บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 77 ปลดผนึกรอยประทับของบรรพจารย์!
บทที่ 77 ปลดผนึกรอยประทับของบรรพจารย์!
ลูเยี่ยนวดขมับของตนเอง คิดในใจว่าพ่อตาของเขาไปเชิญหญิงสาวประหลาดเช่นนี้มาจากที่ใดกัน ช่างเหลือเชื่อเหลือเกิน!
หลิวจิ่นกลับไม่รู้ความคิดในใจของลูเยี่ยเลยแม้แต่น้อย นางพูดเองลอย ๆ ว่า “ข้าเคยพูดกับฉินอูซางว่าข้าไม่เห็นด้วยกับความสัมพันธ์ของเจ้ากับชิงหลีเลย และเคยเสนอฉินอูซางว่าอยากจะแยกพวกเจ้าทั้งสองคนออกจากกัน”
ลูเยี่ยขมวดคิ้ว “ยังมีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ?”
หลิวจิ่นกล่าวต่อว่า “ตอนนั้นข้าคิดว่าเจ้ากับชิงหลีไม่ใช่คนในโลกเดียวกัน การมีอยู่ของเจ้าจะส่งผลกระทบต่อเส้นทางของชิงหลีในอนาคต แต่ตอนนี้…” หลิวจิ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ความคิดของข้าที่มีต่อเจ้าเปลี่ยนไปบ้างแล้ว ความจริงแล้วการแสดงออกของลูเยี่ยในคืนนี้เหนือความคาดหมายของนางและเกินกว่าที่นางประเมินไว้”
ในโลกใบนี้มีเด็กหนุ่มขอบเขตชักนำวิญญาณคนใดบ้างที่เมื่อเผชิญหน้ากับปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์แล้วยังสามารถทำได้ถึงขั้นนี้? อย่างน้อยหลิวจิ่นก็ไม่เคยพบเห็นมาก่อน แต่หลิวจิ่นเป็นห่วงว่าลูเยี่ยจะหยิ่งผยอง สมควรตำหนิก็ต้องตำหนิอยู่บ้างเพื่อป้องกันไม่ให้เขาหลงระเริง ดังนั้นนางจึงเสริมอีกประโยคว่า “แต่ยังห่างไกลนัก!”
สีหน้าของหลิวจิ่นเปลี่ยนเป็นจริงจัง “ข้าต้องเตือนเจ้าสักประโยค พรสวรรค์ของชิงหลีนั้นพิเศษมาก บัดนี้นางเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตแท่นทองคำที่อายุน้อยที่สุดในต้าเฉียนแล้ว และในอนาคตไม่ช้าก็เร็วนางจะต้องไปฝึกฝนในสำนักเต๋าระดับสูงสุดของดินแดนหลิงชาง!”
ลูเยี่ยคิดในใจว่าดินแดนหลิงชางเป็นสิ่งที่ดี ต่อไปตนเองก็ต้องไปดินแดนหลิงชางเช่นกัน เพื่อไปทำให้ความปรารถนาสุดท้ายของรอยประทับบรรพจารย์เหล่านั้นในทะเลแห่งจิตสำนึกให้สำเร็จ!
หลิวจิ่นกล่าวต่อว่า “ทุกสิ่งในโลกนี้ย่อมเปลี่ยนแปลงได้ บนเส้นทางแห่งมหาวิถี เมื่อระยะห่างไกลขึ้น เวลาผ่านไปยาวนาน ความรู้สึกก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน”
“ยาดี ย่อมขมคำจริงย่อมฟังไม่ไพเราะ ข้าขอพูดอย่างไม่เกรงใจ ด้วยความสำเร็จเล็กน้อยของเจ้าในตอนนี้ การจะไล่ตามชิงหลีให้ทันในอนาคตยังมีหนทางอีกยาวไกลนัก กระทั่ง… มีความเป็นไปได้สูงที่จะไล่ตามไม่ทันไปตลอดชีวิต!”
หลิวจิ่นถอนหายใจเบา ๆ “ที่ข้าพูดเช่นนี้ก็เพียงหวังให้เจ้าตระหนักในใจ รู้จักเข้าใจสถานการณ์ของตนเองและมองเห็นความจริง” คำเตือนเหล่านี้หลิวจิ่นคิดว่ามาจากใจจริง หากเป็นเมื่อก่อนนางคงไม่มีวันลดตัวลงมาพูดเช่นนี้
ลูเยี่ยยังคงเงียบอยู่ ไม่ใช่ว่าไม่อยากพูด แต่เพราะเขาหมดคำพูดอย่างสิ้นเชิง ขี้เกียจที่จะพูดอะไรอีกแล้ว
“มีคำถามหนึ่ง ข้าสงสัยนัก” หลิวจิ่นเปลี่ยนประเด็นการสนทนาอย่างฉับพลัน “หากก่อนหน้านี้ข้าและราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณไม่ได้อยู่ที่นี่ เจ้าจะรับมือกับเวยเทียนหลานอย่างไร?”
ลูเยี่ยได้ยินแล้วรู้ทันทีว่าคำถามนี้ดูเหมือนเป็นการสอบถามแต่แท้จริงแล้วต้องการจะบอกว่า หากไม่มีนางกับราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณ ตัวเขาจะต้องถูกเวยเทียนหลานสังหารอย่างแน่นอนใช่หรือไม่? สำหรับเรื่องนี้ลูเยี่ยเพียงแค่ยิ้มบาง ๆ แล้วยังคงไม่ตอบ อคติในใจคนเป็นดังภูเขาใหญ่ ไมอาจเคลื่อนย้ายได้อย่างง่ายดาย
หากเปลี่ยนเป็นศัตรูลูเยี่ยคงไม่อดทนมาจนถึงตอนนี้ ท้ายที่สุดแล้วหลิวจิ่นเป็นผู้ช่วยที่ฉินอูซางเชิญมา อีกทั้งยังเป็นผู้คุ้มครองของฉินชิงหลีด้วย ถึงแม้ลูเยี่ยจะใจคอคับแคบเพียงใด ก็จะไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้
หลิวจิ่นเดิมยังอยากถามลูเยี่ยว่าต่อไปมีแผนจะรับมือกับการแก้แค้นจากตระกูลเวยอย่างไร แต่สุดท้ายก็อดกลั้นเอาไว้ได้ คำถามเช่นนี้สำหรับเด็กหนุ่มคนหนึ่งนับว่ายากเกินไปอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อมองไปทั่วทั้งต้าเฉียน ใครเล่าจะกล้ารับประกันว่าตนสามารถทนรับความโกรธแค้นของตระกูลผู้พิทักษ์แผ่นดินได้?
และในเวลานี้ลูเยี่ยก็ถามขึ้นอย่างกะทันหันว่า “ท่านคิดว่าหากเวยเทียนหลานตายที่เขาไป๋เยี่ยน ตระกูลเวยจะโทษว่าเป็นความผิดของข้าหรือไม่?”
อะไรนะ? หลิวจิ่นแทบสงสัยว่าตนได้ยินผิดไป หากเป็นเช่นนั้นจริง เกรงว่าทั่วทั้งต้าเฉียนคงจะสั่นสะเทือนเพราะเรื่องนี้ เพราะว่าการตายของปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ผู้หนึ่งนั้นก่อให้เกิดผลกระทบที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน อย่าว่าแต่สงสัยลูเยี่ยเลย คนทั้งหมดที่เข้าร่วมล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิครั้งนี้ เกรงว่าล้วนจะถูกตระกูลเวยปฏิบัติเยี่ยงผู้ต้องสงสัย!
“ข้าเพียงแค่ถามเล่น ๆ เท่านั้น” ลูเยี่ยยิ้มเล็กน้อยแล้วหมุนตัวเดินไปยังถ้ำที่อยู่ห่างออกไป
“เจ้าจะไปที่ใด?”
“เหนื่อยแล้ว จะพักสักครู่ ท่านเชิญตามสบาย”
หลิวจิ่นเข้าใจ หลังจากเผชิญเหตุการณ์คืนนี้ เด็กหนุ่มอย่างลูเยี่ยคงเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจอย่างหนัก ที่อดทนมาได้จนถึงตอนนี้ก็นับว่าไม่ธรรมดาแล้ว
“อาจู การที่ตระกูลตระกูลลูถูกจับตามองจากผู้คนมากมายนับไม่ถ้วน สถานการณ์ช่างอันตรายเกินกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้”
สถานที่เงียบสงัดไร้ผู้คน ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณกล่าวเตือนด้วยเสียงอ่อนโยน “ถ้าเป็นไปได้ ข้าหวังว่าเจ้าจะออกห่างจากลูเยี่ยในภายหลัง”
อีกาหัวขาวกล่าวเสียงเย็นชาว่า “มาสิ ฆ่าข้าเสีย!”
“อาจู เจ้าหมายความว่าอย่างไรกัน?” ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณตกตะลึง
อีกาหัวขาวกล่าวว่า “ข้าตายไปแล้วถึงจะจากข้างกายท่านใต้เท้าไป หากข้ายังมีชีวิตอยู่ ชาตินี้ข้าจะอยู่เคียงข้างท่านใต้เท้าของข้าตลอดไป!”
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณ: “…”
ในขณะที่นางกำลังจะเกลี้ยกล่อมต่อ อีกาหัวขาวก็โกรธเกรี้ยวและด่าว่า “อย่าคิดว่าเจ้าเป็นราชาปีศาจแล้วข้าไม่กล้าด่าเจ้า แม้แต่ท่านยายของข้ายยังไม่เคยยุ่งกับข้า แล้วเจ้าจะมายุ่งทำไม? บอกให้รู้ไว้เลย แม้ฟ้าจะถล่มดินจะทลาย ตราบใดที่คนอย่างข้ายยังไม่ตาย ไม่มีใครจะสามารถตัดความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับท่านใต้เท้าได้! ถึงท่านใต้เท้าจะไล่ข้าไป ข้าก็จะไม่มีไปเด็ดขาด!”
อีกาหัวขาวเก็บความไม่พอใจไว้เต็มอกแล้วกระพือปีกบินจากไปทันที ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณรู้สึกงุนงงอย่างมาก อาจูต้องถูกผีเข้าสิงแน่ ๆ เหตุใดถึงตั้งใจแน่วแน่ที่จะติดตามลูเยี่ยถึงเพียงนี้?
ภายในถ้ำ ลูเยี่ยนั่งขัดสมาธิ ในใจรู้สึกไม่สบายใจ
คืนนี้การปรากฏตัวของราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณและหลิวจิ่นเป็นการช่วยเหลือที่แท้จริง แต่ความช่วยเหลือเช่นนี้ทำให้ลูเยี่ยไม่ชอบใจ แต่เรื่องนั้นก็ช่างเถิด ไม่ว่าจะเป็นหลิวจิ่นหรือราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณผู้นั้น ต่างก็ถือโอกาสตำหนิเขา!
แม้ว่าราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณจะไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่ลูเยี่ยรู้ดีว่าอีกฝ่ายคิดว่าการมีอยู่ของเขาจะเป็นภาระให้แก่อาจูเท่านั้น มิเช่นนั้นทำไมราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณจึงกล่าวว่าการที่อาจูเรียกเขาว่าท่านใต้เท้านั้นไม่เหมาะสมได้อย่างไร? ทำไมจึงกล่าวว่าการรวมตัวของมังกรและงูเป็นเคราะห์มิใช่โชค? แล้วทำไมจึงบอกว่าหากไม่ใช่เพราะนางลงมือในคืนนี้ เขาก็คงจะพบเคราะห์ร้ายแล้ว? ใช้น้ำเสียงราวกับเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิต อาศัยบุญคุณมาข่มขู่!
ส่วนหลิวจิ่น… ลูเยี่ยขี้เกียจจะพูดอะไรแล้ว สรุปแล้วพวกนางนั้นล้วนคิดว่าหากไม่มีการช่วยชีวิตของพวกนางในคืนนี้ ข้าลูเยี่ยต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย…
ลูเยี่ยนวดหว่างคิว “แต่พวกนางไม่มีทางรู้หรอก หากพวกนางเป็นศัตรูในค่ำคืนนี้ ก็คงตายไปพร้อมกับเวยเทียนหลานแล้ว! ไม่ได้ ข้าจะอดทนเช่นนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว!”
ในส่วนลึกของดวงตาลูเยี่ยปรากฏประกายเปลวไฟที่โชติช่วงขึ้นมา
พรุ่งนี้การล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิก็จะสิ้นสุดลง พลังของตระกูลหลี ตระกูลฟาง เมืองเทียนเหอ และตระกูลพาน ต่างก็ล้วนได้รับความเสียหายอย่างหนักแล้ว แม้แต่เวยซุนก็ถูกกำหนดให้ตายอย่างแน่นอน
แต่ยังไม่พอ! เพียงแค่การล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น แต่พวกศัตรูกลับเหยียบย่ำกฎเกณฑ์ รวมหัวกันพุ่งเป้ามาที่ตนเองอย่างบ้าคลั่ง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์อย่างเวยเทียนหลานลงมืออีกด้วย! พวกเขาทำตัวเหิมเกริมเช่นนี้ เหตุใดเขาจะทำบ้างไม่ได้?
ลูเยี่ยไม่เคยมีนิสัยที่จะอดทนอดกลั้นต่อความขุ่นเคืองอยู่แล้ว สถานการณ์ของตระกูลลูได้มาถึงจุดนี้แล้ว ยังจะมีประโยชน์อันใดที่จะอดทนอดกลั้นต่อไป?
หลังจากตัดสินใจแล้ว ลูเยี่ยก็สลัดความคิดที่ไม่จำเป็นทิ้งไป และภายในทะเลแห่งจิตสำนึกของเขาดวงดาวสีทองดวงหนึ่งเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง
นั่นคือหนึ่งในรอยประทับของบรรพจารย์ทั้งสิบเก้า ที่สำนักศึกษาเทียนเหอเมื่อเผชิญกับการคุกคามของเซวียไป๋ซง ลูเยี่ยเคยคิดจะใช้มัน และคืนนี้เมื่อเผชิญหน้ากับการคุกคามของเวยเทียนหลาน ลูเยี่ยก็เตรียมพร้อมที่จะใช้มันแล้วเช่นกัน แต่ทั้งสองครั้งล้วนไม่ทันได้ใช้ประโยชน์
และในตอนนี้ลูเยี่ยรู้สึกคับแค้นใจ ไม่อยากอดทนอีกต่อไป! เขาจำเป็นต้องอาศัยโอกาสการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิคราวนี้ เพื่อพลิกสถานการณ์ที่มุ่งโจมตีตระกูลลูให้ยุ่งเหยิงไปทั้งหมด!
เขาจำเป็นต้องส่งคำเตือนไปถึงพวกที่เหมือนกับราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณ ผู้มองว่าการรวมตัวของมังกรและงูเป็นเคราะห์ไม่ใช่โชคลาภ! ที่สำคัญที่สุด เขาต้องการระบายความแค้นในใจออกมาสักครั้ง!
ในใจก็รู้สึกไม่ยุติธรรมหรือ? ถ้าเช่นนั้น…. ชักดาบฟันความคับข้องใจให้หมดสิ้นเถิด!
พลังลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวที่ไม่มีที่สิ้นสุดก็พลันพวยพุ่งขึ้นในทะเลแห่งจิตสำนึก รอยประทับของบรรพจารย์ที่เปล่งประกายสีทองนั้น ในยามนี้ได้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว ราวกับเป็นการปลดผนิก
เกือบจะในเวลาเดียวกัน เสียงอันห้าวหาญก็ดังขึ้นในห้วงจิตเทวะของลูเยี่ย
“น้องชายลู ต้องการสังหารผู้ใด?”