บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 81 ระแวงสงสัย
บทที่ 81 ระแวงสงสัย
“จะให้ทำต่อหรือไม่?”
พานโซวหูสิ้นชีพแล้ว แต่โมเฉินยังไม่คลายความปรารถนา
ด้วยเหตุที่คู่ต่อสู้อ่อนแอเกินไป เขารู้สึกว่าต้องสังหารผู้ที่แข็งแกร่งกว่านี้สักหน่อย ถึงจะนับว่าการลงมือครั้งนี้ไม่เสียเปล่า
“พอแล้ว”
สำหรับลูเยี่ยแล้ว นั่นก็เพียงพอแล้วจริงๆ
คืนนี้มีปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์ตายไปถึงสองคนในคราวเดียว เพียงพอที่จะทำให้สะเทือนไปทั่วต้าเฉียนแล้ว
ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็เพียงพอที่จะทำให้สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลูปั่นป่วนได้!
“ข้าสังเกตเห็นว่า ในสถานที่ที่ปกคลุมด้วยราตรีนิรันดรนั้น ซ่อนตัวคนที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย”
สายตาของโมเฉินทอดมองไกลไปยังทิศทางของเขตหวงห้ามลึกลับที่หก “ในบรรดาพวกนั้น มีอยู่คนหนึ่งเมื่อครู่แอบมองมาทางนี้ด้วย!”
“ไม่คิดเลยว่าในสถานที่ทางโลกียนี้ยังมีสถานที่ประหลาดเช่นนี้อยู่ด้วย”
ถ้อยคำของโมเฉินแฝงไว้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ลูเยี่ยเข้าใจว่าสิ่งที่โมเฉินกำลังพูดถึงคือ เขตหวงห้ามลึกลับที่หก!
และเมื่อผู้ที่ได้รับการขนานนามว่า ‘จอมมารหวงเฉวียน’ อย่างโมเฉินยังประเมินค่าว่าแปลกประหลาด ย่อมแสดงให้เห็นว่าเขตหวงห้ามลึกลับที่หกนั้นมีความพิเศษมากเพียงใด
“เจ้าอยากไปเดินดูสักหน่อยหรือไม่?”
โมเฉินเอ่ยถาม
“อย่าเลย!”
ลูเยี่ยกล่าวว่า “พี่ชาย ท่านช่างไม่ดูสถานการณ์ของตนเองเลย!”
โมเฉินที่อยู่ตรงหน้านี้เป็นเพียงรอยประทับจิตเทวะ หลังจากที่ลงมือไปเมื่อครู่ พลังของเขาก็ถูกใช้ไปไม่น้อยแล้ว ดูราวกับว่าจะสลายหายไปได้ทุกเมื่อ
“ข้าเคยสัญญาไว้ว่าจะนำพลังรอยประทับของท่านไปเยือนดินแดนบ้านเกิดของท่านอีกครั้ง”
ลูเยี่ยกล่าวอย่างจริงจัง “ก่อนถึงเวลานั้น ท่านห้ามสลายไปโดยสมบูรณ์เด็ดขาย!”
กลับไปเยือนบ้านเกิดอีกครั้ง!
นี่คือความปรารถนาสุดท้ายของโมเฉินก่อนสิ้นลม
ในบ้านเกิดมีคนที่เขารักและห่วงใย ทั้งยังมีพันธะและผลกรรมที่ยังไม่ได้ได้รับการสะสาง
โมเฉินหัวเราะเสียงดัง “คิดมากไปแล้ว พลังรอยประทับของพี่ชายผู้นี้ ต่อให้อ่อนแอเพียงใด ก็ยังพอลงมือได้อีกหลายครั้ง!”
ลูเยี่ยกล่าว “แต่ข้ากลัวว่ามันจะทำให้ท่านสลายไป”
โมเฉินชะงัก เก็บรอยยิ้ม แล้วกล่าวอย่างจริงจัง “น้องชาย ในฐานะพี่ชาย ข้าต้องเตือนเจ้าสักประโยค”
จากนั้น โมเฉินก็กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมอย่างหาได้ยากยิ่ง
“จำไว้ เจ้ามีเส้นทางของตัวเองที่ต้องก้าวเดิน ข้าและพวกตาเฒ่าเหล่านั้น ล้วนไม่ต้องการให้เจ้าถูกความปรารถนาสุดท้ายของพวกเราฉุดรั้งเจ้าไว้!”
“ตราบใดที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ ต่อให้พลังรอยประทับของพวกเราทั้งสิบเก้าคนจะถูกใช้จนหมดสิ้นไป ก็ไม่เป็นไรอะไร”
“ในท้ายที่สุด พวกเราก็เป็นเพียงคนตาย จะยึดติดอะไรไปทำไม”
“และตราบใดที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ ไม่ช้าก็เร็วเจ้าจะสามารถทำความปรารถนาสุดท้ายให้พวกเราสำเร็จ! อีกทั้งยังสามารถแก้แค้นให้กับดวงวิญญาณทั้งหมดที่สิ้นใจในการรบที่สนามรบนอกอาณาเขตได้อีกด้วย!”
โมเฉินวางมือทั้งสองลงบนไหล่ของลูเยี่ย กล่าวช้า ๆ ทีละคำว่า “จำไว้ การที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด!”
ลูเยี่ยรู้สึกอบอุ่นในใจ กล่าวว่า “พี่ชายวางใจได้!”
โมเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ต่อไปอย่าได้ปล่อยให้ตัวเองต้องอดทนอีก หากถูกผู้ใดรังแก ก็จงใช้พลังรอยประทับที่ข้าและพวกผู้เฒ่าเหล่านั้นทิ้งไว้ให้ พวกเราจะมาทวงความเป็นธรรมให้เจ้าเอง!”
ลูเยี่ยหัวเราะพลางกล่าว “ได้!”
พลังลมปราณที่น่าสะพรึงกลัวราวกับดวงอาทิตยอันร้อนแรงสายนั้น ได้อันตรธานหายไปจากเหนือยอดเขาไปเยียน
ตามด้วยความมืดมิดของรัตติกาลกลับมาปกคลุมแผ่นฟ้าและผืนดินอีกครั้ง
ในขณะนั้น พวกปีศาจใหญ่ในเขาไปเยียน และผู้คนภายนอกเขาไปเยียนก็ต่างพากันถอนหายใจอย่างโล่งอก ราวกับปลดเปลื้องภาระหนักอึ้งออกจากบ่า
“ไม่รู้ว่าเป็นผู้วิเศษจากที่ใดปรากฏตัวออกมา ช่างน่ากลัวเหลือเกิน…”
เทียนปอฉงพึมพำ
ทันใดนั้น เขาก็มองเห็นร่างพานโซวหูทรุดลงพื้นอย่างรุนแรง
และในขณะที่ร่างล้มลงนั้น ร่างของเขาก็แตกสลายกลายเป็นเถ้าธุลีนับไม่ถ้วน!
ด้วยความไม่ทันตั้งตัว บรรดาใต้เท้าทั้งหลายที่อยู่บริเวณใกล้เคียงต่างตกตะลึง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกใจและงุนงง
ปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์ผู้หนึ่ง จะมาตายอย่างประหลาดโดยไร้สาเหตุเช่นนี้ได้อย่างไร?
ใครกันเล่าที่สังหารเขา?
ผู้คนต่างรู้สึกตกใจอย่างสุดขีด นึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง
ความตายของพานโซวหู่น่าจะเกี่ยวข้องกับพลังลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวเมื่อครู่นี้!
ณ ที่ห่างออกไป ฉีชิงอวินเปลือกตากระตุกถี่ ๆ เขาสรุปได้ว่าพานโซวหูถูกเล็งเป้าหมายอย่างชัดเจน!
มิเช่นนั้น เหตุใดจึงมีเพียงเขาคนเดียวที่ตาย ส่วนคนอื่น ๆ กลับไม่ได้รับบาดเจ็บเลย?
“ตายได้ดี เห็นทีฟ้าจะมีตาจริง ๆ!”
ลวี่เซอคิดในใจ
การล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิครั้งนี้ พวกใต้เท้าที่นำโดยพานโซวหูนั้น แต่ละคนต่างก็ชั่วช้าและไร้ซึ่งคุณธรรม ทำให้ลวี่เซอเก็บความโกรธไว้เต็มท้อง
เมื่อเห็นพานโซวหูตายอย่างประหลาด ลวี่เซอแทบจะอดไมไหวที่จะร้องออกมาว่า ‘ดีนัก!’ ด้วยซ้ำ
เขาไปเยียน
“ลูเยี่ย เมื่อครู่เจ้าไปที่ใดมา?”
เมื่อหลิวจินกลับมา ก็พบว่าลูเยี่ยได้กลับมาที่ถ้ำแห่งนั้นเสียแล้ว กำลังนั่งดื่มสุราอยู่กับอีกาหัวขาวตัวนั้น
ภาพตรงหน้าทำให้หลิวจินโกรธไม่น้อย
ตนเองเป็นห่วงว่าเจ้าหนุ่มผู้นี้จะเจอเหตุไม่คาดฝัน จึงออกตามหาเขาไปทั่ว
แต่เจ้าหนุ่มผู้นี้กลับทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังมีอารมณ์มาดื่มสุราอีก!
ด้วยเหตุนี้ สีหน้านางในตอนนี้จึงดูไม่สู้ดีนัก
“ท่านใต้เท้าของข้าเพิ่งไปถ่ายทุกข์มา”
อีกาหัวขาวกลอกตาพลางกล่าวว่า “อย่าบอกนะว่าแค่ถ่ายทุกข์สักครั้ง ยังต้องมาขออนุญาตเจ้าด้วย?”
“เจ้า…”
แววตาของหลิวจินเย็นชาลง
ทันใดนั้น เสียงอันไพเราะหวานใสของราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณก็ดังขึ้นนอกถ้ำว่า
“สหายเตา หลิวจินในใจขานั้นเปรียบเสมือนเด็กน้อย มีนิสัยซื่อตรง เจ้าจะไปถือสาหาความกับมันทำไมเล่า?”
หลิวจินย่อมไม่ลดตัวลงไปถือสาอะไรกับนกตัวหนึ่ง
นางจ้องมองลูเยี่ย “ลูเยี่ย เจ้าไม่มีอะไรที่อยากอธิบายให้ข้าฟังบ้างหรือ?”
ลูเยี่ยนั่งดื่มสุราตามลำพังอย่างไม่สนใจสิ่งใด ไม่มีท่าทีที่จะอธิบายหรือขอโทษแต่อย่างใด ซึ่งทำให้หลิวจินรู้สึกไม่พอใจมากยิ่งขึ้น
ลูเยี่ยยืนขึ้นและกล่าวว่า “เป็นความผิดของข้าเอง ทำให้ท่านต้องเป็นกังวล”
สีหน้าของหลิวจินผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่น้ำเสียงยังคงเย็นชาและแข็งกระด้าง
“ดีที่เจ้ารู้ตัวว่าทำผิด พรุ่งนี้หลังจากล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิสิ้นสุดลง ภารกิจของข้าก็จะเสร็จสิ้น และข้าก็ไม่จำเป็นต้องมาเป็นห่วงเจ้าอีกต่อไป!”
ลูเยี่ยถอนหายใจพลางกล่าวว่า “ข้าไม่เคยคิดเลยว่าการถ่ายทุกข์เล็ก ๆ น้อย ๆ จะทำให้ท่านขุ่นเคืองได้ ท่านวางใจได้ ต่อไปหากข้าจะถ่ายทุกข์และบังเอิญว่าท่านก็อยู่ด้วย ข้าจะต้องขออนุญาตท่านล่วงหน้าอย่างแน่นอน”
“เจ้า… เจ้ากล้าพูดจาเสียดสีข้าอย่างจงใจหรือ?”
สีหน้าของหลิวจินมืดครึ้มลง “ลูเยี่ย เจ้าทำให้ข้าผิดหวังนัก!”
เสียงเย็นชายังคงก้องกังวาน แต่ตัวคนได้เดินจากไปไกลแล้ว
“ท่านใต้เท้า ท่านทำเช่นนี้จะไม่เป็นไรหรือ?”
อีกาหัวขาวรู้สึกกังวลอยู่บ้าง
ลูเยี่ยส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่ต้องพูดถึงเรื่องพวกนี้ มาดื่มสุรากันเถิด!”
คืนนี้เขาได้ระบายความไม่พอใจในใจออกมาจนหมด ได้ปลดปล่อยความโกรธแค้นอย่างเต็มที่ บัดนี้จิตใจโล่งสบาย รู้สึกสดชื่นโปร่งใจ จึงไม่อยากจะพูดถึงหลิวจินอีก เกรงว่าจะกระทบต่ออารมณ์
“ดูเหมือนว่า อารมณ์ของท่านกำลังไม่ดีนัก”
ท่ามกลางป่าเขายามราตรี ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณพลันตามทันหลิวจิน “คงไม่ใช่เพียงแค่โกรธลูเยี่ยเท่านั้นใช่หรือไม่”
หลิวจินหยุดฝีเท้าทันที เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า
“เจ้ามีสายตาที่ดีทีเดียว”
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณกล่าวอย่างสนใจว่า “หรือว่าท่านประสบเรื่องอะไรมา?”
หลิวจินเหลือบมองราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณแวบหนึ่ง
“เวยเทียนหลานตายแล้ว”
ประโยคสั้น ๆ เบา ๆ แต่กลับเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจ ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณอดร้องออกมาไม่ได้ “เขาตายแล้วหรือ?”
หลิวจินกล่าว “ถูกคนตัดศีรษะ ตอนนี้ร่างยังอยู่ หากเจ้าไม่เชื่อ ก็ไปดูด้วยตาตนเองได้”
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณพึมพำ “ปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์ผู้มีชื่อเสียงไปทั่วหล้า เหตุใดถึงตายอย่างประหลาดเล่า? หรือว่า… จะเกี่ยวข้องกับพลังลมปราณอันลึกลับน่ากลัวที่ปรากฏขึ้นคืนนี้”
“เป็นไปได้”
หลิวจินพยักหน้า “แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่า พลังลมปราณอันน่ากลัวนั้นมีที่มาอย่างไร?”
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณส่ายหน้า
หลิวจินมีการคาดเดาที่เหลือเชื่ออย่างยิ่งอยู่ในใจ
เมื่อคืนนี้ ลูเยี่ยเคยถามคำถามประหลาดหนึ่งข้อ
หากเวยเทียนหลานตายในเขาไปเยียน ตระกูลเวยจะคิดบัญชีกับเขาหรือไม่
ตอนนั้นหลิวจินไม่ได้ใส่ใจ
แต่ช่างบังเอิญเสียนีกระไร คืนนี้เวยเทียนหลานก็ตายจริง ๆ เสียแล้ว!
และเมื่อครู่นี้ ลูเยี่ยก็ได้หายตัวไปจากถ้ำในช่วงระยะเวลาหนึ่งอย่างชัดเจน
นี่เป็นเพียงความบังเอิญหรือมีเบื้องลึกอื่นใดซ่อนอยู่?
หลิวจินคาดเดาไม่ออก
แต่นางกล้ารับรองว่า พลังลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวสายนั้นไม่เกี่ยวข้องกับลูเยี่ยอย่างแน่นอน
มิเช่นนั้น เหตุใดตระกูลลูจึงต้องให้เชี่ยหลิงชิวเป็นที่พึ่งให้?
และเหตุใดจึงต้องให้ฉินอูซางช่วยเหลือ?
การล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิครั้งนี้ ก็ไม่จำเป็นให้นางมาเป็นผู้คุ้มกันเลย!
‘คงเป็นข้าที่ระแวงไปเองกระมัง…’
หลิวจินคิดในใจ
ในเวลาเดียวกัน ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณก็กำลังครุ่นคิดในใจเช่นกัน
“เมื่อออกจากเขาไปเยียนครั้งนี้ ข้าจะไปสอบถามท่านยาย เชื่อว่าด้วยความรู้ลึกซึ้งของท่านยาย นางย่อมต้องค้นพบความจริงบางอย่างได้อย่างแน่นอน”