บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 8 เหยียบย่ำตระกูลลู่อย่างเจาะจง
บทที่ 8 เหยียบย่ำตระกูลลู่อย่างเจาะจง
ในขณะที่คิด ลู่เยี่ยก็เดินมาถึงข้างรถม้าจุ้ยเฟิงคันนั้นแล้ว เขาจ้องมองที่ตัวรถอย่างพินิจพิจารณา
“ท่านเจ้าสำนักได้ออกคำสั่งแล้ว วันนี้ปิดประตูไม่รับแขก ข้าว่าคงจะเกี่ยวข้องกับท่านผู้สูงศักดิ์ผู้ลึกลับจากกรมปราบปีศาจ”
เหล่าเกาเดินตามมา และเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “มิสู้เจ้ามาวันอื่นดีกว่า”
“ไหน ๆ ก็มาถึงแล้ว ไม่ลองดูสักหน่อยได้อย่างไร?”
ลู่เยี่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม”แม้ว่าจะไม่ได้พบ การได้กลับมาเยี่ยมชมสถานที่เก่าสักหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอันใด”
เขามองตามรถม้าจุ้ยเฟิงอีกครั้ง แล้วก้าวเท้าเดินเข้าไปในสำนักศึกษาเทียนเหอ
“หากลู่ซิงอี้ยังอยู่ เรื่องวุ่นวายทั่วทั้งเมืองที่เกิดจากที่ดินบรรพบุรุษตระกูลลู่นี้ จะต้องให้เด็กหนุ่มที่อ่อนแอเช่นเจ้ามาแก้ไขได้อย่างไร?”
เหล่าเกาถอนหายใจในใจ สูบปล้องยาเส้นพลางมองส่งลู่เยี่ยที่ค่อย ๆ เดินห่างออกไป ใบหน้าเหี่ยวย่นของเขาจมอยู่ในม่านควัน
สำนักศึกษาเทียนเหอตั้งอยู่บนเนินเขา มีถนนหินเขียวกว้างขวางเส้นหนึ่งทอดยาวคดเคี้ยวขึ้นไป
“บนรถม้าจุ้ยเฟิงคันนั้นมีกลิ่นอายโลหิตของปีศาจกู่พิษเผาใจหลงอยู่เล็กน้อย หรือว่าท่านแม่ทัพอาภรณ์สีแดงจากกรมปราบปีศาจผู้นั้นจะเคยปะทะกับปีศาจกู่พิษเผาใจตนหนึ่งมาก่อน”
ลู่เยี่ยเดินอยู่บนถนนหินเขียวเพียงลำพัง ในใจรู้สึกไม่สงบนัก
ในช่วงสามปีที่เขาต่อสู้นองเลือดในสนามรบนอกอาณาเขตของดินแดนหลิงชาง เขาได้พบกับเทพมารนอกอาณาเขตที่น่าสะพรึงกลัวมากมายนับไม่ถ้วน
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรู้จักกลิ่นอายของเผ่าเทพมารนอกอาณาเขตต่าง ๆ เป็นอย่างดี
ปีศาจกู่พิษเผาใจ ก็คือหนึ่งในเผ่าพันธุ์ ‘ปีศาจกู่’ ในค่ายเทพมารนอกอาณาเขต!
เมื่อครู่ตอนที่ลู่เยี่ยเข้าไปใกล้รถม้าจุ้ยเฟิงคันนั้น แทบจะในทันทีเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายโลหิตของปีศาจกู่พิษเผาใจเล็กน้อย นี่ทำให้ในใจเขาไม่อาจสงบลงได้
ต้องรู้ไว้ว่า สงครามใหญ่ที่ยืดเยื้อเป็นเวลาหนึ่งร้อยปีที่เกิดขึ้นในสนามรบนอกอาณาเขตนั้น ก็เพื่อต่อต้านการรุกรานของกองทัพเทพมารนอกอาณาเขต
แต่ใครกันจะคิดได้ว่า ในอาณาเขตของต้าเฉียนที่ตั้งอยู่ในดินแดนหลิงชางนี้ จะมีร่องรอยของปีศาจกู่พิษเผาใจปรากฏขึ้น?
“หวังว่าข้าจะคาดเดาผิดไป”
ลู่เยี่ยคิดในใจ
เวลานี้เขายังไม่สามารถยืนยันความจริงได้ จึงไม่ควรคาดเดาไปเองก่อน
ในระยะไกลออกไป เขาสามารถมองเห็นอาคารโบราณจำนวนมากที่เรียงรายกันอยู่ มีศิษย์จากสำนักศึกษาเทียนเหอเดินไปมาท่ามกลางอาคารเหล่านั้น
“หลายปีแล้วที่ไม่ได้มา สำนักศึกษาเทียนเหอก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก…”
“เพียงแต่ไม่รู้ว่า ท่านเจ้าสำนักเซวียไป๋ซงผู้นั้นจะยังระลึกถึงบุญคุณที่ตระกูลลู่ของข้าช่วยชีวิตเขาไว้หรือไม่”
ลู่เยี่ยคิดใคร่ครวญ
เซวียไป๋ซงก็คือเจ้าสำนักศึกษาเทียนเหอ
เมื่อหลายปีก่อน ท่านอารองของลู่เยี่ยเคยช่วยชีวิตเซวียไป๋ซงเอาไว้
ในตอนนั้นเซวียไป๋ซงเคยสาบานเอาไว้ว่า ต่อไปหากตระกูลลู่ต้องการความช่วยเหลือใด ๆ เขาจะไม่ปฏิเสธแม้จะต้องตาย
“แม้ว่าลู่เยี่ยจะฟื้นคืนชีพจากความตาย แต่ความรุ่งโรจน์ที่เป็นของเขาได้ผ่านพ้นไปนานแล้ว ผู้ที่โดดเด่นในปัจจุบันต่างหากคือผู้ยิ่งใหญ่!”
“การตกจากสวรรค์ลงสู่ขุมนรก แม้แต่ลู่เยี่ยจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ในใจก็คงไม่สบายนักใช่หรือไม่?”
มีเสียงจอแจดังมาจากที่ไกล ๆ
ที่เชิงเขาลูกข้างหน้า มีศิลาจารึกสูงเก้าจั้งตั้งตระหง่านอยู่
กลุ่มเด็กหนุ่มสาวอายุประมาณสิบสามสิบสี่กำลังถกเถียงกันอยู่หน้าศิลาจารึกนั้น
“ความรุ่งโรจน์ไม่มีอีกแล้ว? ตกสู่ขุมนรก? ในสายตาของผู้คน ข้าตกต่ำถึงขั้นนี้เชียวหรือ?”
ลู่เยี่ยทั้งหัวเราะและนึกโกรธในใจ
พวกหนุ่มสาวเหล่านั้นยังไม่รู้จักโลกมากนัก พูดจาไร้ความระมัดระวัง แต่กระนั้นเขาก็ไม่ถึงขั้นจะถือสาหาความ
เพราะอย่างไรเสีย หลังจากที่ผ่านการสู้รบในสนามรบนอกอาณาเขตมาสามปีเต็ม แม้ว่าเขาในยามนี้จะอายุเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น แต่วิสัยทัศน์และประสบการณ์ของเขาได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง
“เพียงชั่วข้ามคืน ดูเหมือนว่าทั้งเมืองเทียนเหอจะรู้ว่าข้า ‘ฟื้นคืนชีพจากความตาย’ แล้ว แสดงว่าต้องมีคนตั้งใจเผยแพร่ข่าวนี้ออกไปเป็นแน่…”
“จะเป็นผู้ใดกันที่ทำเรื่องเช่นนี้?”
ลู่เยี่ยสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบาสิ่ง จิตใต้สำนึกของเขาพลันคิดถึงคนคนหนึ่งทันที
พี่สะใภ้ใหญ่พานอิ๋งซิ่ว!
สัญชาตญาณบอกเขาว่า แม้ว่าเรื่องนี้อาจไม่ใช่ฝีมือพี่สะใภ้ใหญ่โดยตรง แต่ก็ต้องเกี่ยวข้องกับนางอย่างแน่นอน
‘พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าอยากเห็นนักว่า ต่อไปท่านจะเล่นกลอะไรอีก!’
ลู่เยี่ยพูดพึมพำกับตัวเองในใจ
“พวกเจ้ามีคุณสมบัติอะไรมาตัดสินพี่ชายของข้า?”
หน้าศิลาจารึก หญิงสาวในอาภรณ์สีม่วงพลันเอ่ยปากขึ้น น้ำเสียงของนางเคร่งขรึมยิ่งนัก
“หลิงซวง?”
ลู่เยี่ยจำได้ว่าหญิงสาวในอาภรณ์ม่วงคนนั้นคือน้องสาวลูกพี่ลูกน้องของเขา ลู่หลิงซวง
สามปีไม่ได้พบกัน สาวน้อยผมเหลืองที่เคยจับชายเสื้อขอขนมจากเขาในตอนนั้น บัดนี้เติบโตเป็นสาวงาม น่ารักน่าเอ็นดู
“เมื่อใดที่พวกเจ้าสามารถทำลายสถิติบนศิลาจารึกนี้ได้แม้เพียงหนึ่งรายการ เมื่อนั้นพวกเจ้าค่อยมาวิพากษ์วิจารณ์พี่ลู่เยี่ยของข้าก็ยังไม่สาย!”
ลู่หลิงซวงชี้ไปที่ศิลาจารึกสูงเก้าจั้งนั้น น้ำเสียงของนางเย็นชาราวกับน้ำแข็ง
เหล่าชายหนุ่มหญิงสาวที่อยู่ใกล้ ๆ ต่างก็พากันอ้ำอึ้ง ไม่อาจเอ่ยคำใดออกมาได้อีก
“เด็กสาวผู้นี้อารมณ์ร้อนขึ้นมากเสียจริง แต่สถิติบนศิลาจารึกที่นางกล่าวถึงนั่น คืออะไรกัน?”
รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากของลู่เยี่ย เขาหันกลับไปมองศิลาจารึกสูงเก้าจั้งนั้นอีกครั้ง
จากนั้นเขาก็ตกตะลึงไปทันที
ตัวอักษรที่สลักอยู่บนศิลาจารึกนั้น ล้วนเกี่ยวข้องกับเขาทั้งสิ้น!
มันคือบันทึกผลงานอันเจิดจรัสต่าง ๆ ที่เขาได้สร้างไว้บนเส้นทางการฝึกฝน อาทิเช่น เมื่อตอนอายุเก้าขวบ เขาได้เข้าศึกษาที่สำนักศึกษาเทียนเหอด้วยผลการสอบอันดับหนึ่ง
เมื่อตอนอายุสิบเอ็ดขวบ เขาได้กลายเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดของสำนักศึกษาเทียนเหอ ได้อันดับหนึ่งทั้งในการทดสอบด้านวิชาการและการประลองยุทธ์ ทำลายสถิติทั้งหมดนับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักศึกษาเทียนเหอมา!
เมื่อตอนอายุสิบสามปี เขาผ่านการทดสอบรวมของสิบสามเมืองในชางโจว ด้วยผลงานอันดับหนึ่งของชางโจว ทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วแผ่นดินต้าเฉียน
…..
…..
สถิติที่คล้ายกันนี้มีมากกว่าสิบรายการ เห็นได้ชัดว่า ศิลาจารึกนี้เป็นสิ่งที่สำนักศึกษาเทียนเหอสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับเขาเพียงผู้เดียว
“ไม่คิดเลยว่า สำนักศึกษาจะสร้างศิลาจารึกเพื่อประกาศความดีความชอบของข้า…”
ลู่เยี่ยเกิดความรู้สึกสะเทือนใจ
“สำหรับศิษย์ทุกคน การได้รับเกียรติเช่นนี้ย่อมเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง”
“สถิติการฝึกฝนอะไรกัน นั่นมันเป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว เวลานี้ลู่เยี่ยก็เหมือนกับตระกูลลู่ที่กำลังเผชิญหายนะ แม้แต่การปกป้องตนเองก็ทำได้ยากแล้ว!”
ชายหนุ่มในอาภรณ์สีเทาพึมพำเบา ๆ เห็นได้ชัดว่าไม่ยอมรับ
“ข้าก็ได้ยินท่านพ่อพูดว่า ครั้งนี้ตระกูลลู่ดูท่าจะต้องเผชิญกับหายนะถึงขั้นล่มสลาย”
“เมื่อรังนกถูกทำลาย จะมีไข่ใดรอดพ้นเล่า ลู่เยี่ยเองก็คงจะ…”
……ในชั่วขณะหนึ่ง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ ก็ดังขึ้น
ที่หน้าศิลาจารึกนั้น ลู่หลิงซวงมีเมฆครึ้มปรากฏอยู่ที่ระหว่างคิ้ว นางเงียบไปอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
นางย่อมรู้ชัดกว่าใครว่า สถานการณ์ปัจจุบันของตระกูลลู่ช่างย่ำแย่เพียงใด
ลู่เยี่ยไม่ได้สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น เขากำลังจะเดินไปข้างหน้าเพื่อพบลู่หลิงซวง แต่จู่ ๆ ก็รับรู้ได้ถึงบางสิ่ง จึงเงยหน้ามองไปยังที่ไกล ๆ
ชายหนุ่มในอาภรณ์สีดำผู้หนึ่งเคลื่อนที่มาจากที่ไกล ๆ กระโดดขึ้นไปยืนบนศิลาจารึกสูงเก้าจั้ง
“อาจารย์หลี่!”
ฝูงชนเกิดความวุ่นวาย พวกเขาจำได้ในทันทีว่าชายหนุ่มในอาภรณ์สีดำคือหนึ่งในอาจารย์ของสำนักศึกษา หลี่ทั่ว
ลู่เยี่ยรู้สึกว่าเขาคุ้นหน้าคนผู้นี้เหลือเกิน แต่กลับนึกไม่ออกว่าเป็นใคร
“อาจารย์หลี่ ท่านกำลังจะทำอะไร?”
ลู่หลิงซวงขมวดคิ้วเรียวงาม
ศิลาจารึกนั้นถูกสำนักศึกษาสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ลู่เยี่ย แต่หลี่ทั่วกลับเหยียบย่ำอยู่บนศิลาจารึก ราวกับเหยียบย่ำใบหน้าของตระกูลลู่ ทำให้ลู่หลิงซวงรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก
“ทำอะไรอย่างนั้นหรือ? ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ต้องเบิกตาดูให้ดี!”
หลี่ทั่วในอาภรณ์สีดำยิ้มเล็กน้อย แล้วออกแรงที่เท้า
ตูม!
ศิลาจารึกสูงเก้าจั้งพลันแตกสลายลงในทันที
ในท่ามกลางควันและฝุ่นที่ลอยฟุ้ง หลี่ทั่วร่อนลงสู่พื้นอย่างสง่างาม อาภรณ์พลิ้วไหวไปตามแรงลม ก่อนจะเอ่ยเสียงดังกังวานว่า
“ศิลาจารึกนี้บดบังทัศนียภาพยิ่งนัก ผู้อาวุโสสูงสุดได้มีคำสั่งโดยตรง มอบหมายให้ข้ามาขนย้ายศิลาจารึกนี้ออกไป!”
บดบังทัศนียภาพ?
ทุกคนต่างตกตะลึง ต่างมองหน้ากันไปมา
เหตุผลนี้ช่างฟังดูไร้สาระสิ้นดี!
ต้องเข้าใจว่า ก่อนหน้านี้สำนักศึกษาเทียนเหอมักจะภูมิใจที่ได้บ่มเพาะอัจฉริยะที่หาตัวจับยากอย่างลู่เยี่ย
อยากให้คนทั่วทั้งใต้หล้ารู้ว่า ลู่เยี่ยคือศิษย์ที่เติบโตมาจากสำนักศึกษาเทียนเหอ
แต่บัดนี้ศิลาจารึกที่สำนักศึกษาสร้างขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติให้ลู่เยี่ย กลับกลายเป็นสิ่งไม่น่ามองไปเสียแล้ว
“คำสั่งจากผู้อาวุโสสูงสุดอย่างนั้นหรือ?”
ลู่หลิงซวนถูกปลุกเร้าความโกรธ นางกำหมัดแน่น
การที่ศิลาจารึกบันทึกเกียรติยศของลู่เยี่ยถูกทำลายเช่นนี้ ทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง
“ข้าเข้าใจแล้ว!”
นางกัดฟันพูด “เมื่อเห็นตระกูลลู่ของข้าประสบเคราะห์กรรม พวกท่านตระกูลหลี่ก็ทนไม่ไหวที่จะกระโดดออกมา หวังจะเหยียบย่ำตระกูลลู่ของข้าใช่หรือไม่?”
ใครบ้างเล่าที่ไม่รู้ว่าหลี่ฉางเฟิง ผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักศึกษาผู้นี้ก็มาจากตระกูลหลี่เหมือนกับหลี่ทั่ว และตระกูลนี้ก็คือหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเมืองเทียนเหอ!
“ผิดแล้ว!”
หลี่ทั่วอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “เหยียบย่ำแค่ครั้งเดียวจะพอได้อย่างไร ตระกูลลู่ของเจ้านั้นถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องถูกลบชื่อออกไปจากเมืองเทียนเหอ!”
ลู่หลิงซวงกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง หลี่ทั่วพลันก้าวไปข้างหน้าอย่างกะทันหัน คว้าลำคอขาวนวลของนางเอาไว้แน่น
“ข้าได้รับคำสั่งจากผู้อาวุโสสูงสุดให้มาจับกุมตัวลู่หลิงซวงไป ผู้ใดกล้าขัดขวาง จะถูกลงโทษตามกฎของสำนักศึกษา!”
ว่าแล้ว หลี่ทั่วก็ลากลู่หลิงซวงออกไปราวกับลากสัตว์ นิ้วมือทั้งห้าของเขาเกี่ยวกระชากจนจมลงในเนื้อ ทิ้งรอยเลือดไว้บนผิวของนาง
ร่างของสาวน้อยโซเซไปมา รองเท้าและชายเสื้อเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝนที่กระเซ็นขึ้นมาจากพื้น แม้จะร้องตะโกนและดิ้นรนต่อต้านไปก็ไร้ประโยชน์
เหล่าศิษย์ในสำนักต่างก็ตกใจกลัว แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครกล้าขัดขวาง เพราะทุกคนเห็นชัดแล้วว่าอาจารย์หลี่ทั่วตั้งใจมาเพื่อลู่หลิงซวงโดยเฉพาะ!
“รนหาที่ตาย!”
ในชั่วขณะนั้น เสียงเย็นชาดุจน้ำแข็งก็ดังขึ้นอย่างฉับพลัน
เร็วยิ่งกว่าเสียงนั้น คือเงาร่างสีดำร่างหนึ่ง
อาภรณ์สีดำสยายตัดผ่านม่านฝน ร่มกางออกเหมือนดอกบัวที่กำลังแย้มบาน หยดน้ำฝนยังไม่ทันตกถึงพื้น ร่างนั้นก็พุ่งทะยานไปไกลหลายสิบจั้งแล้ว
ปัง!
หลี่ทั่วตาพร่ามัว เขารู้สึกว่าหน้าอกเหมือนมีค้อนยักษ์ทุบลงมากลางหน้าอก
ร่างของเขากระเด็นออกไปทันที ตกกระแทกพื้นไกลออกไปหลายจั้ง เลือดในปากผสมกับฟันที่พ่นออกมา กลายเป็นดอกไม้สีแดงฉานท่ามกลางสายฝน
“มันผู้ใดกัน?”
หลี่ทั่วตะโกนด้วยเสียงแหบแห้ง ความเจ็บปวดและความตกใจทำให้ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยว
ผู้คนรอบข้างต่างหันไปมองโดยไม่รู้ตัว
เห็นเพียงร่างสูงโปร่งสง่าร่างหนึ่งยืนนิ่งอยู่ข้างกายลู่หลิงซวงท่ามกลางสายฝนโปรยปราย มือข้างหนึ่งกางร่ม อาภรณ์สีดำเข้มราวกับหมึก
บนมือขวาของเขา มีหยดเลือดค่อย ๆ หยดลงมาจากปลายนิ้วอย่างช้า ๆ