บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 7 เขียนบัญชีรายชื่อศัตรู!
บทที่ 7 เขียนบัญชีรายชื่อศัตรู!
ฝนตกปรอย ๆ หมอกล่องลายอย่างเจือจาง
ลู่เยี่ยมือข้างหนึ่งไพล่หลัง อีกมือถือร่มกระดาษน้ำมัน เดินมุ่งตรงไปทางจวนเจ้าเมืองเทียนเหอ
สายฝนโปรยปราย หยดละอองน้ำเล็ก ๆ จากขอบร่มไหลลงมาเป็นม่านน้ำ
‘เวลาเพียงครึ่งเดือน… เรื่องนี้ช่างยุ่งยากเสียจริง’
ลู่เยี่ยครุ่นคิด
ในตอนที่ออกจากหอจันทรา ฉินอู๋ซางกล่าวว่า อีกครึ่งเดือนเขาจะจากไป หากลู่เยี่ยต้องการเปิดดินแดนลับ ควรเลือกเวลาเปิดก่อนที่เขาจะจากไปจะดีที่สุด!
ลู่เยี่ยเข้าใจดีว่า เมื่อไม่มีฉินอู๋ซางคอยปกป้อง ที่ดินบรรพบุรุษตระกูลลู่จะต้องเผชิญกับการรุกรานจากศัตรูภายนอกเป็นแน่
‘แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีวิธีแก้ไข รอให้ข้าเตรียมพร้อมเสียก่อน ถึงตอนนั้นค่อยไปเปิดดินแดนลับของที่ดินบรรพบุรุษก็ยังไม่สาย’ ลู่เยี่ยคิดในใจ
การเปิดดินแดนลับของที่ดินบรรพบุรุษตระกูลลู่นั้นมีเงื่อนไขอยู่สองประการ
ประการแรก คือ ตราประทับทองแดงที่สืบทอดกันมาของตระกูลลู่
ประการที่สอง คือ วัตถุล้ำค่าที่เรียกว่า ‘แผ่นป้ายหยกทองทมิฬ’
หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป ก็ไม่สามารถเปิดดินแดนลับนั้นได้
เมื่อนานมาแล้ว บรรพบุรุษผู้หนึ่งของตระกูลลู่ได้จากไปพร้อมกับแผ่นป้ายหยกทองทมิฬ และไม่มีข่าวคราวใด ๆ นับแต่นั้นมา
ด้วยเหตุนี้ ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา ไม่มีผู้ใดในตระกูลลู่สามารถเข้าไปในดินแดนลับนั้นได้อีก
แต่ในช่วงที่ลู่เยี่ยท่องไปในสนามรบนอกอาณาเขต เขาได้พบกับบรรพบุรุษคนนั้นของตระกูลโดยบังเอิญ และเพราะเหตุนี้ เขาจึงได้รับแผ่นป้ายหยกทองทมิฬ และนำมันกลับมาได้ในที่สุด
ลู่เยี่ยในยามนี้ได้ทั้งถือครองตราประทับทองแดงที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษในฐานะประมุขตระกูล และมีแผ่นป้ายหยกทองทมิฬในมือ บัดนี้เขาจึงมีโอกาสที่จะเปิดดินแดนลับได้แล้ว
“ท่านอาเทียนไม่อยู่หรือ?”
เมื่อลู่เยี่ยมาถึงจวนเจ้าเมือง เขากลับได้รับแจ้งว่าเจ้าเมืองเทียนป๋อฉงออกไปข้างนอก และไม่แน่ใจว่าจะกลับมาเมื่อใด
ลู่เยี่ยขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้
เจ้าเมืองเทียนป๋อฉงเป็นบุตรบุญธรรมที่ท่านปู่รับเลี้ยงไว้ ้เขาทำงานในตระกูลลู่ตั้งแต่ยังเด็ก และมีความสัมพันธ์อันดีกับบิดาของลู่เยี่ย
ตอนที่เทียนป๋อฉงได้รับตำแหน่งเจ้าเมือง ก็ไม่อาจแยกออกจากการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของตระกูลลู่ได้
เมื่อวานเป็นพิธีไว้ทุกข์ครบเจ็ดวันให้กับผู้อาวุโสที่เสียชีวิตในสงครามของตระกูลลู่ แต่ตั้งแต่แรกจนกระทั่งเมื่อวานนี้ เทียนป๋อฉงผู้นี้กลับไม่เคยมาเยือนตระกูลลู่เพื่อไว้อาลัยเลย นี่นับเป็นเรื่องนี้ผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด
การที่ลู่เยี่ยมาเยือนในครั้งนี้ ก็เพื่อสืบให้รู้ชัดถึงท่าทีของเทียนป๋อฉงนั่นเอง
“ช่างเถิด ไว้ข้าจะมาใหม่วันหลัง”
ลู่เยี่ยกำลังจะออกไป ทว่าเขากลับถูกเรียกให้หยุดก่อน
“ลู่เยี่ย จดหมายฉบับนี้เป็นสิ่งที่ใต้เท้าทิ้งไว้ เขาบอกว่า หากมีผู้ใดจากตระกูลลู่มาเยือน ก็ให้นำจดหมายฉบับนี้ออกมามอบให้”
พ่อบ้านจวนเจ้าเมืองนามอวิ๋นเถิง ล้วงจดหมายฉบับหนึ่งออกมา แล้วส่งให้ลู่เยี่ย
ลู่เยี่ยเปิดซองจดหมายออกอ่าน จากนั้นเขาก็ขมวดคิ้วทันที
บนจดหมายมีเพียงแปดตัวอักษร ‘หยกล้ำค่าย่อมเป็นเหตุแห่งภัย!’
“เฮ้อ ที่แท้ท่านอาเทียนก็สนใจที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู่ของข้าด้วยนี่เอง!”
นัยน์ตาตาของลู่เยี่ยเย็นชาลง
ไม่แปลกใจเลยที่เทียนป๋อฉงไม่มาร่วมไหว้บรรพบุรุษที่ตระกูลลู่ ที่แท้ต้นเหตุของปัญหาอยู่ตรงนี้
อวิ๋นเถิงกล่าวอย่างจริงจัง “ใต้เท้าให้คำมั่นว่า หากตระกูลลู่ยอมตัดสินใจ ใต้เท้าจะยอมเสียสละทุกอย่าง เพื่อต้านเคราะห์ภัยครั้งนี้ให้กับตระกูลลู่เอง!”
“เช่นนั้นหรือ ใต้เท้าของเจ้าช่างทำให้ข้าประหลาดใจเสียจริง” ลู่เยี่ยถอนใจเฮือกหนึ่ง
เขายังจำได้ว่า เทียนป๋อฉงเคยชี้แนะการฝึกฝน และเคยเป็นคู่ซ้อมด้านวิถียุทธ์กับตนในวัยเด็ก
ใครเล่าจะคิดว่า ผู้อาวุโสที่ดูสุภาพอัธยาศัยดีเช่นนี้ กลับแสดงอีกด้านหน้าหนึ่งออกมาในยามที่ตระกูลลู่เผชิญกับเคราะห์ภัย?
แคว่ก!
ลู่เยี่ยฉีกจดหมายขาดเป็นชิ้น ๆ เศษกระดาษปลิวว่อน เขาหัวเราะพลางกล่าวว่า “เจ้ากลับไปบอกเทียนป๋อฉงว่า ข้าลู่เยี่ยเข้าใจท่าทีของเขาแล้ว!”
“รอให้ตระกูลลู่ของท่านจนมุมเสียก่อนเถิด ถึงตอนนั้นพวกเจ้าย่อมจะหมอบคลานมาวิงวอนความช่วยเหลือที่หน้าจวนท่านเจ้าเมือง!”
อวิ๋นเถิงมองเงาร่างของลู่เยี่ยที่ค่อย ๆ จางหายไปในสายฝน มุมปากเผยรอยยิ้มเย็นชา
ณ จวนเจ้าเมือง ริมทะเลสาบแห่งหนึ่ง
“ใต้เท้า ลู่เยี่ยได้จากไปแล้วขอรับ”
อวิ๋นเถิงค้อมกายอย่างนอบน้อม รายงานเรื่องราวการพบเจอกับลู่เยี่ยเมื่อครู่อย่างครบถ้วน ไม่กล้าปิดบังแม้แต่น้อย
ร่างของเทียนป๋อฉงดูผอมบาง สวมชุดผ้าธรรมดา มีหนวดเคราเป็นรูปเลขแปด ขับให้ใบหน้าแข็งกร้าว มือจับคันเบ็ด กำลังนั่งเงียบ ๆ ตกปลาที่ริมทะเลสาบ ซึ่งถูกปกคลุมด้วยม่านฝนละอองหมอก
ผ่านไปสักพัก เทียนป๋อฉงถอนหายใจเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “เป็นข้าเองที่ทำไม่ดีต่อตระกูลลู่”
อวิ๋นเถิงรีบเอ่ยว่า “ใต้เท้ามีความหวังดีต่อตระกูลลู่ ทำทุกอย่างอย่างเต็มที่แล้ว หากจะโทษก็ได้แต่โทษลู่เยี่ยที่ไม่รู้จักดีชั่ว!”
เทียนป๋อฉงส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ลู่เยี่ยผู้นี้คงเชื่อมั่นว่า ข้ามีเจตนาร้าย กำลังหมายตาที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู่ เขาไหนเลยจะรู้ว่าที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู่นั้น ถูกตระกูลพานจ้องไว้นานแล้ว”
“ข้าให้เขามอบที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู่ สุดท้ายก็ต้องให้แก่ตระกูลพานอยู่ดี เพียงแค่ทำเช่นนี้ถึงจะวิงวอนให้ตระกูลพานเห็นแก่ข้า เปิดทางรอดให้แก่ตระกูลลู่บ้าง”
“น่าเสียดาย… เขายังเด็กเกินไป จึงไม่เข้าใจว่าเมื่อเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย ควรเลือกอย่างไร”
เทียนป๋อฉงถอนหายใจอีกครั้งด้วยความเสียดาย
อวิ๋นเถิงลังเลครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเบาว่า “ใต้เท้าขอรับ ขออภัยที่ข้าน้อยถามเช่นนี้ เหตุใดก่อนหน้านี้ท่านถึงปล่อยให้ลู่เยี่ยจากไปขอรับ?”
พรึ่บ!
ในทะเลสาบ ปลาสีเขียวตัวเล็กเพียงเท่านิ้วหัวแม่มือก็ถูกตกขึ้นมา
เทียนป๋อฉงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เพียงแค่ลู่เยี่ยคนเดียวนั้น ก็เปรียบเสมือนปลาตัวน้อยสีเขียวที่ไม่โดดเด่น ไม่อาจก่อคลื่นลมได้ และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ใหญ่ได้!”
เขาสะบัดคันเบ็ด ปลาตัวน้อยถูกโยนกลับลงไปในทะเลสาบ ทำให้เกิดเพียงละอองน้ำจำนวนเล็กน้อย ผิวน้ำในทะเลสาบ ไม่นานก็กลับคืนสู่ความสงบในชั่วพริบตา
“ตระกูลลู่เคยมีบุญคุณต่อข้า ความโกลาหลวุ่นวายในครานี้ยังไม่ได้ตัดสินแพ้ชนะ การนั่งตกปลาอยู่บนฝั่งย่อมดีกว่าการลงไปในน้ำด้วยตนเอง”
เทียนป๋อฉงหยิบถ้วยชาขึ้นมาแล้วจิบเบา ๆ หนึ่งอึก
ความวุ่นวายที่พุ่งเป้าไปที่ตระกูลลู่ครั้งนี้เกี่ยวพันกับหลายฝ่าย อีกทั้งกลุ่มอำนาจใหญ่ทั้งหลายต่างก็จับตามองมาที่ที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู่
“แต่ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด ตระกูลลู่ก็เปรียบเสมือนเนื้อติดมันบนโต๊ะอาหาร ถูกชะตากำหนดให้ต้องถูกฉีกกินเป็นแน่นอนแล้ว!”
ท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนตกปรอย ๆ ราวกับเส้นด้าย
“เป็นไปตามคาด ความทุกข์ยากของโลกมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่สามารถแยกแยะความดีและความชั่วของจิตใจคนได้ดีที่สุด เมื่อตระกูลของข้าประสบเคราะห์ร้ายครั้งใหญ่ บรรดาปีศาจร้ายเหล่านั้นก็พากันเผยโฉมที่แท้จริงออกมาทีละตัว!”
ในตรอกเล็ก ๆ ลู่เยี่ยกางร่มกระดาษน้ำมัน เขาขมวดคิ้วด้วยความเย็นชาที่ไม่อาจละลายได้
สำหรับท่าทีของท่านเจ้าเมืองเทียนป๋อฉงนั้น แม้จะทำให้เขารู้สึกเจ็บปวด แต่ก็พูดไม่ได้ว่ารู้สึกผิดหวัง
การไปเยือนจวนเจ้าเมืองครั้งนี้ เดิมทีเขาไม่ใช่เพื่อไปขอความช่วยเหลือ เพียงแค่ต้องการหยั่งเชิงท่าทีของเทียนป๋อฉงเท่านั้น
“ใครเป็นศัตรู ใครเป็นมิตร ถือโอกาสนี้พิสูจน์ไปทีละคน จัดทำรายชื่อไว้!”
“นี่ก็ยังเช้าอยู่ เช่นนั้นข้าจะไปที่สำนักศึกษาเทียนเหอเสียหน่อยก็แล้วกัน”
ลู่เยี่ยตัดสินใจแล้ว
ในเมืองทุกของต้าเฉียน ล้วนเปิดสำนักศึกษาการฝึกฝน เพื่อชี้แนะวิธีการฝึกฝนโดยเฉพาะ
สำนักศึกษาเทียนเหอในเมืองเทียนเหอก็เป็นหนึ่งในสำนักศึกษาที่ได้รับการรับรองจากราชสำนัก
ในต้าเฉียน มีเพียงการฝึกฝนในสำนักศึกษาเท่านั้น จึงจะมีโอกาสเข้าร่วมการสอบขุนนาง
ลู่เยี่ยเคยฝึกฝนที่สำนักศึกษาเทียนเหอเป็นเวลาห้าปี เพื่อเข้าร่วมการสอบขุนนาง ในช่วงเวลานั้นเขาได้สร้างความทรงจำมากมายไว้ที่นี่
“เหล่าเกา!”
เมื่อมาถึงประตูใหญ่ของสำนักศึกษาเทียนเหอ ลู่เยี่ยก็เห็นคนคุ้นเคยคนหนึ่งทันที เขาจึงทักทายด้วยรอยยิ้ม
ชายชราร่างเล็กกำลังนั่งยอง ๆ สูบยาเส้นอยู่ ดวงตาหรี่ลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุขสบาย ประกายไฟในปล้องยาวาบขึ้นแล้วดับลง ส่องให้ปลายจมูกของเขาแดงก่ำ
เมื่อได้ยินเสียงเรียก ชายชราก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นกระโดดขึ้นสูงสามฉื่อด้วยความตื่นเต้น
“เป็นเจ้าหรือเจ้าหนุ่ม! ฮ่า ๆ ข่าวลือเป็นความจริงแท้ เจ้าฟื้นคืนจากความตายแล้วจริง ๆ!”
“อย่างไรกัน จะฟื้นคืนจากความตายได้อย่างไร ข้ายังไม่ได้ตายเสียหน่อย”
ลู่เยี่ยยิ้มแล้วหยิบไหสุราออกมา โยนให้ชายชรากลางอากาศ
เหล่าเกาเป็นเพียงคนเฝ้าประตูของสำนักศึกษาเทียนเหอเท่านั้น ในช่วงปีที่ลู่เยี่ยศึกษาอยู่ที่นี่ เขาต้องขอบคุณเหล่าเกาที่มักจะปิดหูปิดตาให้ ให้เขาได้หนีเรียนกลับจวนอยู่บ่อย ๆ
และเพื่อตอบแทนเหล่าเกา เขามักจะขโมยสุราดี ๆ ที่ท่านปู่ของเขาเก็บซ่อนไว้มาให้ชายชราผู้นี้
“ฮ่า ๆ รอดตายจากภัยใหญ่ ย่อมมีโชคดีตามมา!”
เหล่าเกากอดไหสุรา แล้วสูดกลิ่นเข้าไปอย่างแรง ดวงตาของเขาเป็นประกายด้วยความสุข ก่อนจะถามอย่างร่าเริง “คุณชายรองลู่ ครั้งนี้เจ้ามาที่สำนักศึกษาเพื่อการใดหรือ?”
ลู่เยี่ยไม่ได้ปิดบัง เขาตอบว่า “มาเข้าพบท่านเจ้าสำนัก”
“วันนี้คงไม่ได้”
เหล่าเกาสูบปล้องยาเข้าปากอย่างแรง ดวงตาที่ตาขุ่นมัวของเขาชำเลืองไปทางด้านในของสำนักศึกษา แล้วลดเสียงลงกล่าว “เจ้าดูทางนั้นสิ”
ลู่เยี่ยมองตามสายตาของเขาไป ก็เห็นรถม้าสีดำสนิทจอดอยู่ใต้ต้นสนใหญ่ ถูกลากโดยม้าเกล็ดสีดำสี่ตัวที่ดูองอาจผิดธรรมดา
“รถม้าจุ้ยเฟิงของกรมปราบปีศาจหรือ?” ลู่เยี่ยรู้สึกประหลาดใจ
ด้านข้างของรถม้าคันนั้นมีลวดลายสีแดงเลือดที่วาดเป็นรูป ‘ดาบและกระบี่ไขว้กัน พวกปีศาจและมารล้วนก้มหัวสยบ’
นี่คือเครื่องหมายเฉพาะของกรมปราบปีศาจแห่งต้าเฉียน
“ถูกต้อง”
เหล่าเกากล่าวอย่างลึกลับ “เช้านี้มีบุคคลสำคัญจากกรมปราบปีศาจมา สงสัยว่าจะเป็นแม่ทัพอาภรณ์สีแดง!”
ลู่เยี่ยหรี่ดวงตามองอย่างเคร่งขรึม
ดินแดนต้าเฉียนมีสามกรม ได้แก่ กรมตรวจการเสวียนจิ้ง กรมปราบปีศาจ และกรมโหรหลวง
บุคคลในทั้งสามกรมจะถูกแบ่งตามลำดับชั้นของตำแหน่งราชการออกเป็นห้าระดับ ได้แก่ อาภรณ์สีเขียว อาภรณ์สีเงิน อาภรณ์สีทอง อาภรณ์สีแดง และอาภรณ์สีม่วง
อาภรณ์สีม่วงเป็นตำแหน่งที่สูงและมีเกียรติที่สุด
อาภรณ์สีเขียวเป็นตำแหน่งที่ต่ำที่สุด
ส่วนคนที่สวมอาภรณ์สีแดงนั้นล้วนมีตำแหน่งแม่ทัพ และถือเป็นบุคคลระดับสูงสุดในต้าเฉียน!
ตามที่ลู่เยี่ยทราบ เมื่อเปรียบเทียบแล้ว แม่ทัพอาภรณ์สีแดงของกรมปราบปีศาจนั้นพิเศษยิ่งกว่า
ไม่เพียงแต่มีอำนาจล้นฟ้า แต่พลังบำเพ็ญของพวกเขาก็น่ากลัวอย่างยิ่ง แต่ละคนล้วนเป็นผู้เก่งกาจเหี้ยมโหดที่ผ่านสมรภูมินองเลือดมาแล้วทั้งสิ้น!
เมืองเทียนเหอเป็นเพียงเมืองขนาดกลางในชางโจวเท่านั้น เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกันแน่ ถึงได้ดึงดูดแม่ทัพอาภรณ์สีแดงจากกรมปราบปีศาจมาถึงที่นี่?
ลู่เยี่ยรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก
ต้องรู้ไว้ว่า เมื่อใดที่บุคคลประเภทนี้ปรากฏตัวออกมา มันมักหมายความว่า มีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นในเขตหวงห้ามลึกลับแห่งใดแห่งหนึ่ง หรือไม่ก็มีราชาปีศาจปรากฏกาย
แต่ไม่ว่าจะเป็นความเป็นไปได้ใด สถานการณ์ล้วนร้ายแรงทั้งสิ้น!
นอกจากนี้ลู่เยี่ยยังนึกถึงความเป็นไปได้อีกประการหนึ่ง
การที่แม่ทัพอาภรณ์สีแดงผู้ลึกลับเดินทางมายังเมืองเทียนเหอ เป็นไปได้หรือไม่ว่าอาจเกี่ยวข้องกับที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู่?