยายได้
สำหรับการเยาะเย้ยจากสตรีในชุดผ้าป่านผู้นั้น เวยเทียนหลานไม่ได้ใส่ใจแต่อย่างใด
เขากวาดตามองไปยังความมืดมิดที่อยู่ไกลออกไปแล้วกล่าวว่า “ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณ เมื่อได้ลงมือแล้ว ไฉนจึงไม่ปรากฏตัวให้เห็น?”
เสียงของเขาดังก้องไปไกล
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณ?
อีกาหัวขาวอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงกระแสจิตถาม “ท่านใต้เท้า ท่านรู้มาตั้งแต่แรกแล้วหรือว่าผู้นั้นคือราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณ?”
ลูเยี่ยส่งเสียงกระแสจิตตอบว่า “ข้าไม่รู้ และยิ่งไม่รู้จักพวกนาง เพียงแต่รู้ว่าพวกนางซ่อนตัวอยู่ในที่มืดมาตลอด”
อีกาหัวขาวชะงักไป จู่ ๆ ก็ตระหนักได้ว่าการคาดเดาเมื่อครู่นี้ของตนเองนั้นไม่ถูกต้อง!
ในขณะนั้นเองก็มีเสียงหวานใสไพเราะดังมาจากความมืดแห่งหนึ่งในระยะไกล
“เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว ข้ากับสหายเต๋าท่านนั้นไม่ได้มาด้วยกัน”
พร้อมกับเสียงนั้น หญิงสาวในชุดกระโปรงยาวสีเขียวอ่อนคล้ายน้ำก็เดินออกมาอย่างสง่างาม
นางมีผิวขาวผุดผ่องดังหิมะ เปล่งประกายงดงาม มุมปากมียิ้มบาง ดวงตาคู่งามคล้ายดอกท้อ เต็มไปด้วยเสน่ห์และแววฉลาดเฉลียว
ในมือเรียวงามราวกับหยกของนางกำลังเล่นกับมีดบินสีเขียวเข้ม มีประกายแสงสายฟ้ากระพริบวูบวาบ
เห็นได้ชัดว่าคนที่ลอบโจมตีเวยเทียนหลานจากด้านหลังเมื่อครู่ก็คือนางนั่นเอง
“ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณจริงๆ ด้วย!”
อีกาหัวขาวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณอะไรกัน เจ้าควรเรียกข้าว่าพี่สาวต่างหาก”
หญิงสาวในอาภรณ์เขียวยิ้มหวานพร้อมแก้ไขคำพูดเล็กน้อย
จากนั้นนางชี้ไปที่อีกาหัวขาวแล้วกล่าวกับเวยเทียนหลานว่า “นั่นคือน้องชายข้า ข้ามาที่นี่เพื่อเขานี่แหละ”
เวยเทียนหลานร้องโอ้เบา ๆ แล้วกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นหมายความว่าหากข้าสังหารเพียงลูเยี่ย เจ้าก็จะเข้ามาไม่ยุ่งเกี่ยวใช่หรือไม่?”
ก่อนที่หญิงสาวในอาภรณ์เขียวจะได้ตอบ อีกาหัวขาวก็ร้องเสียงดังขึ้นมาว่า “ข้าและท่านใต้เท้าของข้าจะร่วมเป็นร่วมตายไปด้วยกัน!”
หญิงสาวในอาภรณ์เขียวกะพริบดวงตาคล้ายดอกท้อแล้วยิ้มพลางกล่าว “น้องชายที่ดี ช่างจงรักภักดีเสียจริง!”
เวยเทียนหลานขมวดคิ้ว
เขารู้ตัวว่าไม่สามารถปล่อยให้ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณอยู่นอกเรื่องได้อีกต่อไป
“แล้วท่านผู้นี้เป็นใครกัน เหตุใดข้าจึงไม่เคยพบเห็นมาก่อน?”
เวยเทียนหลานจ้องมองไปยังสตรีในชุดผ้าป่าน
เขารู้เรื่องราวในอดีตของราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณเป็นอย่างดี หากต้องต่อสู้หนึ่งต่อหนึ่งเขาก็ไม่ได้หวาดกลัวแต่อย่างใด
แต่เขากลับมองไม่ทะลุถึงที่มาของสตรีในชุดผ้าป่านผู้นี้ ในใจจึงระแวงอย่างยิ่ง
“ข้าไม่ใช่ผู้ฝึกตนจากต้าเฉียน”
สตรีในชุดผ้าป่านกล่าวว่า “ที่ข้ามาในครั้งนี้มีเพียงจุดประสงค์เดียวคือเพื่อคุ้มครองลูเยี่ยล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิ! หากเจ้าไม่พอใจก็ลองลงมือดูอีกครั้งได้”
เวยเทียนหลานหรี่ตามอง จู่ ๆ ก็หันไปมองลูเยี่ยแล้วกล่าวด้วยความรู้สึกว่า “เจ้าที่ยืนกรานจะให้ข้าสังหารเจ้าในคืนนี้ไม่ได้ตั้งใจจะใช้มือของพวกนางเพื่อกำจัดข้าให้สิ้นซากเลยหรือ?”
ลูเยี่ยกล่าวอย่างเย็นชาว่า “หากท่านไม่ได้รู้แต่แรกว่าพวกนางซ่อนตัวอยู่ในที่มืด คืนนี้ท่านจะต้องสุภาพกับข้าถึงเพียงนั้นด้วยหรือ?”
อีกาหัวขาวถึงได้รู้สึกตัวขึ้นมาในทันที
ก่อนหน้านี้เมื่อเวยเทียนหลานปรากฏตัวก็ทำเหมือนอยากจะประนีประนอม ไม่อยากเข้ามายุ่งเรื่องของเวยซุน
แท้จริงแล้วไม่ใช่เพราะเวยเทียนหลานมีจิตใจกว้างขวางไม่อยากใช้ความได้เปรียบเอาเปรียบผู้อ่อนแอกว่า แต่เป็นเพราะเกรงกลัวราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณกับสตรีในชุดผ้าป่าน!
เมื่อเห็นว่าถูกลูเยี่ยเปิดโปง เวยเทียนหลานก็ไม่ปิดบังอีกต่อไป ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “เจ้าพูดถูกแล้ว หากไม่ใช่เพราะมีสหายเต๋าทั้งสองท่านอยู่ที่นี่ เมื่อข้าปรากฏตัวในคืนนี้เจ้าก็คงตายไปแล้ว!”
อีกาหัวขาวพึมพำว่า “บัดซบ เฒ่าผู้นี้แสดงได้เก่งจริง ๆ! ข้าเคยคิดว่าเขาเป็นคนที่มีจิตใจกว้างขวางเสียอีก!”
ลูเยี่ยไม่ได้ใส่ใจเขากล่าว่า “ปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์คนหนึ่งต่อให้มีจิตใจกว้างขวางเพียงใด เมื่อเผชิญหน้ากับการที่คนในตระกูลประสบภัย จะยอมปล่อยวางได้อย่างไร”
“ลูซิงอีช่างมีหลานชายที่ดีจริง ๆ!”
เวยเทียนหลานไม่สนใจการเยาะเย้ยของลูเยี่ย เขากล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “แต่เจ้าก็เห็นแล้ว แม้สหายเต๋าทั้งสองจะลงมือช่วยเหลือก็ไม่สามารถเอาชนะข้าได้! นี่คงไม่ใช่สิ่งที่เจ้าอยากเห็นกระมัง?”
ลูเยี่ยก็ยิ้มเช่นกัน “เวยซุนคราวนี้ต้องตายอย่างแน่นอน จุดมุ่งหมายของข้าบรรลุแล้ว แค่นั้นก็พอแล้ว”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเวยเทียนหลานแข็งค้าง
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกจ้องมองลูเยี่ยก่อนเอ่ยอย่างจริงจังว่า “หากจะตั้งตนเป็นศัตรูกับตระกูลเวยเจ้าก็ต้องเตรียมพร้อมรับความโกรธแค้นจากตระกูลเวยไว้ให้ดี!”
เมื่อกล่าวจบเขาก็หมุนตัวจากไป พร้อมกับพาเวยซุนไปด้วย
“ท่านผู้อาวุโสทั้งสองรีบไล่ตามไปสิ สังหารเฒ่านั่นซะ!”
อีกาหัวขาวตะโกนเสียงดัง
แต่ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณใช้ปลายนิ้วที่ขาวเนียนเล่นมีดบินสีเขียวอย่างไม่ใส่ใจ ทำเป็นไม่ได้ยิน
สตรีในชุดผ้าป่านยืนอยู่ตรงนั้นไม่ขยับเขยื้อนและไม่ได้ห้ามปรามเขาเช่นกัน
ร่างของเวยเทียนหลานก็ค่อย ๆ หายลับไปในความมืดมิดของราตรี
ลูเยี่ยเพียงแค่ยิ้มเล็กน้อย ไม่ได้พูดอะไรเลย